- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 3 พัสดุที่หายไป
บทที่ 3 พัสดุที่หายไป
บทที่ 3 พัสดุที่หายไป
นอกจากแลกเปลี่ยนเป็นอาหารประทังชีวิตแล้ว เขายังเก็บเงินสะสมได้หลายสิบหยวน ตั้งใจแน่วแน่ว่าปีนี้จะซื้อปืนสักกระบอก เพื่อจะได้ล่าสัตว์ได้มากขึ้น
สามปีหลังมานี้ เขาไม่ได้เขียนจดหมายกลับบ้านเลยสักฉบับ และแน่นอนว่าทางบ้านก็ไม่เคยส่งจดหมายมาหาเขาเช่นกัน บางทีพวกเขาอาจจะคิดว่าเขาตายกลายเป็นผีเฝ้าป่าเขาแห่งนี้ไปแล้วก็ได้
เขายังคงอาศัยอยู่ในวัดร้างซุดโทรมเหมือนเดิม แต่ความจริงแล้วเขามีของมีค่าอยู่สิ่งหนึ่ง นั่นคือโสมคนสองต้นที่เขาบังเอิญขุดได้บนเขาเมื่อปีนี้ คาดว่าอายุของโสมน่าจะไม่ต่ำกว่าหลายสิบปี แต่เขาตัดใจขายไม่ลง เก็บเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงๆ เท่านั้น
ลึกๆ ในใจเขายังมีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะต้องกลับไปปักกิ่งให้ได้ เขาต้องการไปถามพ่อแม่ต่อหน้าให้รู้ดำรู้แดงว่าเขาใช่ลูกแท้ๆ ของพวกเขาหรือไม่ และทำไมถึงทำกับเขาได้ลงคอ
แม้จะไม่รู้ว่าต้องติดอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน แต่เสียงเล็กๆ ในหัวใจยังคงย้ำเตือนว่า สักวันหนึ่งเขาจะได้กลับไป
เรื่องราวตลอดสี่ปีฉายวนเวียนอยู่ในหัวของเจียงจิ่นโจวราวกับภาพยนตร์
สายตาของเขาจับจ้องไปที่หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นอีกครั้ง มันคือหนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้า พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งตัวโตว่า "การปฏิรูปครั้งสำคัญในการรับนักศึกษาสถาบันอุดมศึกษา" ประกาศฟื้นฟูระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือเกาเค่า อย่างเป็นทางการ โดยระบุชัดเจนว่าเปิดรับสมัครทั้งกรรมกร ชาวนา ยุวปัญญาชน ทหารปลดประจำการ และกลุ่มอื่นๆ ภายใต้นโยบายใหม่ "สมัครใจ ลงสอบพร้อมกัน และคัดเลือกจากผู้ที่มีความสามารถ"
ข่าวนี้เปรียบดั่งเสียงฟ้าผ่าในฤดูใบไม้ผลิ ปลุกหัวใจที่ด้านชาของเจียงจิ่นโจวให้ตื่นขึ้นทันที ดวงตาของเขาฉายประกายแห่งความหวัง เขาตระหนักได้ทันทีว่าการสอบเกาเค่าคือหนทางเดียวที่จะพาเขากลับปักกิ่ง นี่อาจเป็นโอกาสที่ใกล้ที่สุดที่จะพาเขาออกไปจากหุบเขานี้ มือที่กำหนังสือพิมพ์แน่นสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
หัวใจของเขากลับมาสูบฉีดเลือดลมอีกครั้ง หลังจากนั่งแข็งทื่อมาครึ่งค่อนวัน ร่างกายเริ่มรู้สึกตึงๆ แต่ที่แน่ๆ คือเขาหิวแล้ว
เขาขยับแข้งขยับขา ยืดเส้นยืดสาย เขาต้องฮึดสู้ เขาต้องลงสอบ เขาต้องสอบติดมหาวิทยาลัย และกลับไปปักกิ่งอย่างภาคภูมิ
ตอนนี้เกือบจะเดือนพฤศจิกายนแล้ว การสอบจะมีขึ้นในเดือนธันวาคม เหลือเวลาทบทวนแค่เดือนกว่าๆ ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เจียงจิ่นโจวปวดหัวสุดๆ ตอนนี้คือ อย่าว่าแต่คู่มือเตรียมสอบเลย แม้แต่หนังสือเรียนชั้นมัธยมปลายเขาก็ไม่มีสักเล่ม
ตอนถูกส่งมาที่นี่ เขาพกมาแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุดกับเครื่องนอน คิดแค่ว่าอยู่ไม่ถึงปีก็ได้กลับ ใครจะไปคิดว่า...
เจียงจิ่นโจวถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขาโยนมันฝรั่งสองหัวเข้าเตาไฟในห้อง ไม่มีอารมณ์จะทำกับข้าว ปกติเขาก็ทำกินเองอยู่แล้ว หลายปีมานี้กินแต่อาหารหยาบ จะได้กินข้าวสวยหรือแป้งสาลีเนื้อละเอียดก็แค่ช่วงตรุษจีน โชคดีที่พักหลังได้ติดตามหวังต้าซานไปล่าสัตว์ นานๆ ทีเลยได้กินเนื้อบ้าง ร่างกายถึงยังแข็งแรงดีอยู่
ภารกิจเร่งด่วนตอนนี้คือหาตำราเรียนชั้นมัธยมปลายมาให้ได้ แม้สมัยเรียนเขาจะหัวดี แต่ทิ้งร้างตำราไปตั้งสี่ปี ความรู้หลายอย่างก็เริ่มเลือนราง หรือบางทีอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ
จะไปหาซื้อที่ร้านหนังสือในตัวอำเภอตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว ข่าวออกมาช้าขนาดนี้ ป่านนี้หนังสือคงโดนกวาดเกลี้ยงแผง ไปก็คงได้แค่เสี่ยงดวง ซึ่งโอกาสริบหรี่เต็มที
แล้วจะไปหาตำราเรียนจากไหนดีล่ะ ที่บ้านพึ่งไม่ได้แน่นอน และเขาก็ไม่อยากบากหน้าไปขอความช่วยเหลือ ในใจเขาตัดขาดครอบครัวไปแล้ว
เจียงจิ่นโจวขบคิดจนหัวแทบแตก นึกหาคนที่จะพอช่วยได้ และแล้วชื่อหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว
เธอเป็นผู้หญิง ชื่อลู่ชิง เพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลาย เป็นเด็กเรียนเก่งเหมือนกัน และสนิทกับเขาพอสมควรตอนอยู่ที่โรงเรียน ช่วงที่เขาเพิ่งมาลงชนบท ลู่ชิงเคยเขียนจดหมายมาหาฉบับหนึ่ง แต่ตอนนั้นเขารู้สึกว่าตัวเองกับเธอกลายเป็นคนละโลกกันแล้ว จึงไม่ได้ตอบกลับ และขาดการติดต่อไปในที่สุด
หลายปีมานี้ ยามที่ใจสงบ เขาเผลอนึกถึงลู่ชิงอยู่บ้าง บางทีก็แอบคิดเล่นๆ ว่าถ้าตอนนั้นเขาได้อยู่ปักกิ่งต่อ เขาอาจจะได้ลงเอยกับเธอก็ได้
แต่พอคิดได้สติ ก็อดสมเพชตัวเองไม่ได้ ป่านนี้เขาคงลืมไปแล้วมั้งว่าเจียงจิ่นโจวคือใคร
ตอนนี้จะบากหน้าไปขอความช่วยเหลือ ก็ไม่รู้เขาจะสนใจไยดีหรือเปล่า
ช่างเถอะ ต่อให้มีความหวังแค่ริบหรี่ก็ต้องลองดู เผื่อฟลุค!
เขาเขี่ยมันฝรั่งสุกออกจากเตา กินอย่างมูมมาม แม้ทั้งวันจะตกถึงท้องแค่มันฝรั่งสองหัว แต่เขาก็รู้สึกอิ่มแล้ว
เขาคุ้ยหากระดาษจดหมายเก่าเก็บกับปากกาลูกลื่นที่ไม่ได้ใช้มานานใต้กองผ้าห่ม เริ่มลงมือเขียนจดหมายถึงลู่ชิง
ในจดหมาย เจียงจิ่นโจวเริ่มด้วยการแนะนำตัว กลัวเธอจะจำไม่ได้ว่าเขาเป็นใคร
จากนั้นก็เล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วจึงเอ่ยปากขอให้เธอช่วยหาตำราเรียนมัธยมปลายให้สักชุด เรื่องอื่นไม่ได้เขียนถึง เพราะไม่รู้ว่าตอนนี้ชีวิตเธอเป็นยังไงบ้าง กลัวจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดโดยไม่จำเป็น
สุดท้าย เขาล้วงเงินสิบหยวนจากกระเป๋าเสื้อชั้นใน ใส่แนบไปในซองจดหมาย เป็นค่าหนังสือ เขาไม่อยากเอาเปรียบใคร
เขียนจดหมายเสร็จ เจียงจิ่นโจวก็มานั่งคิด ขอให้ลู่ชิงช่วยเรื่องใหญ่ขนาดนี้ น่าจะมีของฝากติดไม้ติดมือไปให้เป็นการขอบคุณบ้าง
ของดีมีค่าอย่างอื่นเขาก็ไม่มี ในห้องมีแค่วอลนัทป่ากับเกาลัดที่เก็บมาจากบนเขาเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วง
เอานี่แหละ ของอาจไม่มีราคาค่างวด แต่ก็แสดงถึงน้ำใจ
แต่ปัญหาคือจะเอาอะไรใส่ของพวกนี้ดี เจียงจิ่นโจวเริ่มกลุ้ม ในห้องมีแค่ถุงแป้งสองใบ กับกระสอบป่านใบใหญ่อีกสองใบ ซึ่งล้วนแต่มีของใส่ไว้เต็มหมดแล้ว
จะไปขอยืมถุงจากบ้านหัวหน้ากองพลดีไหมนะ คิดไปคิดมาก็เลิกล้มความตั้งใจ ส่งพัสดุไปแล้วถุงคงไม่ได้คืน ยืมเขามาแล้วก็ต้องหาทางใช้คืนอีก
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนดีที่สุด เขากวาดตามองไปรอบห้อง หาของที่พอจะเอามาทำถุงใส่ของได้ หาอยู่พักใหญ่ก็นึกขึ้นได้ว่ามีถุงผ้าใบหนึ่งปูรองอยู่ใต้ที่นอน
พูดถึงถุงผ้าใบนี้ ต้องย้อนไปปีแรกที่เขามาถึง ตอนทำความสะอาดที่พัก เขาเจอมันซ่อนอยู่ในช่องลับใต้ฐานหินที่เคยวางรูปปั้นเทพเจ้า
ตอนนั้นเขาเดาว่าน่าจะเป็นของที่หลวงจีนรูปก่อนทิ้งไว้ ถุงผ้าเป็นสีเทา มีตัวอักษรเขียนอยู่แถวหนึ่ง เขาเคยพยายามแกะอ่านแต่ก็อ่านไม่ออก ไม่รู้ความหมาย และดูไม่ออกด้วยว่าทำจากผ้าชนิดไหน รู้แต่ว่าเหนียวทนทานมาก
ด้วยความเสียดายของ เขาจึงซักถุงผ้าใบนั้นจนสะอาด แล้วเอามาปูรองใต้เบาะนอน
ปูทิ้งไว้อย่างนั้นมาหลายปี จนตอนนี้จำเป็นต้องใช้ถุง และไม่มีภาชนะอื่นแล้ว เจียงจิ่นโจวเลยตัดสินใจใช้ถุงใบนี้แหละ
เขาดึงถุงผ้าออกมาจากใต้เบาะ สภาพยังดีเยี่ยม ถุงขนาดไม่ใหญ่มาก จุของได้สักยี่สิบสามสิบจิน
เจียงจิ่นโจวไม่ได้มีของเยอะขนาดนั้น ใส่ของป่าลงไปได้ราวๆ สิบกว่าจิน
จากนั้นก็ใส่จดหมายลงไป แล้วเย็บปากถุงปิดผนึกด้วยเข็มกับด้าย
แค่เขียนจ่าหน้าซอง พรุ่งนี้เอาไปส่งที่ไปรษณีย์ในตัวอำเภอก็เรียบร้อย
เจียงจิ่นโจวหยิบปากกาลูกลื่นขึ้นมา บรรจงเขียนลงบนถุงผ้าทีละตัวอักษร
เริ่มจากที่อยู่ผู้รับ: ปักกิ่ง เขตตงเฉิง ตรอกเหยาเจีย... เขียนมาถึงตรงนี้เขาก็นึกส่วนที่เหลือไม่ออก จำต้องเว้นไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยไปค้นจดหมายเก่าที่ลู่ชิงเคยส่งมาให้ แล้วค่อยเขียนเติมลงไป จดหมายฉบับนั้นเขาเก็บรักษาไว้อย่างดี
เขาเขียนชื่อผู้รับต่อว่า "ลู่ชิง ผู้รับ"
จากนั้นก็เป็นที่อยู่ผู้ส่ง: มณฑลจี๋หลิน อำเภอฉางหลิ่ง คอมมูนหงซิง กองพลธงแดง
เขียนเสร็จเขาก็รีบไปรื้อค้นหาจดหมายของลู่ชิงในหีบใบเล็กสมบัติชิ้นเดียวที่มีอยู่ พอเจอจดหมายก็กางออกดูที่อยู่
เขาหยิบปากกาเตรียมจะเขียนที่อยู่ส่วนที่ขาด แต่เจ้ากรรม ปากกาดันหมึกหมดพอดี เล่นเอาเจียงจิ่นโจวสบถลั่นด้วยความหัวเสีย
สงสัยต้องไปเขียนต่อที่ไปรษณีย์พรุ่งนี้แล้วล่ะ กะเวลาดูแล้วน่าจะดึกมากแล้ว เจียงจิ่นโจวมุดตัวลงนอนในผ้าห่ม หลับใหลไปพร้อมกับความหวังอันเปี่ยมล้น
หารู้ไม่ว่า... พัสดุที่เขาเตรียมไว้ พอถึงเวลาเที่ยงคืน จู่ๆ มันก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากบนเตียงเตาอย่างไร้ร่องรอย