- หน้าแรก
- ระบบสร้างสำนักคุ้มภัยขั้นเทพ
- บทที่ 7: วรยุทธ์ของท่านช่างสูงส่งนัก หวังอู่ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
บทที่ 7: วรยุทธ์ของท่านช่างสูงส่งนัก หวังอู่ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
บทที่ 7: วรยุทธ์ของท่านช่างสูงส่งนัก หวังอู่ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
บทที่ 7: วรยุทธ์ของท่านช่างสูงส่งนัก หวังอู่ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
เหล่าอันธพาลในสนามต่างพากันยืนนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อน แม้แต่หัวหน้าของพวกมันยังถูกรัศมีปรมาจารย์ของจางเสี่ยวซีกดข่มจนหวั่นเกรง เกิดความรู้สึกขลาดเขลาคิดอยากจะถอยหนี แต่ทว่าใจหนึ่งก็ยังเสียดาย ไม่ยอมปล่อยหญิงงามให้หลุดมือไปง่ายๆ
ในขณะที่มันกำลังลังเลอยู่นั้น สมุนคนหนึ่งข้างกายก็ชะโงกหน้าเข้ามากระซิบ "ลูกพี่ ข้ารู้จักไอ้หนูคนนี้ มันคือจางเสี่ยวซี ลูกชายของจางเหยียนจิ่วแห่งสำนักคุ้มภัยฟู่เวย... เจ้านี่มันอ่อนแอขี้โรคมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายไม่เหมาะกับการฝึกยุทธ์ พ่อแม่มันเลยทุ่มเงินเก็บส่งไปเรียนหนังสือ มันก็แค่บัณฑิตหน้าขาวที่ไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่ อาศัยวรยุทธ์อันไร้เทียมทานของลูกพี่ แค่ลงมือจับตัวมันก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือแล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของหัวหน้าอันธพาลก็แช่มชื่นขึ้นทันตา แต่ในใจยังคงมีความระแวงอยู่บ้าง หลังครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตะโกนสั่ง "ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงออกไปสั่งสอนไอ้เด็กอกตัญญูคนนี้ให้ข้าดูหน่อยซิ"
เจ้าสมุนถึงกับสะดุ้งโหยง "ลูกพี่ ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นสายใช้สมอง เรื่องรบราฆ่าฟันไม่ถนัดเอาเสียเลย"
"บอกให้ไปก็ไปสิวะ จะพร่ำเพ้ออะไรนักหนา! สรุปเอ็งเป็นหัวหน้าหรือข้าเป็นหัวหน้ากันแน่?" ว่าแล้วก็เตะผ่าหมากเข้าที่ก้นเจ้าลูกน้องดวงซวยจนกระเด็นไปอยู่ต่อหน้าจางเสี่ยวซีทันที
จางเสี่ยวซีปรายตามองมันด้วยหางตาพลางกล่าวเสียงเรียบ "เจ้าไม่ใช่คู่มือของข้าหรอก"
เหล่าอันธพาลยิ่งตื่นตระหนกหนักกว่าเดิม ดูท่วงท่าของยอดฝีมือนั่นสิ... หัวหน้าแก๊งเริ่มกลับมาลังเลสงสัยอีกครั้ง ไม่มีทางเลือกอื่น จางเสี่ยวซีดูน่าเกรงขามเกินไปจริงๆ
เจ้าสมุนที่ถูกถีบออกมาท้าดวลเริ่มไม่มั่นใจ ลังเลอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็กัดฟันกระทืบเท้า หลับตาปี๋แล้วตะโกนลั่น "รับหมัดข้า!"
ร่างนั้นพุ่งทะยานออกไป รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ... สิ่งที่ทุกคนเห็นคือเจ้าอันธพาลที่พุ่งเข้าไปโจมตี กลับเซถลาถอยหลังกลับมาเจ็ดแปดก้าว ก่อนจะยืนทรงตัวได้อย่างมั่นคง มันประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า "วรยุทธ์ของท่านช่างยอดเยี่ยม หวังอู่ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว วันนี้ข้ายอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี"
พูดจบก็หันหลังเดินกลับเข้ากลุ่ม ส่วนจางเสี่ยวซียังคงยืนนิ่งด้วยสีหน้าสงบนิ่งดุจบ่อน้ำลึก ราวกับเมื่อครู่เขาไม่ได้ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย
ทว่าหวังอู่เดินกลับไปได้ไม่ถึงสองก้าว ก็ถูกหัวหน้าคว้าคอเสื้อดึงกลับมา ใบหน้าของลูกพี่ปูดโปนไปด้วยเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ "ไอ้สวะไร้ประโยชน์! ข้าขอสาปแช่งแก! แกจะเล่นละครตบตาใคร? โดนพลังฝ่ามือกระแทกถอยหลังห่างตั้งหกเจ็ดก้าวงั้นรึ! ถ้าไม่สู้ให้มันดีๆ ข้าจะขายแกให้แม่นางหรูฮวาหมู่บ้านข้างๆ ซะ!"
หวังอู่น้ำตานองหน้า ร้องคร่ำครวญ "สู้แล้วๆ! ลูกพี่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะกลับไปอัดมันเดี๋ยวนี้แหละ"
หวังอู่จำใจเดินกลับมายืนประจันหน้ากับจางเสี่ยวซีอีกครั้ง จางเสี่ยวซียังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย
คราวนี้หวังอู่เลิกพูดพร่ำทำเพลง มันหลับตาปี๋ เกร็งกำลังขาแล้วชกหมัดสั่นๆ เข้าใส่หน้าท้องของจางเสี่ยวซี แต่อนิจจา สมกับที่เจ้าตัวคุยไว้ว่าเป็นวีรบุรุษสายปัญญา หมัดนี้ทั้งเบาหวิวและเชื่องช้า หัวหน้าแก๊งคิดในใจว่าถ้าเป้าหมายคือตัวมัน ป่านนี้หวังอู่คงตายไปเจ็ดแปดรอบแล้ว มีลูกน้องไม่ได้เรื่องแบบนี้ ช่างขายขี้หน้าประชาชียิ่งนัก
แต่ในขณะที่ทุกคนคิดว่าคราวนี้หวังอู่คงไม่รอดแน่ จางเสี่ยวซีก็เริ่มขยับตัว ชายหนุ่มค่อยๆ... ค่อยๆ โน้มตัวลง แล้วค่อยๆ... ค่อยๆ ยื่นใบหน้าอันหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาเข้าไปรับหมัดของหวังอู่
ปึ้ก!
เสียงปะทะดังสนั่น ร่างของชายหนุ่มเซถลาถอยหลังไปสามก้าว ทิ้งให้ฝูงชนยืนอ้าปากค้างตะลึงงัน
จางเสี่ยวซียืนทรงตัว ใบหน้าร้อนผ่าว เดิมทีเขาคาดว่าหวังอู่จะชกเข้าที่หน้า จึงก้มตัวหลบ ไม่นึกเลยว่าเจ้าบ้านั่นจะเล็งที่ท้อง การหลบครั้งนี้เลยกลายเป็นการเอาหน้าไปรับหมัดเต็มๆ เสียท่าอย่างแรง!
ปากของหัวหน้าอันธพาลอ้ากว้างจนยัดไข่ไก่เข้าไปได้สองฟอง มันคว้าคอลูกน้องข้างๆ มาถาม "มะ... เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น?"
ลูกน้องตอบตะกุกตะกัก "มะ... เมื่อกี้ เหมือนไอ้หนูนั่นจะใช้วิชา... ใช้ตาซ้ายรับหมัดของหวังอู่นะขอรับ"
"เดี๋ยวนี้มีวิชาฝึกดวงตาด้วยรึ?" หัวหน้าแก๊งเกาหัวแกรกๆ ด้วยความมึนงง
"น่าจะ... ไม่มีมั้งขอรับ" ลูกน้องเองก็ไม่แน่ใจ
นาทีนี้จางเสี่ยวซีโกรธจัดจนควันออกหู ใครโดนต่อยจนตาบวมปูดคงอารมณ์ดีไม่ไหว เขาเลิกวางมาดเป็นยอดฝีมือแล้วตะโกนลั่น พุ่งเอาหัวโขกใส่หวังอู่เต็มแรง
ฝ่ายหวังอู่ที่ชกโดนไปหมัดหนึ่งยังไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองทำสำเร็จ อดกระหยิ่มยิ้มย่องไม่ได้ ดูท่าเขาจะเป็นผู้ฝึกตนสายคู่ขนานที่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ อนาคตช่างสดใสยิ่งนัก พอเห็นจางเสี่ยวซีพุ่งเข้ามา เขาก็ไม่เกรงกลัว ตะโกนก้อง "มาเลย!" จากนั้น... จากนั้นเขาก็ใช้หน้าอกรับลูกโขกของจางเสี่ยวซีไปเต็มรัก
หวังอู่เห็นดาวระยิบระยับเต็มฟ้า แต่ยิ่งสู้ก็ยิ่งฮึกเหิม สวนหมัดเข้าใส่ตาขวาของจางเสี่ยวซีอีกดอก จางเสี่ยวซีก็ไม่ยอมเสียเปรียบ ถ่มน้ำลายใส่หน้าหวังอู่เป็นการตอบแทน ทันใดนั้นทั้งสองก็กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันนัวเนีย เดี๋ยวจิ้มจมูก เดี๋ยวข่วนหน้า สภาพดูไม่ได้
ทิ้งให้เหล่าไทยมุงยืนแข็งทื่อเป็นหินต้องลม ผ่านไปครู่ใหญ่ หัวหน้าแก๊งถึงเพิ่งได้สติ สีหน้าบิดเบี้ยวหันไปสั่งสมุนถึกสองคนข้างกาย "พวกแก... ไปกระทืบไอ้เด็กนั่นให้พิการซะ"
เมื่อมีอันธพาล ก. และ อันธพาล ข. เข้ามาผสมโรง สถานการณ์ก็กลายเป็นการรุมยำฝ่ายเดียว จางเสี่ยวซีที่เมื่อครู่ยังดูเหมือนปรมาจารย์ บัดนี้ถูกเตะกลิ้งเป็นลูกขนุน แต่ในจังหวะนั้นเอง แม่ค้าเต้าหู้หน้านิ่งก็เริ่มเคลื่อนไหว นางคว้าคานหาบไม้ไผ่ขึ้นมาอย่างสบายมือแล้วกระโจนเข้าสู่วงต่อสู้ เพียงแค่สามท่าไม้ตาย อันธพาล ก. อันธพาล ข. และหวังอู่ ต่างก็นลงไปนอนร้องโอดโอยกองกับพื้น
หัวหน้าแก๊งเห็นลูกน้องถูกอัดร่วงระนาวก็บันดาลโทสะ "นังแพศยา! คนเขาอุตส่าห์ไว้หน้าไม่รับไว้! พี่น้อง ลุย! จัดการนางพร้อมกันเลย!" พูดจบเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ รีบเสริมว่า "เอ่อ ระวังอย่าตีโดนหน้านางนะโว้ย"
หญิงงามชุดขาวได้ยินคำพูดหยาบคาย ใบหน้าพลันปรากฏแววโกรธเกรี้ยว คานหาบในมือร่ายรำดุจพายุหมุน นางพุ่งเข้ากลางวงล้อมอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ทุกครั้งที่คานไม้ฟาดลงไป จะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของเหล่าอันธพาล
จางเสี่ยวซีเบิกตากว้าง... หรืออาจจะแค่พยายามถลึงตาที่บวมปูด จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างตะลึงงัน
นี่... นี่มันบทละครเรื่องอะไรกัน? ตามสคริปต์แล้ว มันควรจะเป็นฉากที่เขาออกไปปกป้องสาวงามแล้วพิชิตใจนางในตอนจบไม่ใช่เหรอ? แต่แม่นางคนสวยนี่ค่าพลังการต่อสู้สูงเกินไปหน่อยไหม และแน่นอนว่าตัวเขาเองก็อ่อนแอเกินไปจริงๆ
ในขณะที่เขากำลังตัดพ้อโชคชะตา สถานการณ์ในสนามก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าหัวหน้าอันธพาลผู้นี้ก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง มันฝึกวิชาสายแข็งแกร่งจำพวกระฆังทองคุ้มกายหรือเสื้อเกราะเหล็ก พลังลมปราณป้องกันตัวถือว่ามีดีพอตัว คานหาบของหญิงงามชุดขาวทำได้แค่ทิ้งรอยขาวๆ ไว้บนตัวมัน สร้างความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับบาดเจ็บสาหัส พอหัวหน้าแก๊งลงมือเอง สถานการณ์ของฝ่ายหญิงงามชุดขาวก็เริ่มเสียเปรียบ
หัวหน้าแก๊งแสยะยิ้ม "แม่นางน้อย อย่าดิ้นรนไปเลย เก็บแรงไว้ใช้ในคืนเข้าหอของพวกเราดีกว่า"
คราวนี้หญิงงามชุดขาวโกรธจนฟิวส์ขาด เพลงไม้คานของนางถี่ยิบและรุนแรงขึ้น เริ่มเล็งเป้าไปที่จุดตายของอีกฝ่าย หัวหน้าแก๊งถึงกับตั้งตัวไม่ติดไปชั่วขณะ
แต่จางเสี่ยวซีกลับร้องอุทานในใจว่า "แย่แล้ว!"
ตอนแรกเขาไม่ห่วงแม่ค้าเต้าหู้เลย แม้ตัวเขาจะวรยุทธ์ห่วยแตก แต่สายตายังพอแหลมคมอยู่บ้าง เขามองออกตั้งนานแล้วว่าแม่ค้าเต้าหู้อาจจะมีกำลังภายในไม่สู้หัวหน้าแก๊ง แต่ท่าเท้าของนางนั้นล้ำเลิศกว่ามันเป็นเท่าตัว การที่ท่าเท้าของคู่ต่อสู้ห่างชั้นกันขนาดนี้หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าต่อให้แม่ค้าเต้าหู้เอาชนะไม่ได้ นางก็ไม่มีวันแพ้ เพราะถ้ารู้ตัวว่าสู้ไม่ได้จริงๆ นางก็แค่ใช้ท่าเท้าหลบหนีไป ในแง่หนึ่งนางยืนอยู่บนจุดที่ไม่มีวันพ่ายแพ้
แต่ทว่าตอนนี้ แม่ค้าเต้าหู้ถูกคำพูดจาบจ้วงของอีกฝ่ายยั่วยุจนโทสะครอบงำ นางทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่การรุกโจมตี ไม่เพียงแต่จะเปิดช่องโหว่ในการป้องกันตัว แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือจังหวะการต่อสู้ของนางถูกรบกวน นางเผลอเต้นไปตามจังหวะที่คู่ต่อสู้ถนัดโดยไม่รู้ตัว และเรี่ยวแรงกายก็เริ่มถูกผลาญไปอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ไม่สู้ดีเสียแล้ว จางเสี่ยวซีวิเคราะห์พลางค่อยๆ ย่องเงียบๆ ตรงไปยังแผงขายซุปเนื้อแกะที่อยู่ข้างๆ
และเป็นไปตามคาด เพียงไม่นาน การรุกโจมตีของหญิงงามชุดขาวก็เริ่มแผ่วลง ฝีเท้าเริ่มสะเปะสะปะ ในทางตรงกันข้าม หัวหน้าแก๊งกลับยิ่งสู้ยิ่งฮึกเหิม ปากก็พ่นวาจาแทะโลมรบกวนสมาธิไม่หยุด พลางขยับตัวเข้าประชิดตัวหญิงงามชุดขาวทีละน้อย
อีกนิดเดียว! อีกนิดเดียวเท่านั้น! หัวหน้าแก๊งตื่นเต้นจนเนื้อเต้น มันรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองช่างเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ วางแผนได้อย่างแยบยลราวกับขงเบ้งกลับชาติมาเกิด จินตนาการไปถึงฉากที่จะได้จับแม่นางคนสวยไปเข้าหอในอีกไม่กี่อึดใจ พลังในกายก็พุ่งพล่าน มันออกหมัดร่ายรำเพลงมวยได้อย่างดุดันทรงพลังเกินมาตรฐานปกติ จนดูคล้ายยอดฝีมือขึ้นมาจริงๆ
จางเสี่ยวซีส่ายหน้า เขารู้ดีว่าอีกไม่เกินสิบกระบวนท่า แม่ค้าเต้าหู้ต้องพ่ายแพ้แน่นอน... เห็นทีตนต้องพึ่งพาตัวเองเสียแล้ว ตอนที่พูดประโยคนี้ เขาคงลืมสภาพใบหน้าบวมเป่งเหมือนหัวหมูจากการโดนรุมยำเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น
และแล้วก็เป็นอย่างที่คิด ผ่านไปสามกระบวนท่า หัวหน้าแก๊งฉวยจังหวะที่หญิงงามชุดขาวกำลังหอบหายใจ ซัดหมัดตูมออกไปพร้อมเสียงหัวเราะชั่วร้าย
"นอนลงซะเถอะ แม่คนงามของข้า"