- หน้าแรก
- วิถีเซียนคนถ่อย
- บทที่ 12 - ที่มาของอสูรชะตา
บทที่ 12 - ที่มาของอสูรชะตา
บทที่ 12 - ที่มาของอสูรชะตา
บทที่ 12 - ที่มาของอสูรชะตา
เติ้งอี๋คาดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์ออกไปข้างนอกรอบเดียวจะนำข่าวแบบนี้กลับมา
เครื่องสังเวยสามอย่าง อาจารย์หาอย่างไหนเจอ
นักพรตจงฝานเดาะลิ้น "ข้าไปเจอชะตาวิญญูชนจอมปลอมในตัวพ่อค้าเศรษฐีคนหนึ่ง เรื่องนี้ไม่แปลก ที่แปลกคือเดิมทีหมอนั่นเป็นชะตาวิญญูชน แต่กลับใช้วิชาผสานชะตาจนกลายเป็น [วิญญูชนจอมปลอม] เจ้าว่าแปลกไหมล่ะ"
"ข้าท่องยุทธภพมาหลายปี ไม่เคยเห็นวิญญูชนคนไหนบรรลุแจ้งจนอยากเปลี่ยนเป็นชะตาวิญญูชนจอมปลอมเลยสักคน"
"ความยากในการบรรลุแจ้งของวิญญูชนนั้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเปลี่ยนชะตาเลยนะ"
เติ้งอี๋ได้ยินคำสำคัญหลายคำ ชื่อของคนคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ "ท่านอาจารย์ คนที่ท่านไปสืบเจอมา ใช่ลู่ต้าเจียงแห่งจวนสกุลลู่หรือเปล่าครับ"
นักพรตเฒ่าชะงัก เลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย "เจ้ารู้ได้อย่างไร"
เติ้งอี๋จึงเล่าเรื่องที่ตนไปขายเม็ดเครื่องหอม พร้อมทั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับลู่ต้าเจียงให้ฟัง
นักพรตจงฝานฟังจบก็หัวเราะร่า
"เจ้ายังถือว่าหัวไว ไม่อย่างนั้นคงโดนมันหลอกขายโดยไม่รู้ตัว"
"ในเมื่อมันใช้เล่ห์เหลี่ยมรังแกศิษย์ข้า งั้นการจะไปเอาทรัพย์สินของมันมาก็ไม่ต้องลังเลใจแล้ว"
ตำรับชะตา [คนถ่อยลำพอง] ต้องการ [ทรัพย์สินทั้งหมดของวิญญูชนจอมปลอม] ลู่ต้าเจียงมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขพอดี
เติ้งอี๋เงียบไปนาน
นักพรตเฒ่านึกว่าเขาลังเลที่จะไปปล้นทรัพย์คนอื่น จึงส่ายหน้า
"ศิษย์เอ๋ย เจ้าจำได้ไหมว่าทำไมวันนั้นที่เจอกัน ข้าถึงบอกว่าเจ้าเบิกเนตรชะตาเมื่อไหร่ต้องตายแน่"
เติ้งอี๋เงยหน้าขึ้น เขาไม่ได้คร่ำครึเรื่องจะแก้แค้นลู่ต้าเจียง แต่เขากำลังคิดถึงอีกเรื่องหนึ่งอยู่
แต่ก็ไม่เสียหายที่จะฟังอาจารย์อธิบายที่มาที่ไป
"ขอบเขตแรกของผู้ฝึกตนวิถีชะตาคือ เชื่อในชะตา"
"หากไม่เชื่อในชะตา เจ้ารู้ไหมว่าจะเกิดผลอะไรตามมา"
แววตาของนักพรตเฒ่าดูเศร้าหมอง ราวกับกำลังไว้อาลัยให้แก่คนที่ไม่เชื่อในชะตาเหล่านั้น
"ไม่เชื่อในชะตา ชะตาก็จะหนีจากพวกเขาไป สุดท้ายกลายเป็นอสูรชะตาออกอาละวาดบนโลกมนุษย์"
"เจ้าใช้เม็ดเครื่องหอมกดข่มชะตาคนถ่อย ทันทีที่เจ้าเบิกเนตรชะตา ไม่มีทางเลือกที่สอง ชะตาคนถ่อยนั้นจะต้องหนีออกจากร่างเจ้ากลายเป็นอสูรชะตาทันที!"
ความรู้ความเข้าใจของเติ้งอี๋เหมือนโดนทุบด้วยค้อนปอนด์ เขาตะลึงงันไป
ที่แท้อสูรชะตาก็เกิดขึ้นมาแบบนี้นี่เอง!
คนไม่เชื่อในชะตา ชะตาก็เลยหนีไปหรือ
มิน่าล่ะในคัมภีร์ชะตาของสำนักศึกษาถึงบันทึกไว้ว่าอสูรชะตาในโลกนี้มีมากมายไม่รู้จบ
ที่แท้การที่เขาไม่เชื่อในชะตากลับกลายเป็นการเดินผิดทาง!
แล้วพวกอสูรชะตาที่มีพลังเหนือขอบเขตวิถีชะตาล่ะ มาจากไหน
เติ้งอี๋เห็นนักพรตเฒ่าไม่พูดถึงเรื่องอสูรที่แข็งแกร่งกว่านั้นต่อ จึงไม่ได้ถามเซ้าซี้
นักพรตเฒ่าลูบเคราแข็งๆ ตาชำเลืองมองเติ้งอี๋ "ศิษย์เอ๋ย หากเจ้ายังไม่รีบทำพฤติกรรมแบบคนถ่อย เกรงว่าต่อให้ผสานเป็น [คนถ่อยลำพอง] แล้วเบิกเนตรชะตา ก็ยากจะรั้งไม่ให้ชะตาหนีออกไปได้นะ!"
เติ้งอี๋รีบก้มหน้าประสานมือ "ศิษย์ทราบแล้วครับ"
เมื่อเห็นว่าศิษย์จากสำนักศึกษาผู้นี้เลิกต่อต้านชะตาคนถ่อยแล้ว นักพรตเฒ่าถึงได้เดินจากไปอย่างสบายใจ
สอนได้ สอนได้จริงๆ
เติ้งอี๋มองแผ่นหลังของอาจารย์ที่เดินจากไป ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถอนหายใจ นิ้วมือลูบไล้ม้วนหนังวัวในแขนเสื้อไปมา แล้วกลับไปศึกษาพิธีไจเจี้ยวต่อ
ท่ามกลางความมืดมิด นักพรตเฒ่าถือธงเดินมาจนถึงหน้าจวนสกุลลู่
สำหรับคนอื่น ยามค่ำคืนเต็มไปด้วยอันตราย แต่ดูเหมือนจะไม่มีผลกับนักพรตเฒ่า
พวกอสูรชะตาที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกมืดๆ พอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของนักพรตเฒ่า ต่างก็หดหัวด้วยความตกใจ
พวกมันหวาดกลัวนักพรตเฒ่าผู้นี้มาก
ในจวนสกุลลู่ ลู่ต้าเจียงที่กำลังหลับสนิทจู่ๆ ก็สะดุ้งตื่น เขารู้สึกหงุดหงิดใจอย่างไม่มีสาเหตุ เหมือนเวลาที่ฝนตกฟ้าครึ้มแล้วอารมณ์ขุ่นมัว
"หรือว่าการค้าขายกับนิกายซากอสูรช่วงนี้จะมีปัญหา"
ความรู้สึกใจสั่นแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ
ลู่ต้าเจียงคิดว่าตัวเองคงเก็บเรื่องงานไปฝัน
เขาทุบอกตัวเองเบาๆ แล้วลุกขึ้นแต่งตัว
เขาหาช่องทางติดต่อกับนิกายเมฆาเขียวไม่ได้ จึงเบนเป้าหมายไปที่นิกายสายมารแทน
แถวนี้มีนิกายชื่อ [ซากอสูร] กำลังขาดแคลนศพคุณภาพดี ลู่ต้าเจียงจึงอาศัยช่องทางลับทางการค้ากว้านซื้อศพสดๆ จากป่าช้าส่งไปให้
หากสร้างสัมพันธ์อันดีกับนิกายซากอสูรได้ ตระกูลลู่จะต้องผงาดขึ้นมาแน่
ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในเมืองชิงซานเล็กๆ นี่
ตระกูลลู่ในมือเขาอาจจะกลายเป็นตระกูลผู้ฝึกตนวิถีชะตาอันยิ่งใหญ่ก็ได้
ลู่ต้าเจียงแหงนหน้ามองท้องฟ้า ในใจวาดฝันถึงความรุ่งโรจน์ของตระกูลในภายภาคหน้า
ทันใดนั้น ท้องฟ้าก็ถูกม่านผืนหนึ่งบดบัง ลู่ต้าเจียงเบิกตากว้าง นิ้วมือสั่นระริกชี้ไปบนฟ้า ในหมอกควันมารนั้นมีวิญญาณทาสบินวนเวียนอยู่ยั้วเยี้ย หนาแน่นราวกับวัชพืชในนาข้าว
วิญญาณทาสเหล่านั้นเหมือนได้กลิ่นคนเป็น ต่างพากันพุ่งลงมาจากม่าน ตรงดิ่งเข้าใส่คนในจวนสกุลลู่
วิญญาณทาสเข้าร่าง สีหน้าของลู่ต้าเจียงแข็งทื่อ
สองอึดใจต่อมา ลู่ต้าเจียงก็ลูบใบหน้าที่บิดเบี้ยว แล้วคุกเข่าลงบนพื้นพร้อมกับคนอื่นๆ ในจวนที่ถูกสิงร่างเช่นกัน
เสียงชราภาพดังก้องในม่านที่ปกคลุมพื้นที่ ภายนอกไม่ได้ยินเสียงใดๆ แม้แต่น้อย "กลับไปเถอะ"
คนเหล่านี้กลับไปยังที่ที่ควรอยู่
ส่วนทรัพย์สินในคลังสมบัติของตระกูลลู่บัดนี้ถูกกวาดเกลี้ยง
ม่านถูกเก็บกู้ จวนสกุลลู่กลับมาเงียบสงบดังเดิม
ผู้ฝึกตนที่เฝ้าอยู่รอบย่านการค้าไม่รู้เลยว่ามีผู้ฝึกตนสายมารมาเยือนจวนสกุลลู่
ส่วนยอดฝีมือจากที่ว่าการงานชะตา ตอนนี้กำลังรุมล้อมปราบมารตัวใหญ่อยู่นอกเมืองชิงซานโน่น
เมื่อเติ้งอี๋เห็นกองเงินกองทองมหึมาตรงหน้า ก็อดแสดงสีหน้าตื่นตะลึงไม่ได้
ท่านอาจารย์เล่นขนคลังสมบัติตระกูลลู่มาเกลี้ยงเลยหรือนี่!
แถมท่านอาจารย์ยังบอกว่านี่เป็นแค่ส่วนน้อย ส่วนที่เหลือเก็บอยู่ในสมบัติชะตาของท่าน
เติ้งอี๋ได้รับรู้อีกเรื่องหนึ่งว่า พื้นที่ในสมบัติชะตาของอาจารย์ต้องกว้างขวางไม่เบา
ดูท่าท่านอาจารย์จะมีฝีมือร้ายกาจมากทีเดียว
"ท่านอาจารย์ ข้าตั้งใจจะออกไปทำพฤติกรรมคนถ่อยข้างนอกครับ" วันนี้เติ้งอี๋ไม่ได้สอนพิธีไจเจี้ยวให้สามคนนั้นต่อ แต่เขาคิดตกแล้ว ว่าจะออกไปทำเรื่องของคนถ่อย
ไม่ว่าจะเพื่อป้องกันไม่ให้ชะตาหนีหาย หรือเพื่อรวบรวมเครื่องสังเวย [วีรกรรมชั่วของคนถ่อย] เขาก็ต้องเดินไปถึงจุดนั้นอยู่ดี ดังนั้นเติ้งอี๋จึงไม่คิดจะรออีกต่อไป
นักพรตจงฝานเก็บเงินที่กินพื้นที่ไปกว่าครึ่งห้อง ลูบเคราด้วยรอยยิ้มโล่งใจ "ดี! ดี!"
เติ้งอี๋คารวะแล้วเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป
บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมเบื้องหลังเขา ดวงตาอันฝ้าฟางคู่นั้นฉายแววคาดหวัง
เติ้งอี๋เดินไปตามถนน ในหัวครุ่นคิดไม่หยุดว่าคนถ่อยทำเรื่องอะไรได้บ้าง
หรือต้องทำตัวอย่างไรถึงจะเรียกว่าคนถ่อย
เขาอยากจะเจ้าคิดเจ้าแค้น ไปแก้แค้นตระกูลหลิวที่เผาบ้านบรรพบุรุษ แล้วถือโอกาสทำตัวถ่อยๆ ไปด้วยเลย
แต่เติ้งอี๋ยังรู้ตัวเองดี เขาไม่ใช่คู่มือของหลิวสี่ เผลอๆ จะสู้พวกคนเฝ้าบ้านตระกูลหลิวไม่ได้ด้วยซ้ำ
ดังนั้นต้องหาทางอื่น
ทันใดนั้น เติ้งอี๋ก็นึกถึงศัตรูอีกคนหนึ่ง
เจ้าบ้านสกุลลู่
หลังจากเติ้งอี๋รู้ว่าลู่ต้าเจียงมีชะตา [วิญญูชนจอมปลอม] เขาก็รู้ทันทีว่าเรื่องเม็ดเครื่องหอมคงเป็นลู่ต้าเจียงนั่นแหละที่สั่งให้ลู่หมิงปล่อยข่าว
ลู่ต้าเจียงนับว่าเป็นศัตรูได้แล้ว
ตระกูลลู่ไม่ได้มีพิษสงร้ายกาจมากนัก และตอนนี้เขาก็มีความคิดดีๆ ผุดขึ้นมาพอดี
เติ้งอี๋ถามใจตัวเองซ้ำๆ ในใจ
"ท่านอาลู่ใช้เงินก้อนโตซื้อเม็ดเครื่องหอม แถมยังสัญญาจะมอบโอกาสเบิกเนตรชะตาให้ข้าอีก"
"ท่านดีต่อข้าจริงๆ"
"ข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทน ควรจะใช้เม็ดเครื่องหอมตอบแทนการสนับสนุนของท่านอาลู่"
"เม็ดเครื่องหอมไม่ใช่ผลประโยชน์ที่ยั่งยืน การเอาไปตอบแทนท่านอาลู่ ให้ตระกูลลู่มีการค้าผูกขาดเพียงเจ้าเดียวในเมืองชิงซาน นี่แหละเหมาะสมที่สุด!"
"แต่ข้าเป็นคนถ่อยนี่นา!"
"คนถ่อยควรตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างไร"
"ข้าวหนึ่งมื้อเป็นบุญคุณ ข้าวหนึ่งถังเป็นความแค้น"
"ข้าเป็นคนถ่อยที่ไม่รู้จักพอ อิจฉาความร่ำรวยของตระกูลลู่ เกลียดที่ท่านอาลู่ไม่เคยส่งคนมาถามไถ่ตอนบ้านข้าถูกเผา"
"ตอนที่ข้ารู้ว่าแท้จริงแล้วท่านอาลู่เป็นวิญญูชนจอมปลอม ใจข้าสั่นสะเทือน ที่แท้ท่านอาลู่กับข้าก็คนประเภทเดียวกัน"
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านอาลู่ ข้าขออภัยด้วย"
เติ้งอี๋พึมพำในใจ ในที่สุดก็หาสิ่งที่คนถ่อยควรทำเจอแล้ว
[จบแล้ว]