- หน้าแรก
- ระบบอัปเกรดสัตว์อสูร เริ่มต้นจากลูกหมา
- บทที่ 4 - หน่วยล่าสัตว์
บทที่ 4 - หน่วยล่าสัตว์
บทที่ 4 - หน่วยล่าสัตว์
บทที่ 4 - หน่วยล่าสัตว์
ขณะที่อู๋เทียนกำลังถูกยามหน้าประตูไล่ตะเพิดอยู่นั้น สุนัขขาวตัวเต็มวัยความยาวกว่าหกฟุตก็เดินออกมาจากในห้อง
เมื่อเห็นสุนัขขาวตัวนี้ สีหน้าของยามหน้าประตูก็เปลี่ยนเป็นความเคารพยำเกรงทันที นี่คือราชาสุนัขของหมู่บ้าน ผู้นำพาคนในหมู่บ้านหลบเลี่ยงภัยพิบัติมานับครั้งไม่ถ้วน และช่วยชีวิตพี่น้องในเผ่ามาแล้วมากมายมหาศาล
มันมีความรู้ความเข้าใจและสติปัญญาเทียบเท่ากับมนุษย์ผู้ใหญ่ จึงมีสถานะสูงส่งอย่างยิ่งในหมู่บ้านแห่งนี้
"ราชาสุนัข เจ้าเกล็ดเงิน"
อู๋เทียนจำสุนัขขาวตัวนี้ได้ทันที ถ้าจะบอกว่าท่านปู่หัวหน้าเผ่าคือผู้นำของคนในหมู่บ้าน เจ้าเกล็ดเงินก็เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของที่นี่
เจ้าเกล็ดเงินค่อยๆ เดินตรงเข้ามาหาอู๋เทียน ยิ่งร่างนั้นขยับเข้ามาใกล้ อู๋เทียนก็รู้สึกขนลุกชันไปทั้งตัวโดยไม่รู้ตัว ราวกับสัมผัสได้ถึงอันตรายบางอย่าง จนต้องหมอบราบลงกับพื้นและส่งเสียงคำรามต่ำๆ ในลำคอ
เจ้าเกล็ดเงินมองดูอู๋เทียนตัวน้อยด้วยแววตาอ่อนโยน มันมีชีวิตอยู่มานานมากแล้ว และใกล้จะหมดอายุขัยเต็มที
การได้เห็นลูกหลานที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกำเนิดขึ้นมา นับเป็นเรื่องโชคดีอย่างยิ่ง
มันส่งเสียงเห่าออกมาสองสามครั้ง ทำให้อู๋เทียนที่กำลังหวาดระแวงค่อยๆ สงบลง
การสื่อสารของสุนัขไม่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดซับซ้อนได้เหมือนภาษาพูดหรือตัวอักษรของมนุษย์ ทำได้เพียงส่งต่อเจตจำนงง่ายๆ เท่านั้น
แต่อู๋เทียนก็เข้าใจความต้องการของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว เจ้าเกล็ดเงินกำลังบอกให้เขาติดตามไปด้วยในวันพรุ่งนี้
"บรู๊วว~" เขาเห่าตอบรับราชาสุนัขแห่งหมู่บ้านไปสองสามที ก่อนจะวิ่งแน่บจากไป
เจ้าเกล็ดเงินมองตามหลังร่างเล็กๆ นั่นไปด้วยสายตาอ่อนโยน ราวกับชายชรากำลังมองดูหลานชายจอมซน
ความเคลื่อนไหวหน้าประตูย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของหัวหน้าเผ่าและกู่สงมู่ที่อยู่ในห้อง
พ่อของซื่อลี่มู่คือนักรบที่ห้าวหาญมากในหน่วยล่าสัตว์ เดิมทีเป็นคนที่คนในหมู่บ้านวางตัวให้เป็นหัวหน้าหน่วยล่าสัตว์คนต่อไป แต่ไม่คิดเลยว่าจะมาเกิดเหตุร้ายขึ้นเสียก่อน
ชื่อเล่นของอู๋เทียนคือเจ้ามังกรขาว เป็นชื่อที่หัวหน้าเผ่าตั้งให้ตอนทำคลอด ในตอนนั้นนอกจากเจ้ามังกรขาวแล้ว ยังมีลูกสุนัขอีกสองตัวในคอกเดียวกัน แต่ถูกแบ่งให้บ้านอื่นไปเลี้ยง
มีเพียงเจ้ามังกรขาวเท่านั้นที่ถูกเก็บไว้
หัวหน้าเผ่าใช้สองมือยันไม้เท้า รอจนเจ้าเกล็ดเงินเดินกลับเข้ามาหมอบลงที่พื้น จึงถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า "หน่วยล่าสัตว์สูญเสียกำลังคนไปมากขนาดนี้ ต่อให้หาคนมาเติมชั่วคราว ความแข็งแกร่งโดยรวมก็คงลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้"
"ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสุนัขขาวที่ตายไปเป็นสิบตัว ความเสี่ยงของหมู่บ้านเราคงเพิ่มขึ้นอีกโข"
"แต่หน่วยล่าสัตว์คือรากฐานความอยู่รอดของหมู่บ้าน นอกจากจะเพิ่มคนให้เจ้าอีกห้าคนแล้ว ข้าจะเพิ่มสุนัขล่าสัตว์ให้อีกแปดตัว บวกกับเจ้ามังกรขาวเมื่อกี้ ก็น่าจะพอถูไถไปได้"
"พรุ่งนี้เช้าพวกเจ้าออกเดินทาง พยายามเลี่ยงทะเลสาบปลาทมิฬเอาไว้ ที่นั่นแม้จะเป็นแหล่งล่าสัตว์ชั้นดี แต่ในเมื่อมีปีศาจหมีกำเนิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ใช่ที่ที่เราจะเข้าไปยุ่งได้อีก"
สีหน้าของกู่สงมู่ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก "รอบหมู่บ้านเรามีที่ให้ล่าสัตว์ไม่มาก เดิมทีเหยื่อกว่าครึ่งของหมู่บ้านก็ได้มาจากทะเลสาบปลาทมิฬนี่แหละ"
"ถ้าจู่ๆ ไม่ให้ไปที่นั่น เราคงหาอาหารได้ไม่พอแน่"
"หรือข้าควรจะพาเด็กๆ ลุยเข้าไปในป่าลึกกว่านี้อีกหน่อย"
หัวหน้าเผ่าส่ายหน้า "ตอนนี้คนในหมู่บ้านเพิ่งจะตายไปตั้งเยอะ ไม่ควรให้เกิดเรื่องขึ้นอีก ถ้าหน่วยล่าสัตว์เสียหายหนัก เกรงว่าฤดูหนาวปีนี้พวกเราคงผ่านไปได้ยาก"
"อดทนไปก่อนเถอะ รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ผู้ส่งสาส์นจากภูเขากะโหลกน่าจะเดินทางมา ถึงตอนนั้นข้าจะลองขอให้ท่านผู้ส่งสาส์นช่วยจัดการปีศาจหมีตัวนั้นให้"
แม้กู่สงมู่จะอยากล่าสัตว์ให้ได้มากๆ แต่ก็รู้ว่าสิ่งที่หัวหน้าเผ่าพูดนั้นมีเหตุผล จึงได้แต่พยักหน้าเงียบๆ
"ถ้าเป็นอย่างนั้น การจะหาเนื้อสัตว์ให้พอเพียง คงยากกว่าเมื่อก่อนเยอะ..."
...
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสาง อู๋เทียนก็ค่อยๆ ผละออกจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของซื่อลี่มู่ แล้วตรงดิ่งไปยังลานหน้ากระถางสัมฤทธิ์โบราณกลางหมู่บ้าน
ทุกครั้งก่อนออกเดินทาง หน่วยล่าสัตว์จะมารวมตัวกันที่นี่
ตอนที่อู๋เทียนไปถึง ก็มีคนมารออยู่ไม่น้อยแล้ว พวกเขาสะพายธนู คาดมีดเดินป่าไว้ที่เอว บางคนแบกตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุเสบียงและของใช้จำเป็นสำหรับเข้าป่า
นอกจากสมาชิกหน่วยล่าสัตว์แล้ว ยังมีสุนัขขาวอีกนับสิบตัว ส่วนใหญ่เป็นสุนัขโตเต็มวัย ตัวยาวสามถึงสี่ฟุต รูปร่างปราดเปรียวแข็งแรง
แม้จะไม่ได้ตัวใหญ่โตเหมือนสัตว์ร้าย แต่สุนัขขาวเหล่านี้ว่องไวและตื่นตัวเป็นเลิศ เป็นคู่หูที่ดีที่สุดในการล่าสัตว์
อู๋เทียนแฝงตัวเข้าไปในฝูงสุนัขขาวอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว เขาเพิ่งอายุแค่สองขวบ ตัวยาวแค่ฟุตเศษๆ ดูโดดเด่นสะดุดตามากในดงสุนัขโต
เขาเดินตามหลังเจ้าเกล็ดเงินอย่างว่านอนสอนง่าย ไม่ทำตัวอวดเก่ง และไม่ก่อเรื่องวุ่นวายใดๆ
ในฐานะลูกสุนัขที่ไร้ประสบการณ์ล่าสัตว์ในป่า สิ่งที่เขาต้องทำต่อไปนี้คือการติดตามเรียนรู้และเติบโตอย่างเงียบๆ จนกว่าจะมีวันที่ปกป้องตัวเองได้
เมื่อเวลาผ่านไป สมาชิกหน่วยล่าสัตว์ก็มากันครบ รวมกับคนที่จัดเข้ามาใหม่เป็นสิบเก้าคน
ชายฉกรรจ์สิบเก้าคนที่ร่างกายกำยำ แข็งแรงพอจะง้างธนูและกวัดแกว่งมีดดาบ บวกกับสุนัขขาวอีกนับสิบ ขุมกำลังขนาดนี้ขอแค่ไม่ไปแหย่พวกภูตผีปีศาจร้ายเข้า ต่อให้เจอสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
ขบวนออกเดินทางจากหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว สุนัขขาวนับสิบตัวกระจายกำลังออกไปเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวรอบทิศทาง
อู๋เทียนยังคงเกาะติดอยู่ข้างกายเจ้าเกล็ดเงิน คอยเลียนแบบและเรียนรู้ท่วงท่าของราชาสุนัข
การเดินทางเป็นไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางเจอแมลงพิษงูเงี้ยวบ้างก็ถูกไล่ตะเพิดไป ไม่นานพวกเขาก็เข้าสู่ส่วนลึกของป่าดงดิบ ซึ่งเป็นที่ที่อู๋เทียนไม่เคยมามาก่อน
ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายซ้อนทับกันจนแสงแดดไม่อาจส่องถึง พื้นดินเต็มไปด้วยใบไม้เน่าเปื่อยและกิ่งไม้แห้งทับถมกัน แมลงพิษและงูร้ายปรากฏตัวถี่ขึ้นเรื่อยๆ
อู๋เทียนถึงกับเห็นงูสามสีเกล็ดมรกตยาวกว่าหนึ่งวาพันอยู่บนกิ่งไม้ เกล็ดสีเขียวมรกตและลวดลายสีดำที่เลื้อยไปมาบนลำต้นทำให้ผู้พบเห็นหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
งูชนิดนี้มีพิษร้ายแรง ปกติยาวแค่สามฟุตก็ถือว่าเต็มที่แล้ว แต่ตัวนี้ยาวขนาดนี้ย่อมต้องเป็นงูที่กินไอวิญญาณจนกลายเป็นปีศาจไปแล้วแน่ๆ
โชคดีที่เจ้าเกล็ดเงินนำพาทุกคนเดินอ้อมไปไกลๆ โดยไม่ไปรบกวนเจ้างูยักษ์ตัวนั้น
ยังมีแมงมุมขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ ตะขาบยาวหนึ่งฟุต จิ้งจอกหางแดง...
นี่คือป่าดงดิบที่แท้จริง เป็นที่อยู่อาศัยของสรรพชีวิตนับไม่ถ้วน
ช่วงแรกอู๋เทียนยังคงเดินตามเจ้าเกล็ดเงินอย่างเชื่อฟัง
แต่ไม่นานเขาก็เริ่มอดใจไม่ไหว เป้าหมายของเขาไม่ใช่การเป็นแค่สุนัขล่าสัตว์ แต่เพื่อขัดเกลาทักษะและเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง เพื่อก้าวเข้าสู่หนทางแห่งการเป็นปีศาจ
ดังนั้นเมื่อเจอสัตว์พิษและแมลงร้ายระหว่างทางอีก เขาจึงเริ่มเป็นฝ่ายกระโจนเข้าใส่ก่อน และเพื่อไม่ให้เสียเวลาเดินทาง ทุกการโจมตีของเขาจึงรวดเร็วว่องไวที่สุด
ไม่เน้นผลแพ้ชนะ เน้นการได้ต่อสู้ฆ่าฟัน
ถ้ากลางคันสู้ไม่ไหว ก็แค่วิ่งไปหลบข้างหลังเจ้าเกล็ดเงิน
[จบแล้ว]