- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 4 ลู่ชิง
บทที่ 4 ลู่ชิง
บทที่ 4 ลู่ชิง
โลกคู่ขนาน ปี 2015 ณ กรุงปักกิ่ง
"ฮัลโหล เหม่ยหรู อาการดีขึ้นบ้างหรือยัง อ๋อๆ ฉันปลีกตัวไปไม่ได้เลย เดี๋ยวจะให้หูเหล่ยเอาของไปให้นะ โอเคๆ เข้าใจแล้ว"
ลู่ชิงวางสายจากฮ่าวเหม่ยหรูเพื่อนสนิท แล้วรีบโทรหาหูเหล่ยแฟนหนุ่มของเธอทันที
"หูเหล่ย เหม่ยหรูเป็นไข้น่ะ เธอช่วยแวะเอายาไปส่งให้หน่อยนะ ใช่ๆ ซื้อเอาเลยตามอาการ โอเค เลิกงานแล้วค่อยไปกินข้าวกัน"
ลู่ชิงเป็นบัณฑิตจบใหม่ได้สองปี ปัจจุบันทำงานฝ่ายขายในบริษัทการค้าระหว่างประเทศแห่งหนึ่งในปักกิ่ง
เมื่อครึ่งเดือนก่อน ฮ่าวเหม่ยหรูเพื่อนสนิทของเธอนอนป่วยเป็นไข้อยู่ที่ห้องพัก และขอให้เธอช่วยซื้อยาแก้หวัดเข้าไปให้หลังเลิกงาน แต่เพราะลู่ชิงติดงานด่วนจึงวานให้แฟนหนุ่มช่วยเป็นธุระแทน
ปรากฏว่าวันนั้นบริษัทได้รับโปรเจกต์ใหญ่เข้ามาพอดี เธอจึงต้องกินนอนและปั่นงานอยู่ที่ออฟฟิศตลอด
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ในขณะที่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆ อยู่ที่ออฟฟิศ แฟนหนุ่มของเธอกลับขลุกอยู่กับเพื่อนรักของเธอในห้องเช่าที่พวกเธอหารกันอยู่
ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ พวกเขายังวิดีโอคอลคุยกัน ฮ่าวเหม่ยหรูบอกว่าตัวเองป่วยหนัก อยากให้หูเหล่ยช่วยดูแลสักสองสามวัน แถมยังพูดติดตลกกับลู่ชิงว่า "ห้ามหึงนะ" พร้อมรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะช่วยดูแลหูเหล่ยให้เธออย่างดี
แต่หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็เหมือนหายสาบสูญไป ไม่ว่าลู่ชิงจะพยายามติดต่อทางไหนก็ไร้การตอบรับ แต่เพราะโปรเจกต์ของบริษัทกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย เธอจึงไม่สามารถละทิ้งหน้าที่กลับไปดูที่บ้านได้
ทว่าสัญชาตญาณของผู้หญิงบอกเธอว่า สองคนนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ
จนกระทั่งวันหนึ่ง ฮ่าวเหม่ยหรูก็ส่งข้อความสั้นๆ มาว่า "ขอโทษนะ"
ส่วนหูเหล่ยก็ส่งมาว่า "เราเลิกกันเถอะ"
ข้อความเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานของเธอให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เธอรีบโทรหาหูเหล่ย แต่ปลายสายก็ไม่มีคนรับ
พอโทรหาฮ่าวเหม่ยหรู ก็โทรไม่ติด คาดว่าคงบล็อกเบอร์เธอไปแล้ว
ทันทีที่ปิดโปรเจกต์ได้สำเร็จ เธอก็รีบนั่งแท็กซี่บึ่งกลับไปยังอพาร์ตเมนต์ที่เธอเช่าอยู่ร่วมกับฮ่าวเหม่ยหรู
ห้องเช่านี้เป็นแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น เธอและฮ่าวเหม่ยหรูต่างคนต่างมีห้องส่วนตัว
ลู่ชิงเดินเข้าไปดูในห้องนอนของตัวเองก่อน พบว่าข้าวของทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์
แต่พอเดินเข้าไปในห้องของฮ่าวเหม่ยหรู เธอก็ต้องตกใจ เพราะห้องถูกเก็บกวาดจนโล่งเตียนราวกับไม่เคยมีคนอยู่มาก่อน ทั้งเสื้อผ้าและเครื่องสำอางของฮ่าวเหม่ยหรูหายไปเกลี้ยง
ลู่ชิงรีบวิ่งไปดูในห้องน้ำ ก็เป็นไปตามคาด แม้แต่ของใช้ส่วนตัวของฮ่าวเหม่ยหรูก็อันตรธานไปหมดสิ้น
ข้อสันนิษฐานของเธอได้รับการยืนยันแล้ว เพื่อนรักกับแฟนหนุ่มของเธอหนีตามกันไปจริงๆ
ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในอก "ทำไม ทำไมกัน" เธอเฝ้าถามตัวเองและถามพวกเขาในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฮ่าวเหม่ยหรูกับลู่ชิงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นชนิดที่คุยกันได้ทุกเรื่อง นอกจากเวลาทำงานแล้ว แทบจะตัวติดกันตลอดเวลา ขนาดเธอไปเดตกับแฟน ก็ยังต้องหนีบฮ่าวเหม่ยหรูไปด้วย
ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนแบบนี้ หรือนี่จะเป็นอย่างที่ชาวเน็ตเขาเตือนกันว่า 'กันไฟ กันขโมย แล้วต้องระวังเพื่อนสนิทด้วย'
แต่เมื่อเทียบกับการถูกเพื่อนหักหลัง สิ่งที่ลู่ชิงรับไม่ได้ยิ่งกว่าคือการเปลี่ยนไปของหูเหล่ย พวกเขาคบกันมาสองปี ความรักก็ราบรื่นดีมาตลอด แต่หูเหล่ยกลับปันใจไปหาเพื่อนสนิทของเธอได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
ลู่ชิงทั้งโกรธทั้งสิ้นหวัง เธอตั้งใจแน่วแนว่าจะต้องตามหาทั้งคู่เพื่อถามให้รู้เรื่อง เธอตรงดิ่งไปที่ทำงานของหูเหล่ย แต่กลับได้รับคำตอบว่าเขาลาออกไปแล้ว พอไปถามเพื่อนฝูงและเพื่อนร่วมงานของเขา ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน
ในขณะที่ลู่ชิงเกือบจะถอดใจ เธอก็กลับมาเจอจดหมายสองฉบับวางทับกันอยู่บนโต๊ะหนังสือในห้องเช่า อาจเพราะช่วงสองสามวันมานี้เธอจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงมองไม่เห็นมันตั้งแต่แรก
ฉบับหนึ่งเป็นของหูเหล่ย เขียนถึงเธอ เนื้อความตอนแรกก็พร่ำบอกคำขอโทษ แต่หลังๆ กลับกลายเป็นการตำหนิลู่ชิงเสียยกใหญ่ หาว่าเธอไม่รู้จักความโรแมนติก นิสัยแข็งกระด้างเกินไป และสิ่งที่เขาบอกว่าทนไม่ได้ที่สุดคือ ตลอดสองปีที่คบกัน ลู่ชิงไม่เคยยอมอยู่ก่อนแต่ง นอกจากจับมือถือแขนแล้วก็ไม่ยอมให้เขาแตะต้องตัวเลย เขาอดทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงเลือกที่จะจากไป
ลู่ชิงอ่านแล้วสัมผัสได้ถึงความอัดอั้นตันใจที่พุ่งออกมาจากตัวหนังสือ ราวกับว่าเธอคือนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่ทำผิดมหันต์
ทั้งที่เรื่องพวกนี้พวกเขาตกลงกันตั้งแต่ก่อนจะเริ่มคบกันแล้ว ลู่ชิงบอกกับหูเหล่ยอย่างชัดเจนว่าเธอเป็นผู้หญิงหัวโบราณ ครั้งแรกของเธอต้องเก็บไว้สำหรับคืนวันแต่งงานเท่านั้น เพื่อให้เกียรติทั้งสามีและตัวเธอเอง
ตอนนั้นหูเหล่ยยังแสดงความเข้าใจและชื่นชมในความรักนวลสงวนตัวของเธออยู่เลย ไม่นึกว่าวันนี้มันจะกลายเป็นข้ออ้างในการนอกใจ ลู่ชิงโกรธจนมือสั่น ขยำจดหมายทิ้งลงถังขยะ
จดหมายอีกฉบับเป็นของฮ่าวเหม่ยหรู ในจดหมายบอกว่าเธอแอบชอบหูเหล่ยมานานแล้ว ครั้งนี้ที่ป่วยและได้อยู่ใกล้ชิดกัน ความรู้สึกเลยพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เธอไม่อยากเก็บกดความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป หวังว่าลู่ชิงจะให้อภัยและเข้าใจเธอ
ลู่ชิงแค่นหัวเราะ ความรู้สึกพัฒนาเร็วอะไรกัน ก็แค่จ้องจะกินของเพื่อนมาตั้งนานแล้วต่างหาก
ลู่ชิงสูดหายใจเข้าลึกๆ ตัดสินใจว่าจะไม่เสียใจให้กับคนทรยศสองคนนี้อีก ชายชั่วหญิงเลวพรรค์นี้ไม่คู่ควรให้เธอต้องมานั่งร้องไห้ฟูมฟาย คิดในแง่ดีก็คือ การได้เห็นธาตุแท้ของคนพวกนี้เร็วๆ ก็ถือเป็นการหยุดความเสียหายได้ทันเวลา
เธอมองไปรอบๆ ห้องที่อาศัยอยู่มาสองปี ที่นี่เคยเต็มไปด้วยความทรงจำอันสวยงาม แต่ตอนนี้ความทรงจำเหล่านั้นกลับทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้
มิน่าล่ะ ทุกครั้งที่หูเหล่ยมาหา ฮ่าวเหม่ยหรูถึงต้องแต่งหน้าแต่งตัวจัดเต็ม คอยทำตัวอ่อนหวานน่ารักต่อหน้าเขาเสมอ
เวลาเธอกับหูเหล่ยทะเลาะกัน แม่เพื่อนตัวดีก็มักจะทำตัวเป็นคนกลางผู้แสนดี ช่วยไปพูดปรับความเข้าใจให้หูเหล่ย ตอนนี้พอย้อนกลับไปคิด ที่แท้แม่นั่นไม่ได้ 'เข้าใจคน' แต่จ้องจะ 'เปลื้องผ้าคน' ของเพื่อนมากกว่า
เธอนี่มันตาบอดจริงๆ ที่เห็นคนแบบนี้เป็นเพื่อนรัก ไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวก็เล่าให้ฟังจนหมดเปลือก
จริงสิ! ฮ่าวเหม่ยหรูยังยืมเงินเธอไปห้าพันหยวนนี่นา ลู่ชิงรีบคุ้ยลิ้นชัก หาอยู่ครึ่งค่อนวันกว่าจะเจอกระดาษสัญญายืมเงินยับยู่ยี่ใบหนึ่ง
ตอนนั้นฮ่าวเหม่ยหรูแสร้งทำเป็นเกรงใจคะยั้นคะยอจะเขียนสัญญาให้ เธอเองก็ไม่ได้ใส่ใจ รับมาแล้วก็โยนทิ้งไว้ในลิ้นชัก
เงินก้อนนี้ยืมไปตั้งสองปี ฮ่าวเหม่ยหรูไม่เคยเอ่ยปากเรื่องคืนเงินเลย สงสัยคงลืมไปแล้ว ส่วนลู่ชิงเองก็ไม่เคยทวง เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนรัก เงินแค่ห้าพันจะไปสำคัญอะไร เธอเคยกะว่าจะยกหนี้ให้ด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้เมื่อโดนเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด เธอจึงได้บทเรียนว่าตัวเองช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน เห็นเขาเป็นเพื่อน แต่เขาเห็นเธอเป็นคนโง่
ในเมื่อเขาไม่เห็นเธอเป็นเพื่อนแล้ว เรื่องอะไรเธอต้องยอมให้คนพรรค์นี้เอาเปรียบ เงินห้าพันหยวนถึงจะไม่มาก แต่ก็เป็นเงินที่เธอหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง เธอต้องทวงคืนมาให้ได้
ส่วนหูเหล่ยไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้น ก็ถือซะว่าเธอโชคร้ายเดินไปเหยียบขี้หมา หรือเจอสุนัขตัวผู้ตัวหนึ่งเห่าใส่ โชคดีแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ปล่อยให้สุนัขตัวนั้นมาแปดเปื้อนร่างกาย ไม่อย่างนั้นคงรู้สึกสกปรกพิลึก
เสียดายความจริงใจที่มอบให้ไปเปล่าๆ ไอ้สุนัขตัวผู้นั่นนอกจากหน้าตาดีแล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง สองปีเปลี่ยนงานไปแปดที่ ทำที่ไหนก็ไม่เคยเกินสามเดือน อ้างแต่ว่าไม่มีใครมองเห็นพรสวรรค์
สองปีมานี้ถ้าไม่ได้ลู่ชิงคอยเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำ ป่านนี้คงอดตายไปแล้ว โชคดีที่เธอไม่หน้ามืดตามัวให้เขายืมเงิน ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของเธอคงไม่กล้าให้เขาเขียนสัญญายืมเงิน และคงต้องมานั่งทะเลาะตบตีแย่งเงินคืนกับสุนัขตัวผู้ตัวนี้แน่ๆ
ไม่รู้ป่านนี้จะยังมีหน้าใส่เสื้อผ้าที่เธอซื้อให้อยู่หรือเปล่า เธอละอยากจะรอดูนักว่าคนเนรคุณแบบนี้จะมีจุดจบยังไง
พอคิดได้แบบนี้ อารมณ์ของลู่ชิงก็ดีขึ้นมาก แต่ก็อดเจ็บใจตัวเองไม่ได้ที่ตาบอดมองคนผิด ถือเป็นบทเรียนราคาแพง ต่อไปภายภาคหน้าเธอต้องเบิกตาให้กว้างและรู้เท่าทันคนให้มากกว่านี้