เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 - วิญญาณอาฆาต

บทที่ 42 - วิญญาณอาฆาต

บทที่ 42 - วิญญาณอาฆาต


บทที่ 42 - วิญญาณอาฆาต

พรสวรรค์ของอู๋เทียนในตอนนี้มีสองอย่างที่ส่งผลโดยตรงต่อการต่อสู้ นั่นคือก้าวพริบตาพันลี้และหยั่งรู้ดีร้าย

ก้าวพริบตาพันลี้ช่วยให้เขามีความเร็วเหนือกว่าผู้อื่นอย่างมหาศาล ส่วนหยั่งรู้ดีร้ายช่วยให้เขาล่วงรู้ทุกความเคลื่อนไหวของศัตรูราวกับตาเห็น

ไม่ว่าอีกฝ่ายคิดจะใช้ท่าไม้ตายหรือคิดจะหันหลังวิ่งหนี ก็ไม่อาจเล็ดลอดการรับรู้ของเขาไปได้

แม้แต่การเปลี่ยนแปลงท่วงท่าหรือมุมของการโจมตี ทุกอย่างล้วนอยู่ในขอบเขตการรับรู้ของเขาทั้งสิ้น

พรสวรรค์หยั่งรู้ดีร้ายนั้นพัฒนามาจากพรสวรรค์จิตวิญญาณแห่งสายลม ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากทักษะสดับวาโย

ไม่ว่าจะเป็นทักษะสดับวาโยหรือพรสวรรค์จิตวิญญาณแห่งสายลม ต่างก็ไม่ได้หายไปไหน แต่หลอมรวมเข้ากับพรสวรรค์หยั่งรู้ดีร้ายและเกิดการวิวัฒนาการจนยกระดับขึ้น

สิ่งนี้ทำให้อู๋เทียนสามารถควบคุมสถานการณ์ในสนามรบได้เหนือกว่าศัตรูหลายเท่าตัว เมื่อผนวกกับความเร็วอันเป็นเลิศจึงทำให้เขากุมจังหวะการต่อสู้ไว้ในมือได้อย่างเบ็ดเสร็จ

รุกรับได้ดั่งใจ ตัดสินใจเด็ดขาดในการสังหาร

ดังนั้นเมื่อเหลือศัตรูเพียงสองคน ดุลอำนาจของทั้งสองฝ่ายจึงพลิกกลับอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ลังเลที่จะพุ่งเข้าโจมตีซึ่งหน้าทันที

เป็นไปตามคาด ศพทั้งสามที่ล้มตายลงอย่างต่อเนื่องทำให้ศิษย์ถ้ำสุนัขป่าทั้งสองตรงหน้าตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ

หากไม่ใช่เพราะเพิ่งเห็นศิษย์พี่ผู้นั้นวิ่งหนีแล้วถูกกัดตายอย่างน่าสยดสยองกับตา พวกเขาคงวิ่งหนีเอาตัวรอดกันไปนานแล้ว

"ศิษย์พี่หญิง เราหนีไม่ได้ ห้ามหันหลังให้มันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเราจะถูกกัดตายแน่" ศิษย์ชายกัดฟันพูด

"ข้า... ข้ารู้ เราสองคนช่วยกันถ่วงเวลาไว้ อีกเดี๋ยวศิษย์น้องอีกสามคนก็น่าจะตามมาทันแล้ว" ศิษย์หญิงเอ่ยขึ้นแต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือ ดูเหมือนจะเป็นการปลอบใจตัวเองเสียมากกว่า

"ถึงตอนนั้นพวกเรารวมกันห้าคน ก็จะฆ่าไอ้สัตว์เดรัจฉานตัวนี้เพื่อแก้แค้นให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องได้"

ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน อู๋เทียนก็พุ่งเข้ามาสังหารอย่างไม่ปรานี

เขาเร็วเกินไป ร่างสีขาวกระโจนเข้าใส่ศัตรูอย่างรุนแรง คมเขี้ยวฉีกกระชากจนเกิดบาดแผลลึก เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาทันที

เมื่อศัตรูอีกคนพุ่งเข้ามาช่วย เขาก็ถอยฉากออกมาทันที บิดกายหันหลังวิ่ง

พอทิ้งระยะห่างได้พอสมควรเขาก็เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว รอจังหวะเหมาะแล้วพุ่งเข้าใส่ใหม่อีกครั้ง

ครั้งนี้เป้าหมายของเขายังคงเป็นศิษย์ชายคนที่ถูกกัดเมื่อครู่

แม้ทั้งสองจะยืนคุมเชิงกันอยู่แต่อู๋เทียนนั้นเร็วกว่ามาก โดยเฉพาะในป่าทึบเช่นนี้ที่มีต้นไม้ช่วยบดบังสายตา กว่าพวกเขาจะเห็นเงาร่างของอู๋เทียนก็สายเกินไปเสียแล้ว

"อ๊าก! เจ็บเหลือเกิน!"

หลังจากการจู่โจมอีกครั้ง อู๋เทียนก็กระชากเนื้อชิ้นใหญ่ออกมาจากร่างของศิษย์ชายผู้นั้นแล้วถอยฉากออกมา

ศิษย์ชายผู้นั้นเริ่มทนไม่ไหวแล้ว เลือดเนื้อบนร่างกายถูกฉีกกระชากออกไปทีละชิ้น ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้เขาแทบจะสลบเหมือด

เขาเจ็บจนต้องลงไปดิ้นพราดกับพื้น ไม่อาจคงสภาพสุนัขป่าไว้ได้อีกต่อไปจนคืนร่างกลับเป็นมนุษย์ เลือดไหลรินออกจากปากแผลไม่หยุด ทั้งแผลที่หลังและที่ต้นขา

บาดแผลเหวอะหวะดูน่าสยดสยองจับใจ

ศิษย์หญิงผู้นั้นหวาดกลัวจนสติแตก เธอไม่สนใจศิษย์น้องของตนอีกต่อไป ร่างกายถอยกรูดไปด้านหลัง ปากก็พร่ำบ่นเสียงต่ำ "อย่าฆ่าข้า อย่าฆ่าข้า ข้าจะไม่หาเรื่องเจ้าอีกแล้ว..."

"ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ"

"อ๊าก... ศิษย์พี่หญิงช่วยข้าด้วย ข้าไม่อยากตาย" ภาพตรงหน้าของศิษย์ชายพลันมืดดับลง เงาของคมเขี้ยวเปื้อนเลือดสะท้อนอยู่ในดวงตา เขาจมดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวอย่างที่สุด ได้แต่กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายกระตุกเกร็งจนปัสสาวะราดรดกางเกง

กร๊อบ!

พร้อมกับเสียงกระดูกหักที่ดังชัดเจน เสียงกรีดร้องแห่งความเจ็บปวดก็เงียบหายไป อู๋เทียนขย้ำคอหอยของศัตรูจนแหลก

ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ศิษย์หญิงสติขาดผึงโดยสิ้นเชิง นางไม่มีสติสัมปชัญญะหลงเหลืออีกแล้ว เหลือเพียงความหวาดกลัวที่ครอบงำจิตใจก่อนจะเริ่มวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

ผ่านไปเพียงสิบกว่าลมหายใจ ศพอีกร่างก็ล้มลงบนพื้น

นั่นเป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดาวัยยี่สิบกว่าปี แต่รูปร่างกลับเย้ายวนมีส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน ทว่าบัดนี้นางกลับนอนจมกองเลือด ดวงตาเบิกโพลงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

...

หมานสยงมู่และถงก้วนที่เฝ้ามองการต่อสู้จากระยะไกลต่างเงียบกริบ ไม่มีใครคาดคิดว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้

หมานสยงมู่คิดว่าอู๋เทียนจะสู้ไม่ได้และหนีเข้าไปในเขตหวงห้ามเพื่อขอความคุ้มครอง

ถงก้วนเองก็คิดเช่นนั้น เพราะจำนวนคนแตกต่างกันเกินไป ศิษย์ระดับเลี้ยงดูปราณแปดคนรุมสังหาร อย่างไรเสียก็ไม่น่าจะตกเป็นรอง อย่างมากก็แค่ถูกกัดตายสักสองสามคน

แต่เขาไม่คิดเลยว่าในเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ จะมีคนตายมากขนาดนี้...

ใบหน้าของถงก้วนเขียวคล้ำ ดวงตาสีเขียวมรกตหรี่ลงจนเป็นเส้นตรง ในใจเต็มไปด้วยจิตสังหารและความหวาดหวั่นที่ไม่อาจสะกดกลั้น

หมานสยงมู่หัวเราะร่าแล้วเอ่ยขึ้นในตอนนี้ "ศิษย์พี่ถง ว่าอย่างไรเล่า"

ถงก้วนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า "แก่นไม้เหล็กพันปีข้าให้เจ้าได้ แต่แผนผังเดินปราณกลืนจันทร์ไม่ได้..."

ในขณะที่พวกเขากำลังเจรจากัน การล่าในป่าใหญ่ก็ดำเนินมาถึงบทสรุป

ศิษย์ที่มีฝีมือดีที่สุดห้าคนล้วนถูกกัดตายสิ้น ศิษย์อีกสามคนที่เหลือมีฝีมืออ่อนด้อยที่สุดและยังไม่ได้สร้างอาภรณ์อสูร

อู๋เทียนอาศัยความเร็วสูง เพียงแค่ปะทะกันครั้งเดียวก็สังหารไปได้หนึ่งคน

ร่างสีขาวพลิกหมุนเปลี่ยนทิศทางไปตามแนวป่า เมื่อสบโอกาสก็พุ่งเข้าใส่อีกครั้ง กัดตายไปอีกหนึ่ง

คนสุดท้ายที่เหลือรอดตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ไม่ทันได้ขยับตัวต่อต้านก็ถูกกัดคอขาดสะบั้น

อู๋เทียนชุ่มโชกไปด้วยเลือด เขาหันกลับไปมองยังส่วนลึกของป่า เขาสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของถงก้วนและหมานสยงมู่ แม้ว่าผู้ฝึกตนระดับนั้นจะสามารถปกปิดกลิ่นอายได้อย่างสมบูรณ์

แต่เจตนาที่มุ่งร้ายของถงก้วนนั้นชัดเจนเกินไป ส่วนหมานสยงมู่คือโชคลางที่คอยคุ้มครองเขา ภายใต้การรับรู้ของพรสวรรค์หยั่งรู้ดีร้าย ตำแหน่งของทั้งสองจึงไม่อาจเล็ดลอดไปได้

อู๋เทียนราวกับได้สบตากับดวงตาสีเขียวมรกตของถงก้วนจากระยะไกล

เขาแยกเขี้ยวเผยให้เห็นเลือดที่หยดลงมา

ครู่ต่อมาเขาก็หันหลังกลับ เดินมุ่งหน้าไปยังบ่อน้ำพุร้อนที่อยู่กึ่งกลางภูเขาอย่างเชื่องช้า

ป่าที่เกิดการฆ่าฟันเมื่อครู่อยู่ห่างจากบ่อน้ำพุร้อนไม่ไกลนัก

เมื่อเห็นเงาร่างของอู๋เทียนหายลับเข้าไปในเขตหวงห้าม ภายใต้กลิ่นอายหรืออาณาเขตของท่านผู้นั้นที่แผ่ปกคลุม ถงก้วนก็ไม่อาจสอดแนมได้อีก และไม่กล้าที่จะล่วงล้ำเข้าไปด้วย

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "แผนผังเดินปราณกลืนจันทร์ข้าถ่ายทอดให้มันได้ แต่ข้าจะลงอักขระกำกับไว้ มีเพียงมันผู้เดียวที่ฝึกได้และไม่อาจถ่ายทอดต่อให้ใคร"

พูดจบเขาก็ไม่รอให้หมานสยงมู่ตอบรับ สายลมม้วนตัวหอบเอาร่างของเขาพุ่งกลับไปยังประตูสำนักโดยไม่หันกลับมามอง

หมานสยงมู่เองก็ไม่ได้มองเขาเช่นกัน สายตายังคงจับจ้องไปทางเขตหวงห้าม ใบหน้าเปื้อนยิ้ม "ไม่เลว ไม่เลว เป็นการล่าที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า!"

เขาหันหลังเดินลงจากเขา ครั้งนี้เขาจากไปจริงๆ แล้ว

ส่วนในป่าที่เพิ่งผ่านพ้นการนองเลือด บนซากศพที่นอนเกลื่อนกลาดพลันมีควันดำลอยขึ้นมา พร้อมกับเสียงวิญญาณโหยหวนและเสียงสุนัขเห่าหอน วิญญาณปีศาจสุนัขห้าตนตะเกียกตะกายออกมาจากเศษหนังสัตว์ที่ฉีกขาด

ร่างของพวกมันดูราวกับควันดำ ดวงตาสีแดงฉานเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความบ้าคลั่ง เมื่อหลุดพ้นจากหนังสัตว์ก็ส่งเสียงคำรามดุจปีศาจร้าย

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง บนหน้าผากของวิญญาณสุนัขป่าเหล่านั้นก็ปรากฏอักขระสีเลือด บนยอดภูเขากะโหลกดูเหมือนจะมีธงผืนใหญ่ยักษ์ที่บดบังฟ้าดินปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า มุมธงด้านหนึ่งสะบัดไหวเบาๆ

วิญญาณทั้งห้ากลายสภาพเป็นลำควันสีดำพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เพียงชั่วครู่ก็จมหายเข้าไปในผืนธงที่ใหญ่โตจนคลุมทั้งยอดเขา

ลางทีอาจได้ยินเสียงสัตว์ร้ายนับร้อยคำราม เสียงมังกรและพยัคฆ์กู่ก้อง เสียงภูตผีกรีดร้องดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน

ไม่นานปรากฏการณ์ทั้งหมดก็จางหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แม้แต่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ บนภูเขากะโหลกทั้งลูกก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีโอกาสได้เห็น

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 42 - วิญญาณอาฆาต

คัดลอกลิงก์แล้ว