เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 เสียงของสาวใช้ราวกับสายฟ้าฟาด

บทที่ 26 เสียงของสาวใช้ราวกับสายฟ้าฟาด

บทที่ 26 เสียงของสาวใช้ราวกับสายฟ้าฟาด


บทที่ 26 เสียงของสาวใช้ราวกับสายฟ้าฟาด

ดังสนั่นกึกก้องในหูของสองสามีภรรยา

หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของทั้งคู่ก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงทันที

“นายน้อยอะไร นายน้อยไม่ได้ถูกเจ้าเอาไปทิ้งอะไร พูดมาให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!” ฮูหยินถังเข้าใจไปว่าเกิดเรื่องขึ้นกับบุตรชายที่เลี้ยงดูอยู่ในบ้าน นางจึงรีบลุกขึ้นยืนทันที

“เร็วเข้า รีบไปพานายน้อยมาที่นี่!”

“เจ้าค่ะ ฮูหยิน” สาวใช้นางหนึ่งรีบวิ่งออกไปทันที

ทว่าเศรษฐีถังกลับคิดลึกซึ้งกว่านั้น

ประการแรก เขาเชื่อว่าบุตรชายของตนมีคนคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ‘อุบัติเหตุจากการถูกทิ้ง’ บุตรชายของเขาเพิ่งจะห้าขวบ อยู่แต่ในบ้านทั้งวัน จะไปถูก ‘ทิ้ง’ ที่ไหนได้?

ประการที่สอง คือจังหวะเวลาและสีหน้าท่าทางของสาวใช้ผู้นี้ตอนปรากฏตัว

ในฐานะพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จ เศรษฐีถังคุ้นชินกับการสังเกตและใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่ยอมพลาดโอกาสทำกำไรแม้เพียงเล็กน้อย เขาจึงติดนิสัยชอบสังเกตสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ทิวทัศน์ หรือสิ่งอื่นใด

หากเขาจำไม่ผิด สาวใช้คนนี้เดินเข้ามาตอนที่เขากับภรรยากำลังถกเถียงกันเรื่องเนื้อหาในนิยาย ตอนแรกที่เข้ามาสีหน้านางยังปกติดี แต่จู่ๆ เหงื่อก็เริ่มผุดพรายเต็มหน้าผากและใบหน้าก็ซีดเผือดลงเรื่อยๆ

เขาเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว ย่อมรู้ดีว่าสตรีบางคนเวลาปวดระดูจะมีเหงื่อออกมาก ภรรยาของเขาก็เคยเป็นเช่นนั้น เขาจึงไม่ได้ใส่ใจและแสร้งทำเป็นมองไปทางอื่น

แต่ตอนนี้พอลองนึกย้อนกลับไป ตอนนั้นเขาพูดว่าอะไรนะ?

ดูเหมือนจะเป็นประโยคที่ว่า... “...แม่นมในบ้านฉวยโอกาสสลับลูกชายของนายท่านหวังกับหลานชายของตัวเอง...”

ใช่แล้ว ประโยคนั้นนั่นเอง!

เมื่อคิดได้ดังนั้น สีหน้าของเศรษฐีถังก็เปลี่ยนไปอย่างน่ากลัวทันที

เพราะเขาจำได้ว่าพี่สะใภ้ของสาวใช้คนนี้ ก็คือแม่นมคนหนึ่งในสองคนที่ดูแลบุตรชายของเขา และในช่วงที่ภรรยาของเขาคลอดลูก เขาก็ไม่อยู่บ้านเช่นกัน!

หัวใจของเศรษฐีถังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาตะคอกถามเสียงดังลั่นทันที “เจ้าสลับตัวลูกชายข้าไปใช่หรือไม่?!”

“พูด!”

เสียงตวาดของเขาทำลายสติสัมปชัญญะของสาวใช้จนหมดสิ้น

สาวใช้ทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะขอชีวิต “ไม่ใช่บ่าวที่เป็นคนสลับ ไม่ใช่บ่าวนะเจ้าคะ นายท่านไว้ชีวิตด้วย จริงๆ แล้วไม่ใช่บ่าวที่สลับตัวนายน้อย แล้วบ่าวก็ไม่ได้เป็นคนเอานายน้อยไปทิ้งด้วยเจ้าค่ะ”

“เขา... เขา... เขา...”

สาวใช้เบิกตากว้าง กล่าวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “เมื่อวานตอนที่บ่าวกลับไปบ้าน เขาหายตัวไปแล้วเจ้าค่ะ...”

เหมือนฟ้าผ่าลงกลางวันแสกๆ!

ไม่ใช่แค่เศรษฐีถัง แม้แต่ฮูหยินถังที่เริ่มเข้าใจสถานการณ์แล้วก็รู้สึกหน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ

คำพูดของนางหมายความว่า พวกมันไม่เพียงแต่สลับตัวนายน้อยตัวจริงของสกุลถังไป แต่ยัง... ยังเอาเขาไปทิ้งอีกด้วยงั้นรึ?!

เมื่อตระหนักได้ถึงความจริงข้อนี้ ภายในห้องก็เกิดความโกลาหลวุ่นวายทันที

“ฮูหยิน ฮูหยิน ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ?”

“เร็วเข้า พยุงฮูหยินนั่งลงก่อน!”

“นายท่าน นายท่าน จะทำอย่างไรดีเจ้าคะนายท่าน?”

สุดท้ายแล้ว ผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากอย่างเศรษฐีถังก็เป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ ในเวลาเพียงชั่วครู่ เขาประมวลความคิดได้หลายอย่าง เมื่อนำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นมารวมกับคำพูดไม่กี่คำที่หลุดออกมาจากปากสาวใช้ เขาเกรงว่าคนพวกนี้คงจะซ่อนตัวคนไว้ก่อนหน้านี้ แต่พอกลับไปคราวนี้กลับพบว่าคนหายไป ทำให้สาวใช้เกิดความรู้สึกผิด

และประจวบเหมาะกับที่เขาพูดเรื่อง ‘สลับลูก’ ขึ้นมาพอดี สาวใช้จึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาล่วงรู้ความจริงแล้ว ด้วยความตกใจกลัวจนลนลาน นางจึงเผยพิรุธออกมา และเมื่อถูกคาดคั้น ก็เผลอหลุดปากพูดความจริงออกมาจนหมด

เมื่อคิดได้ดังนี้ เศรษฐีถังกัดฟันกรอด กล่าวเสียงเหี้ยมเกรียม “เจ้า... เจ้าเล่ามาให้ละเอียด เล่ามาให้หมดทุกอย่าง ถ้าปิดบังแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะทำให้ครอบครัวเจ้าต้องร้องขอความตาย!”

เพื่อให้แน่ใจว่านางจะยอมพูดความจริงทั้งหมด เขาจึงพูดเสริมอย่างจงใจว่า “อย่าคิดจะปิดบังเด็ดขาด เจ้าคงรู้นะว่าเรื่องราวชั่วช้าของพวกเจ้า ถูกนักเขียนผู้หนึ่งเขียนแฉลงในนิยายหมดแล้ว”

“เขียนไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง!”

สาวใช้ที่เดิมทีตั้งใจจะปกปิดบางส่วน เมื่อได้ยินคำว่า ‘นักเขียน’ และ ‘นิยาย’ ก็รีบพรั่งพรูความจริงออกมาจนหมดสิ้นราวกับเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่

สาวใช้ผู้นี้แซ่หวง ครอบครัวของนางเป็นบ่าวขายขาดของสกุลถังทั้งตระกูล

เมื่อห้าปีก่อน เป็นจริงดั่งที่เขียนไว้ในนิยายของฟู่เหวินอวี้ เศรษฐีถังเดินทางไปทำการค้าต่างเมืองและยังไม่กลับมา ในขณะที่ฮูหยินถังซึ่งตั้งครรภ์ได้เก้าเดือนเกิดเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด แต่ต่างจากฮูหยินหวังในนิยายตรงที่ฮูหยินถังตกเลือดอย่างหนักหลังคลอดบุตรชาย

ในเวลานั้น ทั่วทั้งจวนสกุลถังตกอยู่ในความโกลาหล

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือจวนสกุลถังไม่มีผู้อาวุโสคอยดูแล นอกจากเศรษฐีถังแล้ว ฮูหยินถังคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุด แม้แต่พ่อบ้านที่เก่งกาจที่สุดก็ติดตามเศรษฐีถังออกไปทำการค้า ดังนั้นในตอนนั้น จวนสกุลถังจึงอยู่ในสภาพวุ่นวายไร้ทิศทางและเต็มไปด้วยความตึงเครียด

ส่วนนายน้อยที่เพิ่งคลอดของสกุลถัง ก็ถูกฝากฝังให้แม่นมดูแล

เนื่องจากฮูหยินถังคลอดก่อนกำหนด แม่นมที่เหมาะสมในตอนนั้นจึงมีเพียงคนเดียว ซึ่งบังเอิญเป็นพี่สะใภ้คนโตของสาวใช้ หรือก็คือสะใภ้ใหญ่สกุลหวง นางเพิ่งคลอดบุตรได้ไม่นาน เมื่อมาเป็นแม่นมให้สกุลถังก็เกิดความคิดถึงลูกชายตัวเอง จึงฉวยโอกาสที่สกุลถังไร้คนดูแล ให้คนทางบ้านแอบส่งลูกชายของนางเข้ามา

ทุกคนต่างเป็นห่วงความปลอดภัยของฮูหยินถัง จึงไม่มีใครสนใจความเป็นไปในห้องของนายน้อย ทำให้นางแอบเลี้ยงลูกตัวเองในจวนได้ถึงครึ่งเดือน เมื่อเศรษฐีถังได้รับข่าวและรีบรุดกลับมาในอีกครึ่งเดือนให้หลัง สะใภ้ใหญ่สกุลหวงที่กำลังจะส่งลูกตัวเองกลับบ้าน มองดูนายน้อยสกุลถัง สลับกับมองลูกชายตัวเอง แล้วเกิดความคิดชั่ววูบ สลับตัวทารกในห่อผ้าเสียเลย!

เรื่องราวช่างเหลือเชื่อ แต่มันกลับเกิดขึ้นจริง!

สาวใช้พูดตะกุกตะกัก “ตะ... ตอนนั้น ฮูหยินอาการร่อแร่ หมอหลายคนบอกว่าฮูหยินคงไม่รอดแน่แล้ว ในจวน... ในจวนวุ่นวายไปหมด ไม่มีใครมาดู... มาดูนายน้อยเลย”

“พี่สะใภ้ใหญ่... นาง... นางหน้ามืดตามัวชั่วขณะ นาง...”

สาวใช้แอบเหลือบตามอง เห็นเศรษฐีถัง ฮูหยินถัง รวมถึงสาวใช้และแม่นมรอบข้างต่างมองมาด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทำให้นางตกใจจนต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง

“ต่อมา... ต่อมานายท่านก็กลับมา”

“แต่นายท่าน... แต่นายท่านรีบร้อนมาก สิ่งที่ท่านเห็นตอนนั้นคือลูกชายของพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่บอกว่านางกำลังอุ้มนายน้อยกินนมอยู่ข้างใน พอออกมาก็เห็นนายท่านอุ้มลูกชายของนาง แถมยังชมว่านางเลี้ยงดูได้ดี ต่อมานายท่าน... ท่านก็รีบไปตามหมอมารักษาฮูหยิน ก็เลย... ก็เลยไม่ได้... ไม่ได้สังเกตเจ้าค่ะ”

ฮูหยินถังทนฟังต่อไปไม่ไหว ถลันเข้าไปตบหน้าสาวใช้อย่างแรง

“นังสารเลว!”

“ข้า... ข้าจะให้พวกเจ้าทั้งตระกูล... ให้พวกเจ้าทั้งตระกูลตายอย่างทรมาน!”

สาวใช้กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว “ฮูหยินไว้ชีวิตด้วย ฮูหยินไว้ชีวิตด้วยเจ้าค่ะ!”

เศรษฐีถังรีบเข้าไปห้ามปรามฮูหยินถังที่กำลังโกรธจัด แน่นอนว่าเขาไม่ได้สงสารสาวใช้ แต่เขารู้สึกว่าเรื่องราวยังไม่กระจ่าง จะปล่อยให้นางเป็นอะไรไปตอนนี้ไม่ได้

ขณะที่สั่งให้คนไปจับตัวคนสกุลหวงมาทั้งหมด เขาก็บอกให้สาวใช้ที่กำลังตัวสั่นงันงกเล่าต่อ

เพื่อคลายความกังวลและให้นางยอมพูดความจริงทั้งหมด เศรษฐีถังถึงกับกัดฟันให้สัญญาว่า “เจ้าพูดต่อมา เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น? แล้ว... แล้วลูกชายตัวจริงของข้าอยู่ที่ไหน?”

“เจ้าก็รู้นิสัยข้าดี บรรพบุรุษสกุลถังทำแต่ความดีและรู้คุณคน หากเจ้าบอกความจริง ก็ถือว่ามีความดีความชอบต่อสกุลถัง ขอแค่ตามหาลูกชายแท้ๆ ของข้าจนเจออย่างปลอดภัย ข้าจะให้ฮูหยินคืนสัญญาขายตัวให้เจ้า และจะมอบเงินอีกหนึ่งร้อยตำลึงให้เจ้าไปตั้งตัวที่อื่น”

ฮูหยินถังตกใจ “นายท่าน!”

เมื่อรู้ว่าลูกชายถูกสลับตัวและตอนนี้หายสาบสูญ ฮูหยินถังแทบอยากจะฉีกอกบ่าวชั่วพวกนี้กินเสียให้ได้ จะให้คืนสัญญาขายตัวแถมเงินอีกหนึ่งร้อยตำลึงได้อย่างไร?

เศรษฐีถังส่งสายตาให้นาง “ลูกสำคัญที่สุด!”

เขาทำการค้ามาหลายปี ย่อมรู้ซึ้งถึงความหน้าด้านไร้ยางอายของคนพาลดี

เงินหนึ่งร้อยตำลึงจะนับเป็นอะไรได้หากแลกกับการตามหาลูกชายจนเจอ?

ฮูหยินถังจึงเงียบเสียงลง

เป็นไปตามคาด สาวใช้ที่เมื่อครู่ยังกลัวจนเสียสติ พอได้ยินเรื่องคืนสัญญาและเงินร้อยตำลึง สีหน้าก็เริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาทันที นางตอบตะกุกตะกักว่า “...พ่อแม่ของบ่าว... พี่ชายของบ่าว มารู้เรื่องทีหลังเจ้าค่ะ”

“บ่าว... บ่าวก็เพิ่งมารู้ทีหลังเหมือนกัน”

“ตอนแรกพวกเรากลัวมาก แต่พอเห็นว่านายท่านกับฮูหยินไม่ระแคะระคาย พวกเรา... พวกเราก็เลยปล่อยเลยตามเลย” สาวใช้พูดเลี่ยงๆ ก่อนจะกล่าวในที่สุดว่า “แต่เมื่อวานตอนบ่าวกลับไปบ้าน ก็พบว่านายน้อยหายไปแล้วเจ้าค่ะ!”

“บ่าวถามพี่สะใภ้ นางบอกว่านางเอาเขาไปทิ้งแล้ว”

“บ่าว... บ่าวกลัวมาก นายท่าน ฮูหยิน บ่าวบริสุทธิ์นะเจ้าคะ...”

เมื่อได้ยินดังนั้น น้ำตาของฮูหยินถังก็กลั้นไว้ไม่อยู่อีกต่อไป “ลูกแม่... ลูกแม่...”

นางซบลงกับอกของเศรษฐีถัง ร้องไห้สะอึกสะอื้น “เขาเพิ่งห้าขวบ ลูกข้าเพิ่งห้าขวบเอง พวกมันทำได้ลงคอ... พวกมันกล้าเอาลูกข้าไปทิ้ง...”

“นายท่าน ท่านต้องตามหาเขาให้เจอนะ ตามหาเขาให้เจอ!”

เศรษฐีถังกุมมือฮูหยินถังแน่น ให้คำมั่นว่า “ข้าจะตามหาเขาให้พบ ข้าจะส่งคนออกไปค้นหาเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ หรือลำบากแค่ไหน ข้าจะต้องตามลูกของเรากลับมาให้ได้!”

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสกุลถัง กว่าคนภายนอกจะรู้เรื่องก็ผ่านไปหลายวันแล้ว

สาเหตุก็เพราะเศรษฐีถังจับมัดคนสกุลหวงอย่างเอิกเกริก รวมถึง ‘นายน้อยตัวปลอม’ ที่ถูกเลี้ยงดูในจวนสกุลถังมาห้าปี ครอบครัวสี่ชีวิต ไม่มีใครรอดไปได้สักคน ถูกคุมตัวไปยังที่ว่าการอำเภอ และเศรษฐีถังเป็นผู้ลั่นกลองร้องทุกข์ด้วยตนเอง

เจ้าเมืองหูมองดูคำร้องทุกข์แล้วก็ต้องตกตะลึง

เกิดคดีสลับตัวเด็กขึ้นจริงๆ

เหมือนในนิยายไม่มีผิด!

ใช่แล้ว เจ้าเมืองหูได้อ่านหนังสือพิมพ์หลิวโจวฉบับนั้นแล้ว

ปีนี้เขาเพิ่งอายุยี่สิบเอ็ดปี สอบผ่านจองหงวนเมื่อสี่ปีก่อน เนื่องจากนิสัยรักสนุกและเกลียดความชั่วร้ายเป็นชีวิตจิตใจ ทางบ้านจึงไม่วางใจให้อยู่ในเมืองหลวง และหาช่องทางส่งเขาออกมารับราชการต่างเมือง

ผ่านไปสามปี เขาได้รับประเมินผลงานระดับดีเยี่ยมและได้ย้ายมาเป็นเจ้าเมืองที่หลิวโจว

หลิวโจวเป็นเมืองที่ดี การปกครองราบรื่น ไม่มีผู้มีอิทธิพลที่จัดการยาก ต่อให้มีคนคิดไม่ซื่อ แต่พอสืบประวัติเจ้าเมืองคนใหม่แล้วก็ต่างพากันสงบเสงี่ยมเจียมตัว ดังนั้นหลังจากมาถึงหลิวโจวได้ครึ่งเดือน เจ้าเมืองหูก็กลับมาทำงานอดิเรกเดิม คือการเดินเตร็ดเตร่ไปตามตรอกซอกซอยเพื่อฟังข่าวซุบซิบ

ดังนั้น เขาจึงได้อ่านหนังสือพิมพ์หลิวโจวที่ตีพิมพ์เรื่องราวซุบซิบชาวบ้านมานานแล้ว

ปัจจุบัน นิยายเรื่อง ‘นายน้อยตัวปลอม’ ในหนังสือพิมพ์หลิวโจวกำลังดำเนินมาถึงจุดพีค ซึ่งเป็นตอนที่จางโก่วเซิ่งอายุสิบสามปี และพ่อจางพาเขาเข้าเมือง

การเข้าเมืองครั้งนี้ พ่อจางได้โขกศีรษะคำนับหวังฟู่กุ้ย ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศีลธรรมอย่างยิ่ง และยังเป็นฉากที่นายท่านหวังกับสองพ่อลูกจางโก่วเซิ่งได้พบหน้ากันแต่จำกันไม่ได้ สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้อ่านยิ่งนัก

เจ้าเมืองหูคาดไม่ถึงเลยว่า ตนเองเพิ่งจะถอนหายใจให้กับนิยายไปหยกๆ ก็มีคดีที่เหมือนกับในนิยายเปี๊ยบเกิดขึ้นจริงในเขตปกครองของตน และการค้นพบคดีนี้ก็ยังเกี่ยวข้องกับนิยายเรื่องนั้นอีกด้วย

เมื่อคิดได้ดังนี้ เจ้าเมืองหูก็ตบไม้ลงบนโต๊ะเสียงดังปัง

“เรื่องราวเป็นมาอย่างไร? จงเล่าความจริงมาให้หมด”

เศรษฐีถังที่อยู่เบื้องล่างมีสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว

เขาทิ้งมาดเศรษฐีใจดีที่มักจะมีรอยยิ้มประดับหน้า กล่าวด้วยเสียงแหบพร่าว่า “เรียนใต้เท้า ข้าน้อยขอฟ้องร้องคนสกุลหวงทั้งห้าคน ที่สมรู้ร่วมคิดกันสลับตัวลูกของข้าน้อย...”

หลังจากเศรษฐีถังเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทั้งเจ้าเมืองหูบนบัลลังก์และชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็เข้าใจเรื่องราว

ลูกของเศรษฐีถังถูกสลับตัว!

ยิ่งไปกว่านั้น เด็กทั้งสองถูกสลับตัวไปตั้งแต่แรกเกิด และเวลาได้ล่วงเลยมาถึงห้าปีเต็ม นานจนกระทั่งผู้เฒ่าผู้แก่สกุลหวงสองคนที่รู้เห็นเป็นใจในตอนแรกได้ล้มหายตายจากไปแล้ว

เมื่อตระหนักได้ดังนี้ ชาวบ้านต่างก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที ต่างพากันถามว่า ‘ใครสลับ?’, ‘สลับกันยังไง?’, ‘ไม่รู้ตัวมาตั้งนานขนาดนี้เลยหรือ?’, ‘แล้วตอนนี้สลับตัวคืนหรือยัง?’ เป็นต้น

จนกระทั่งเสียงไม้ตบโต๊ะดังขึ้นสองครั้ง ความเงียบจึงค่อยๆ กลับคืนมา

เรื่องราวมีอยู่ว่า...

เศรษฐีถังสืบสวนเรื่องราวมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงอธิบายออกมาเป็นฉากๆ

เริ่มแรก สะใภ้ใหญ่สกุลหวงคิดถึงลูกชาย จึงฉวยโอกาสที่คนในจวนสกุลถังวุ่นวายอยู่กับอาการป่วยของฮูหยินถัง ให้คนทางบ้านแอบส่งลูกชายของนางเข้ามา

เนื่องจากฮูหยินถังคลอดก่อนกำหนด แม่นมอีกคนที่เตรียมไว้ยังไม่คลอดลูก ในตอนนั้นจึงมีเพียงสะใภ้ใหญ่สกุลหวงที่เป็นแม่นมเพียงคนเดียว ทำให้นางดำเนินการเรื่องนี้ได้สำเร็จ แน่นอนว่ามีบ่าวไพร่บางคนในจวนสกุลถังระแคะระคาย แต่ด้วยความที่ฮูหยินถังป่วยหนัก และสกุลหวงเสนอผลประโยชน์ให้ ประกอบกับสะใภ้ใหญ่สกุลหวงเป็นแม่นมเพียงคนเดียวของนายน้อย คนอื่นๆ จึงช่วยกันปิดบัง

ต่อมาคือตอนที่เศรษฐีถังกลับมา

เมื่อเศรษฐีถังมาดูบุตรชาย เขาเห็นเพียงเด็กของสกุลหวง เขาไม่รู้ว่าสกุลหวงแอบนำลูกเข้ามา จึงคิดว่านั่นคือลูกชายแท้ๆ ของตน เขาถึงกับอุ้ม หอมแก้ม และหลั่งน้ำตาด้วยความปิติ เมื่อเห็นเด็กจ้ำม่ำผิวพรรณขาวผ่อง ก็เอ่ยปากชมเชยสะใภ้ใหญ่สกุลหวง

ส่วนสะใภ้ใหญ่สกุลหวงกลัวความผิดที่แอบให้นมลูกตัวเองในจวน จึงไม่กล้าบอกความจริง เรื่องราวจึงเลยเถิดไปกันใหญ่

“เจ้าเองก็ดูไม่ออกรึ?” เจ้าเมืองหูอดถามไม่ได้

สีหน้าของเศรษฐีถังขมขื่น เขาอธิบายด้วยความยากลำบากว่า “ใต้เท้า ตอนที่ข้าน้อยเห็นเด็กคนนั้น เขายังเป็นแค่ทารกตัวแดงๆ อีกทั้งตอนนั้นข้าน้อยเป็นห่วงภรรยา และไม่ทันคิดว่าจะมีเด็กคนอื่นโผล่มาในบ้าน เด็กคนนั้นยังสวมเสื้อผ้าที่ภรรยาข้าเตรียมไว้ให้ลูก และนอนอยู่ในเตียงเล็กของลูกข้า”

“ข้าจะไปแยกออกได้อย่างไรขอรับ?”

เมื่อเห็นเด็กในบ้านตัวเอง แน่นอนว่าเขาย่อมต้องคิดว่าเป็นลูกของตน ใครจะไปคาดคิดว่าแม่นมจะใจกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดแอบเอาลูกตัวเองเข้ามา และเพราะลูกนางฉี่รดกางเกง นางจึงแอบเปลี่ยนเอาเสื้อผ้าและผ้าห่อตัวของนายน้อยไปใส่ให้ลูกตัวเอง?

เจ้าเมืองหูนึกถึงหลานๆ ของตนตอนแรกเกิด ก็พยักหน้าเห็นด้วย “เด็กทารกแรกเกิดดูออกยากจริงๆ”

เรื่องราวจึงดำเนินต่อไป

เดิมที หากสะใภ้ใหญ่สกุลหวงแอบส่งลูกตัวเองกลับไป เรื่องก็คงจบ แต่สุดท้ายนางพ่ายแพ้ต่อกิเลสความอยากสบาย ตอนที่นางส่งลูกออกไป นางกลับสลับตัวเด็กทั้งสอง และเด็กที่ถูกส่งออกไปคือลูกชายแท้ๆ ของเศรษฐีถัง!

และต่อมา เมื่อคนอื่นๆ ในสกุลหวงรู้ความจริง ไม่เพียงแต่ไม่ส่งตัวเด็กคืน แต่ยังช่วยกันปิดบังไปทั่ว การปิดบังนี้กินเวลาถึงห้าปีเต็ม ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปโดยไม่มีใครจับได้ พวกเขาก็เริ่มมีความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นมา

นั่นคือ หากนายน้อยตัวจริงของสกุลถังตายไป ต่อให้วันหน้าเศรษฐีถังรู้ความจริง เขาก็หาลูกแท้ๆ ไม่เจอแล้ว และบางทีเขาอาจจะยอมรับ ‘นายน้อยตัวปลอม’ เป็นลูกบุญธรรมก็ได้

ความคิดนี้ช่างเหลวไหลสิ้นดี แต่คนสกุลหวงกลับเชื่อเป็นตุเป็นตะ!

สะใภ้ใหญ่สกุลหวงยังคงยืนกรานว่า “ตอนคลอดนายน้อย ฮูหยินเสียเลือดมาก หมอบอกว่านางจะมีลูกยาก หากห้าปีมานี้นางไม่ท้อง ต่อไปนางก็คงไม่ท้องแล้ว”

“ขอแค่นายน้อยไม่อยู่แล้ว ลูกข้าก็คือนายน้อย!”

แม้เศรษฐีถังจะเคยได้ยินมาก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังกระโดดโลดเต้นด้วยความโกรธ “เหลวไหล!”

เจ้าเมืองหู: “...”

เขาไม่ได้ห้ามปรามเศรษฐีถัง แต่หยิบคำร้องทุกข์ของเศรษฐีถังและเอกสารคำสารภาพที่สกุลหวงลงนามประทับนิ้วมาอ่านทวนอีกครั้ง

หลังจากดูอย่างละเอียด เขาก็พบว่าพวกมันเชื่อเช่นนั้นจริงๆ

สาเหตุเป็นเพราะในบรรพบุรุษของสกุลถังเคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น แน่นอนว่าในกรณีนั้นบุตรชายแท้ๆ เสียชีวิต พวกเขาจึงรับลูกของบ่าวมาเป็นบุตรบุญธรรม และยกสมบัติให้บุตรบุญธรรมในที่สุด

เจ้าเมืองหูนวดขมับเงียบๆ รู้สึกมึนงงไปหมด

นี่มันโง่เง่าเกินไปแล้ว!

ลูกตายเพราะอุบัติเหตุแล้วรับบุตรบุญธรรมมาสืบทอดกิจการ มันต่างกับการรู้ว่าลูกถูกฆ่าตายแล้วยังยกสมบัติให้ศัตรูนะ สมองของคนสกุลหวงทำด้วยกากเต้าหู้หรืออย่างไร?

ชาวบ้านที่มุงดูก็มีความคิดเดียวกับเจ้าเมืองหู

พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส

...คนสกุลหวงพวกนี้ปัญญาอ่อนหรือเปล่า?

“พวกมันคิดจะฆ่าลูกเศรษฐีถัง แล้วยังหวังว่าพอเขารู้เรื่องแล้วจะไม่เอาความ แถมยังจะรับลูกพวกมันเป็นลูกบุญธรรมอีกงั้นรึ?”

“โง่บัดซบจริงๆ!”

แม้ทั้งเจ้าเมืองหูและชาวบ้านจะคิดว่าเรื่องนี้โง่เขลา แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ คนสกุลหวง โดยเฉพาะสะใภ้ใหญ่สกุลหวง กลับเชื่อเรื่องนี้อย่างสนิทใจ

นางรู้สึกว่าฮูหยินถังมีลูกไม่ได้อีกแล้ว และลูกชายของนางก็ได้รับการเลี้ยงดูจากฮูหยินถังมาตั้งแต่เล็ก

เศรษฐีถังและฮูหยินถังต่างก็รักใคร่เอ็นดู แถมยังชมว่าเด็กคนนี้ฉลาดเฉลียว ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่เด็กคนนี้จะได้เป็นลูกบุญธรรมในอนาคต

แน่นอนว่าหากความแตกในวันหน้า พวกนางย่อมไม่ยอมรับว่าจงใจสลับตัว แต่จะยืนกรานว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือความไม่รู้ เพื่อให้พ้นข้อครหา

หน้าของเศรษฐีถังดำคล้ำ “เหลวไหลสิ้นดี!”

“พวกผู้อาวุโสทั้งหลายน่าจะรู้ หรือเคยได้ยินจากทางบ้านมาบ้างว่า ท่านทวดถังต้าฮั่นรับบุตรบุญธรรมจริง แต่คนผู้นั้นเป็นลูกของผู้มีพระคุณช่วยชีวิต”

“พ่อของเขาเป็นองครักษ์ ยอมตายเพื่อปกป้องท่านทวดและลูกชาย จะเอามาเทียบกับเรื่องนี้ได้อย่างไร?!”

“ยิ่งไปกว่านั้น ท่านทวดไม่ได้ยกกิจการให้เพราะบรรพบุรุษท่านนั้นเป็นลูกบุญธรรม แต่เป็นเพราะท่านขยันขันแข็งและกตัญญูรู้คุณที่ท่านทวดเลี้ยงดูสั่งสอน ปรนนิบัติท่านทวดจนวาระสุดท้าย”

“ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงได้รับความเห็นชอบจากท่านทวดและคนในตระกูลให้สืบทอดสกุลถัง”

“ลูกหลานสกุลถังทุกคนรู้เรื่องนี้ดี!”

เรื่องราวความกตัญญูรู้คุณ ทำดีได้ดี ที่ลูกหลานสกุลถังจดจำ กลับถูกบิดเบือนไปในทางที่ผิดเช่นนี้ เศรษฐีถังโกรธจนแทบกระอักเลือด

แต่สะใภ้ใหญ่สกุลหวงไม่คิดเช่นนั้น นางยืนกรานว่านั่นก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ เหมือนกัน ในเมื่อต่างก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ และต่างก็เป็นลูกบ่าวไพร่ ลูกของนางก็ย่อมมีสิทธิ์

เศรษฐีถังโกรธจนตัวสั่น

เจ้าเมืองหูเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เหลือเชื่อเกินไป อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองตัวต้นเรื่องอย่างสะใภ้ใหญ่สกุลหวงอีกครั้ง

เขารู้สึกว่าท่าทีของนางช่างผิดปกติจริงๆ

ในบรรดาคนสกุลหวงที่ถูกนำตัวมาขึ้นศาล นางเป็นคนที่สงบนิ่งที่สุดมาโดยตลอด

ลูกสาวของสกุลหวง หรือสาวใช้ที่เป็นคนเปิดโปงความลับ ใบหน้าบวมปูดอย่างหนัก เห็นชัดว่าโดนตบตีอย่างทารุณหลังเกิดเรื่อง

ดวงตาของนางแดงก่ำ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่านางต้องทนทุกข์ทรมานกับความกลัวมาเป็นเวลานาน หากถูกกดดันอีกนิดคงสติแตก

ส่วนชายหนุ่มคนเดียวของสกุลหวง หรือหวงต้าหลาง สีหน้าก็ไม่ต่างจากน้องสาว รู้ตัวดีว่าหายนะกำลังมาเยือน

มีเพียงสะใภ้ใหญ่สกุลหวงที่แตกต่างจากทุกคน

นางเอาความมั่นใจมาจากไหน?

หากฟู่เหวินอวี้อยู่ที่นี่ เขาคงจะวินิจฉัยได้ทันทีว่านี่เป็นอาการทางจิตที่เรียกว่า ‘โรคหลงผิด (Delusional Disorder)’ ในสายตาของคนเหล่านี้ โลกไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นเห็น แต่เป็นอย่างที่ฉันอยากให้เป็น

สาเหตุอาจมาจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเพราะต้องแยกจากลูกในตอนนั้น หรือความกดดันทางจิตใจจากการสลับตัวเด็ก หรืออาจถูกกระตุ้นจากการต้องพรากจากลูกอีกครั้ง

สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การที่สะใภ้ใหญ่สกุลหวง ผู้ที่เศรษฐีถังเคยมองว่า ‘ซื่อสัตย์และพูดน้อย’ เกิดอาการหลงผิดขั้นรุนแรง

ยามปกติก็ดูปกติดี แต่พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับลูกชาย นางจะเปลี่ยนไปทันที

เศรษฐีถังชมว่า ‘ลูกข้าช่างว่านอนสอนง่าย’

นางจะคิดในใจว่า ‘นั่นไม่ใช่ลูกท่าน นั่นลูกข้า นายท่านพูดถูก ลูกข้าว่านอนสอนง่ายจริงๆ’

ฮูหยินถังพูดว่า ‘ลูกข้าช่างกตัญญูนัก’

นางก็จะคิดว่า ‘ใช่สิ ฮูหยินมีลูกไม่ได้ ลูกข้าถูกฮูหยินเลี้ยงมา ก็เหมือนลูกฮูหยินไม่ใช่หรือ? บ้านอื่นก็มีถมไป เมียหลวงที่เป็นหมันเลี้ยงลูกเมียน้อยเหมือนลูกตัวเอง’

ส่วนเรื่องที่ลูกนางไม่มีสายเลือดสกุลถัง นางก็สะกดจิตตัวเองด้วยประโยคที่ว่า ‘บรรพบุรุษสกุลถังท่านนั้นก็ไม่มีสายเลือดสกุลถังไม่ใช่หรือ? ถ้าเขาทำได้ ลูกข้าก็ต้องทำได้’

นานวันเข้า นางก็สะกดจิตตัวเองจนสำเร็จ เชื่อสนิทใจว่าสิ่งที่นางคิดคือความจริง

จากนั้นนางก็เริ่มล้างสมองคนใกล้ชิด

ในยุคปัจจุบัน ตัวอย่างที่คล้ายกันก็เช่น ‘สตรีมเมอร์ตอบข้อความส่วนตัวของผม เธอต้องชอบผมแน่ๆ’, ‘ผู้หญิงคนนั้นยิ้มให้ผมสองครั้ง เธอยินดีแต่งงานกับผม’ เป็นต้น

น่าเสียดายที่คนโบราณไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เจ้าเมืองหูจึงไม่เข้าใจและอดไม่ได้ที่จะอยากถามอยู่หลายครั้ง

โชคดีที่เขาจำได้ว่าตนไม่ใช่หูปู้ชี่ที่เดินตามตรอกซอกซอยหาข่าวซุบซิบ แต่เป็นเจ้าเมืองหู ผู้ว่าราชการจังหวัด เขาจึงข่มใจไว้

ต่อมา เขาซักถามถึงข้อสงสัยอื่นๆ

เช่น ทำไมก่อนหน้านี้ทุกอย่างก็ปกติดี แต่จู่ๆ ถึงเอาลูกชายตัวจริงของเศรษฐีถังไปทิ้ง?

หวงต้าหลางตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เมื่อสองวันก่อน ข้าน้อยไปทำธุระให้นายท่าน ตอนผ่านโรงน้ำชา ข้าน้อยแวะพักเหนื่อยและสั่งน้ำชาชามหนึ่ง”

“ตอนนั้น นักเล่านิทานเฝิงบนเวทีกำลังเล่านิยายเรื่องหนึ่ง” ราวกับนึกถึงเรื่องน่ากลัว เขาตัวสั่นเทา “นิยายเรื่องนั้นเล่าเรื่องแม่นมสลับตัวลูกเจ้านาย!”

“ข้ารู้ ข้ารู้!”

ทันทีที่พูดจบ คนในฝูงชนที่กำลังตื่นเต้นก็ตะโกนขึ้นมา “ข้ารู้นิยายเรื่องนั้น! มันชื่อว่า... ชื่อว่า ‘นายน้อยตัวปลอม’ ใช่ๆ ชื่อนี้แหละ”

“นายน้อยตัวปลอมอะไรกัน? เขาเรียกว่าเรื่อง ‘นกกาเหว่ายึดรัง’ ต่างหาก!”

เสียงเซ็งแซ่ดังมาจากนอกประตูจนแทบไม่ได้ยินเสียงหวงต้าหลาง เจ้าเมืองหูจำต้องตบไม้ลงบนโต๊ะอย่างจนใจเพื่อให้ทุกคนเงียบ

จากนั้นหวงต้าหลางจึงเล่าต่อ

“นิยาย... นิยายเรื่องนั้นก็เกี่ยวกับแม่นมสลับลูกเจ้านาย ข้า... ข้าตกใจมาก”

“พอกลับไป... พอกลับไป ข้าก็รีบไปปรึกษาเมีย”

สะใภ้ใหญ่สกุลหวงไม่ได้ทำงานให้สกุลถังแล้ว ไม่ใช่เพราะนางทำงานบกพร่องจนเจ้านายไม่ชอบ แต่เป็นเพราะพอนายน้อยอายุได้สามขวบ ฮูหยินถังก็ค่อยๆ เลิกจ้างแม่นมทั้งสองคน

นี่เป็นธรรมเนียมปกติของบ้านเศรษฐี ตอนเด็กๆ ต้องกินนมและต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด จึงต้องมีแม่นมอยู่ข้างกาย

แต่พอเด็กเริ่มจำความได้ นายหญิงของบ้านมักจะไม่เก็บแม่นมไว้ แต่จะส่งกลับบ้านไป

เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเข้าใจผิดว่าแม่นมคือแม่แท้ๆ เมื่อผูกพันกันไปนานๆ

นายน้อยสกุลถังปัจจุบันอายุห้าขวบ ก็อยู่ในช่วงเวลานี้พอดี

ดังนั้น เมื่อปีก่อน แม่นมจึงกลับบ้านไปแล้ว

พอกลับไปอยู่บ้าน สะใภ้ใหญ่สกุลหวงก็มักจะพร่ำเพ้อถึงลูกชายแท้ๆ ที่เป็นนายน้อยตัวปลอมสกุลถัง

คนในครอบครัวไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เพราะแม่คิดถึงลูกเป็นเรื่องธรรมดา

แต่สะใภ้ใหญ่สกุลหวงกลับทำไม่ดีกับนายน้อยตัวจริงที่เลี้ยงไว้ที่บ้านตัวเอง

นางมักจะทุบตี ดุด่า และให้อดอาหาร พอเด็กเรียกว่า ‘แม่’ นางก็จะถลึงตาใส่อย่างดุร้าย ซึ่งก็ไม่แปลกอีกเช่นกัน

ก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ นี่นา

คนสกุลหวงย่อมรู้สึกเช่นนี้

ทีนี้ พอหวงต้าหลางบังเอิญไปได้ยินนิยายของฟู่เหวินอวี้ และได้ยินคนในโรงน้ำชาถกเถียงกันว่าในโลกนี้มีคนเลวอย่างยายเฒ่าจางจริงหรือไม่ เขาก็เริ่มร้อนตัว กลัวว่าสกุลถังจะล่วงรู้ความจริง

เขาจึงรีบกลับไปปรึกษาสะใภ้ใหญ่สกุลหวง ว่าครอบครัวเราควรจะหลบไปสักพักดีไหม

เขาไม่กล้าสารภาพ เพราะคิดว่าสารภาพไปก็ตายสถานเดียว

บ่าวที่เซ็นสัญญาขายขาดแล้วทำความผิดร้ายแรงขนาดนี้ เจ้านายย่อมไม่เลี้ยงไว้แน่

ดังนั้น หวงต้าหลางจึงคิดว่าควรเอาเงินเก็บทั้งหมดไถ่ตัวแล้วหนีไป

รออีกหลายปีให้เศรษฐีถังกับฮูหยินถังตาย และลูกแท้ๆ ของพวกเขาได้ครองสกุลถัง ค่อยกลับมาแสดงตัวรับญาติและเสพสุขบนกองเงินกองทองของสกุลถัง

เพื่อการนี้ เขาถึงกับไปตามน้องสาวกลับมาปรึกษา

ผลปรากฏว่า ตอนที่เขาออกไปตามน้องสาว พอกลับมาก็พบว่านายน้อยตัวจริงสกุลถังหายไปแล้ว!

พอถาม สะใภ้ใหญ่สกุลหวงก็บอกว่านางเอาไปทิ้งแล้ว!

ทิ้ง?

เจ้าเมืองหูสูดหายใจลึก หันไปมองสะใภ้ใหญ่สกุลหวงที่คุกเข่าอยู่กลางโถง ถามด้วยความงุนงง “ทำไมจู่ๆ ถึงเอาเด็กไปทิ้ง?”

จะเอาเด็กไปคืนเพื่อขอความเมตตา หรือจะพาหนีไปด้วยก็พอเข้าใจได้ แต่เอาไปทิ้งแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนี่มันช่างน่าฉงนนัก

แต่สะใภ้ใหญ่สกุลหวงกลับรู้สึกว่าเหตุผลของนางฟังขึ้น เมื่อถูกถาม นางก็ตอบอย่างไม่ลังเล “ถ้าทิ้งไป เขาก็หาไม่เจอ ถ้าหาไม่เจอ ลูกข้าก็ยังเป็นนายน้อยสกุลถังอยู่”

เจ้าเมืองหูอดถามต่อไม่ได้ “แล้วทำไมไม่เอาไปขาย หรือฆ่าทิ้งเสียล่ะ?”

“เด็กแค่ห้าขวบ จะขายให้พ่อค้ามนุษย์ หรือจะเอามีดแทง หรือผลักตกน้ำให้จมตาย ไม่ปลอดภัยกว่าเอาไปทิ้งเฉยๆ หรือ?”

เพราะเด็กที่ถูกทิ้งอาจมีคนมาเจอ แต่คนตายเท่านั้นที่ปลอดภัยที่สุดในโลกนี้

แม้เจ้าเมืองหูจะเพิ่งรับราชการมาได้สามปีกว่า แต่เขาก็เคยเจอคดีฆ่าปิดปากแบบนี้มาหลายคดีแล้ว

และนายน้อยตัวจริงสกุลถัง ในสายตาคนนอกก็คือลูกของสกุลหวง

ถ้าเกิดตายด้วยอุบัติเหตุ ขอแค่ทำให้แนบเนียน ก็ไม่มีใครสงสัย

สะใภ้ใหญ่สกุลหวงลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าต้องสะสมบุญให้ลูกชาย ฆ่าไม่ได้เจ้าค่ะ”

“แล้วพ่อค้ามนุษย์ที่ข้ารู้จักก็คุ้นเคยกับสกุลถัง มันไม่ดีเจ้าค่ะ”

เจ้าเมืองหู: “...”

ชาวบ้านมุงดู: “...”

เศรษฐีถัง: “...เหอะ”

ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนไม่รู้ว่าจะชมว่านางฉลาดหรือโง่ดี ถ้าจะว่าฉลาดก็ดูเหมือนจะมีส่วน แต่ถ้าจะว่าโง่ เหตุผลก็ดูฟังขึ้นอยู่บ้าง

“ใต้เท้า นางช่างเป็นหญิงที่แปลกประหลาดจนยากจะเข้าใจจริงๆ ขอรับ”

เศรษฐีถังกล่าวด้วยความคับแค้นใจ “นางถึงกับพาลูกข้าไปในป่านอกเมือง มัดไว้กับต้นไม้ กะว่าจะให้เขาอดตายหรือถูกสัตว์ป่ากิน”

“ถ้าข้าไม่เจอพิรุธและใช้อุบายหลอกล่อนาง ข้าคงไม่มีวันได้เจอลูกชายอีกเลยในชาตินี้!”

เมื่อนึกถึงตรงนี้ เขารู้สึกโชคดีมากที่ใช้ทั้ง ‘ไม้แข็ง’ และ ‘ไม้นวม’ ไม่อย่างนั้นคงเสียลูกไปจริงๆ

เพราะใครจะไปคิดว่านางจะเอาเด็กห้าขวบไปมัดไว้ในป่า?

เจ้าเมืองหูบนบัลลังก์นวดขมับอีกครั้ง

นี่เป็นคดีที่พิสดารที่สุดเท่าที่เขาเคยตัดสินมาตั้งแต่รับราชการจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อความจริงกระจ่าง หลักฐานพยานบุคคลและวัตถุพร้อมสรรพ เขาจึงตรวจสอบคำร้องของเศรษฐีถัง คำสารภาพของสกุลหวง และเชือกที่ใช้มัดนายน้อยตัวจริงอีกครั้งอย่างละเอียด

เนื่องจากเศรษฐีถังเป็นคนรอบคอบ และสกุลหวงโดยเฉพาะสะใภ้ใหญ่ให้ความร่วมมือดี คดีนี้จึงไม่มีจุดบกพร่อง

เด็กทั้งสองคนก็ปลอดภัยดี

นายน้อยตัวจริงล้มป่วยหลังจากได้รับความช่วยเหลือ จึงไม่ได้ถูกพาตัวมาที่ศาล ส่วนนายน้อยตัวปลอมตอนนี้นั่งคุกเข่าอยู่ที่มุมห้องพิจารณาคดี ดูท่าทางหวาดกลัวและเหม่อลอย

เจ้าเมืองหูยืนยันว่าหลักฐานครบถ้วน ผู้กระทำผิดสารภาพโดยไม่ปฏิเสธ จึงรีบตัดสินคดีอย่างรวดเร็ว

แต่ผลกระทบที่ตามมาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น

ฟู่เหวินอวี้รู้เรื่องนี้ตอนที่เขากำลังดื่มชานมอยู่ที่บ้าน

ไม่ใช่ว่าข่าวแพร่มาถึงชนบทเร็วขนาดนั้น แต่เป็นเพราะหลังจากเจ้าเมืองหูตัดสินคดีจบ เศรษฐีถังก็ซื้อของขวัญขอบคุณและนำขบวนพ่อบ้านบ่าวไพร่ โดยมีหลงจู๊จางและจางเอ๋อร์นำทาง แห่แหนมาที่หมู่บ้านสกุลฟู่อย่างเอิกเกริกพร้อมเสียงฆ้องกลอง

เขาจะมาขอบคุณฟู่เหวินอวี้!

“อาเหวินอวี้ อาเหวินอวี้ ออกมาเร็วเข้า!”

ฟู่เหวินอวี้เพิ่งส่งชาวบ้านที่มาแลกนมแพะกลับไป

เขากำลังถือถ้วยชานม ตั้งใจว่าจะไปพักผ่อนในห้อง และเอาแบบร่างสถาปัตยกรรมที่ช่างวาดให้เมื่อเช้าออกมาดูอย่างละเอียด เผื่อต้องแก้ไขตรงไหน

ทันใดนั้น เขาก็เห็นลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามา คว้ามือเขาแล้วลากออกไป

“มีแขกมาหาเจ้า เศรษฐีถังมาแน่ะ!!!”

เศรษฐีถัง?

ฟู่เหวินอวี้เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ เขาจำไม่ได้ว่ารู้จักเศรษฐีถังที่ไหน

ในความทรงจำ มีคนแซ่ถังเพียงคนเดียวที่เขาเคยติดต่อด้วย นั่นคือเถ้าแก่ใหญ่เบื้องหลังร้านหนังสือไคหยวน

หรือจะเป็นเขา? แต่ทำไมเขาต้องมาหาด้วยล่ะ?

ยังไม่ทันจะคิดตก ลูกพี่ลูกน้องก็ลากเขาออกมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว

และที่หน้าบ้านสกุลฟู่ ร่างที่ไม่คุ้นเคยในชุดผ้าไหมสีเขียวหรูกำลังเดินตรงมา โดยมีหัวหน้าตระกูล ฟู่ต้าสือ และคนอื่นๆ ห้อมล้อม

จังหวะนั้นเอง จางเอ๋อร์ตาไวเห็นฟู่เหวินอวี้เข้าพอดี จึงรีบร้องบอก “เถ้าแก่ นายท่าน อาเหวินอวี้ออกมาแล้วขอรับ! คนที่ใส่ชุดผ้าฝ้ายสีเทานั่นคืออาเหวินอวี้!”

ยังไม่ทันที่ฟู่เหวินอวี้จะตั้งตัว ร่างในชุดผ้าไหมสีเขียวก็ก้าวยาวๆ เข้ามาถึงตัว แล้วโค้งคำนับเขาอย่างนอบน้อม “ผู้มีพระคุณ โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย!”

ฟู่เหวินอวี้: “...???”

ขณะที่เขากำลังงุนงง เศรษฐีถังที่กำลังตื่นเต้น หลงจู๊จางและจางเอ๋อร์ที่คุ้นเคยกันดี รวมถึงชาวบ้านที่ตามมาดูเรื่องสนุกตั้งแต่ในเมืองหลิวโจว ก็พากันพูดขึ้นพร้อมกัน

“ขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตครอบครัวข้า!”

“หลานชาย นิยายที่เจ้าเขียนช่วยให้เศรษฐีถังช่วยลูกชายแท้ๆ กลับมาได้!”

“อาเหวินอวี้ นิยายที่เจ้าเขียนกลายเป็นเรื่องจริง!”

“นี่คือคุณชายฟู่ที่เขียนเรื่อง ‘นายน้อยตัวปลอม’ หรือ! ยังหนุ่มแน่นอยู่เลย ได้ยินว่าถ้าไม่ใช่เพราะนิยายของเขาเหมือนความจริงเปี๊ยบ จนทำให้คนสกุลหวงตกใจกลัวจนเผยพิรุธ เศรษฐีถังคงไม่มีวันหาลูกชายเจอไปชั่วชีวิต”

“ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ!”

“เขารู้ได้อย่างไรกันนะ?”

นอกจากนั้น ชาวบ้านในหมู่บ้านที่มารวมตัวกันก็ซุบซิบกันเซ็งแซ่ “อาเหวินอวี้ เศรษฐีถังมาขอบคุณเจ้า! ขนของมาเยอะแยะเลย!”

“เต็มๆ สองคันรถม้าเลยนะ!”

“อาเหวินอวี้รวยเละแน่! อยากรู้จังว่าเศรษฐีถังให้อะไรบ้าง”

“ได้ยินว่าอาเหวินอวี้ช่วยเศรษฐีถังหาลูกชายเจอ แบบนี้อาเหวินอวี้ไม่ต้องเกี่ยวดองกับสกุลถังหรอกหรือ? สกุลถังรวยจะตาย แค่เศษเงินร่วงจากนิ้วก็น่าจะกินใช้ไม่หมดแล้ว”

“ใช่ๆ”

จังหวะนี้เอง ถ้วยเปล่าในมือของฟู่เหวินอวี้ร่วงหล่นลงพื้น เขาเอื้อมมือไปนวดแก้มตัวเอง ถามเศรษฐีถังอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ท่านหมายความว่า เรื่องบ่าวในบ้านสลับตัวลูกที่ข้าเขียนในนิยาย... เกิดขึ้นจริงที่บ้านท่านหรือ?”

เศรษฐีถังพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ไม่มีเท็จแม้แต่ครึ่งคำ!”

ฟู่เหวินอวี้: เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

ตอนนั้นเอง หัวหน้าตระกูลฟู่เวินเฉิงก็กล่าวขึ้น “อาเหวินอวี้ เศรษฐีถังตั้งใจมาขอบคุณเจ้า ทำไมไม่รีบเชิญแขกเข้าไปนั่งข้างในล่ะ?”

ใช่ๆ ฟู่เหวินอวี้รีบเชิญพวกเขาเข้าไป

แต่พอเข้าไปเขาก็เริ่มเสียใจ เพราะบ้านของเขามีแค่สองห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องนอนและห้องหนังสือของเขา อีกห้องเป็นห้องนอนและที่ทำงานของมารดาและน้องสาว ไม่ว่าจะพาแขกไปห้องไหนก็ดูไม่เหมาะสมทั้งนั้น เพราะเศรษฐีถังไม่ใช่จางเอ๋อร์ที่จะรับรองอย่างไรก็ได้

ส่วนห้องครัวที่ใช้กินข้าว ยิ่งไม่เหมาะสมเข้าไปใหญ่

ทันใดนั้น ฟู่ต้าสือก็ก้าวออกมา

หน้าของเขาแดงก่ำ พูดด้วยความตื่นเต้นว่า “อาเหวินอวี้ รีบเชิญแขกผู้มีเกียรติไปที่ห้องโถงใหญ่สิ มีแขกมาถึงเรือนชาน บ้านเราจะเสียมารยาทไม่ได้!”

ใช่แล้ว บ้านสกุลฟู่ยังมีห้องโถงใหญ่สำหรับรับแขกโดยเฉพาะ แต่ตอนแบ่งบ้าน ห้องโถงใหญ่นี้ตกเป็นของฟู่ต้าสือโดยปริยาย และหลังจากเขาสิ้นบุญก็จะตกทอดสู่บ้านรอง ดังนั้นปกติฟู่เหวินอวี้จึงไม่เข้าไปยุ่ง

แต่ตอนนี้ไม่ต้องคิดมากแล้ว เขารีบเชิญแขกไปที่ห้องโถงใหญ่ และบอกให้น้องสาวกับชุนฮวาที่แอบมองอยู่ไปชงน้ำชา ส่วนมารดาของเขา โจวซื่อ ไปคุยกับป้าหกเรื่องจ้างวานทำอาหารเลี้ยงคนงานสร้างบ้านยังไม่กลับมา สำหรับอาฟู่และอาสะใภ้รอง ฟู่เหวินอวี้ยึดหลักไม่มองไม่เห็น แสร้งทำเป็นมองผ่านๆ และไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสองคนเข้ามาตีสนิท

ดังนั้นในที่สุด ในห้องโถงใหญ่ขนาดไม่กว้างนักของสกุลฟู่ จึงมีเศรษฐีถังที่ดูไม่เข้ากับสถานที่ หลงจู๊จางผู้ติดตาม เจ้าทุกข์อย่างฟู่เหวินอวี้ หัวหน้าตระกูลฟู่เวินเฉิง ปู่ของเขาฟู่ต้าสือ และบัณฑิตโจว เขยของป้าหกที่ตามมาทีหลัง รวมเป็นหกคน ส่วนคนอื่นๆ อย่างจางเอ๋อร์ที่ฟู่เหวินอวี้คุ้นเคย ด้วยความที่ที่นั่งไม่พอ ก็ได้แต่ยืนเบียดกับคนอื่น

เศรษฐีถังเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดมาแล้ว สีหน้าของเขากลับมาสงบนิ่ง แต่ในน้ำเสียงยังคงเจือความสะเทือนใจ

“น้องเหวินอวี้ ข้าขอเรียกท่านแบบนี้ได้ไหม?”

“ข้าได้ยินหลงจู๊จางบอกว่าปีนี้ท่านเพิ่งสิบห้า ข้าแก่กว่าท่านไม่กี่ปี ปีนี้ยี่สิบห้าแล้ว งั้นท่านเรียกข้าว่าพี่ถังเถอะ”

หลงจู๊จางขยิบตาให้ฟู่เหวินอวี้รัวๆ

ฟู่เหวินอวี้คิดครู่หนึ่งแล้วตอบรับ “พี่ถัง ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว ท่านเรียกข้าว่าเหวินอวี้เฉยๆ ก็ได้”

พอเขาพูดจบ สีหน้าของเศรษฐีถังก็ยิ่งยินดีปรีดา “เมื่อครู่ท่านคงได้ยินแล้ว วันนี้ข้าตั้งใจมาขอบคุณท่านโดยเฉพาะ เพราะท่านช่วยข้าไว้มาก จะเรียกว่าเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลเราก็ไม่เกินเลย”

จากนั้นเขาก็เล่ารายละเอียด ตั้งแต่เรื่องที่เขาอยากคุยกับแขกบ้านแขกเมือง จึงนำหนังสือพิมพ์หลิวโจวที่มีนิยายของฟู่เหวินอวี้กลับบ้าน ไปจนถึงการถกเถียงกับภรรยา การที่สาวใช้เผยพิรุธเมื่อได้ยินเรื่อง ‘สลับลูก’ และการสอบสวนจนยอมรับว่าเด็กที่เลี้ยงไว้ไม่ใช่ลูกแท้ๆ... ต่อด้วยการจับกุมคนสกุลหวงที่เหลือ เค้นถามที่อยู่ของลูกชายแท้ๆ ออกตามหา จนพบตัว ไปแจ้งความ และปิดคดี... กว่าจะเล่าจบก็ปาเข้าไปหนึ่งก้านธูป และฟู่เหวินอวี้ก็สังเกตเห็นว่าคนที่เข้ามารินชาไม่ใช่ชุนฮวาหรือน้องสาวอย่างที่คิด แต่เป็นฟู่ชิงสือที่แอบมองอยู่ข้างนอก และหลังจากรินชาเสร็จ เขาก็ไม่ยอมออกไป แต่ยืนถือปั้นชาอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด

ช่างเถอะ ปล่อยเขาไป

ฟู่เหวินอวี้เลิกสนใจ

เมื่อเศรษฐีถังเล่าจบ บัณฑิตโจวที่เพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรกก็อุทานด้วยความประหลาดใจ “เรื่องนี้ช่างเหลือเชื่อจริงๆ”

บัณฑิตโจวก็เป็นคนคุ้นเคยของฟู่เหวินอวี้

เขาเป็นคนในหมู่บ้านสกุลฟู่ และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มีแซ่อื่น ทั้งยังเป็นลูกเขยของป้าหกที่เคยมายืมหนังสือจากฟู่เหวินอวี้มาก่อน

เนื่องจากสำหรับคนในหมู่บ้านสกุลฟู่ เศรษฐีถังเป็นแขกผู้ทรงเกียรติยิ่งกว่าเกียรติ ดังนั้นพอรู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย หัวหน้าตระกูลฟู่เวินเฉิงจึงส่งคนไปเชิญเขามาอยู่เป็นเพื่อน ส่วนทำไมบัณฑิตอีกสองคนถึงไม่อยู่ ก็แน่นอนว่าเพราะไม่อยู่ในหมู่บ้านตอนนั้นพอดี

เมื่อได้ยินคำพูดของบัณฑิตโจว เศรษฐีถังก็ถอนหายใจ “นั่นสินะ ใครจะไปคิดว่าคนที่ปกติเงียบขรึมทำงานรอบคอบ จะมีจิตใจชั่วร้ายขนาดนี้?”

“เพราะเมื่อก่อนนางดูแลเด็กดีมาก ภรรยาข้าถึงกับคิดว่าจะให้นางกลับมารับใช้ในอีกไม่กี่ปี ใครจะรู้ว่านั่นไม่ใช่ความขยัน แต่เป็นการดูแลลูกในไส้ของตัวเอง จะไม่ให้ใส่ใจได้อย่างไร?” เศรษฐีถังส่ายหน้า “รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ”

ฟู่เวินเฉิงถอนหายใจ “จริงแท้ทีเดียว”

บัณฑิตโจวพยักหน้าและปลอบโยน “โชคดีที่ลูกชายท่านเป็นคนมีบุญ เชื่อว่าผ่านเคราะห์ครั้งนี้ไปแล้ว ต่อไปต้องปลอดภัยแคล้วคลาดแน่นอน”

ฟู่ต้าสือรีบผสมโรงอย่างประหม่า “ใช่ๆ”

เศรษฐีถังขอบคุณสองสามครั้ง แล้วประสานมือคารวะฟู่เหวินอวี้ กล่าวว่า “น้องเหวินอวี้ พูดตามตรง ข้าควรจะพาภรรยากับลูกมาขอบคุณด้วยตัวเอง แต่เด็กตกใจกลัวและจับไข้หลังจากช่วยมาได้เมื่อวาน ภรรยาข้าเฝ้าไข้ไม่ห่าง ไม่กล้าคลาดสายตา ขอท่านโปรดอภัยในความเสียมารยาทครั้งนี้ด้วย”

ฟู่เหวินอวี้รีบบอกว่าไม่เป็นไร

เขาแค่เขียนนิยายเรื่องหนึ่ง ไม่เคยคิดว่าจะช่วยคนได้จริงๆ ผลลัพธ์นี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่คาดไม่ถึง และจากการเล่าของเศรษฐีถังเมื่อครู่ เขาก็ยืนยันได้ว่านี่เป็นเครดิตของเศรษฐีถังเสียส่วนใหญ่ หากเขาไม่เด็ดขาดและรอบคอบ เรื่องคงไม่จบเร็วขนาดนี้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฟู่เหวินอวี้ก็นึกถึงจุดน่าสงสัยจุดหนึ่งตอนฟังเศรษฐีถังเล่า เขาจึงถามว่า “พี่ถัง เมื่อกี้ข้าได้ยินท่านบอกว่า สะใภ้ใหญ่สกุลหวงให้ความร่วมมือดีมาก ถามอะไรก็ตอบ”

“ตามหลักแล้ว นางน่าจะปิดบังและโต้เถียงสุดชีวิตไม่ใช่หรือ?”

“ทำไมถึง...”

เพราะในนิยายที่เขาเขียน คนร้ายอย่างสกุลจางจะไม่หลั่งน้ำตาจนกว่าจะเห็นโลงศพ พยายามขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้คนอื่นรู้ความจริง ถึงขนาดกล้าโต้เถียงกลางศาล

เพราะนั่นคือธรรมชาติของมนุษย์

ทำไมสะใภ้ใหญ่สกุลหวงถึงแตกต่างออกไป?

ได้ยินดังนั้น เศรษฐีถังก็ยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิใจ “น้องเหวินอวี้ ถามได้ตรงจุดจริงๆ เมื่อเช้านี้ใต้เท้าหูก็แอบถามข้าแบบนี้เหมือนกัน”

“จริงๆ แล้วคำตอบง่ายมาก”

เศรษฐีถังกล่าว “เรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณนิยายของเจ้าด้วย”

ฟู่เหวินอวี้ยิ่งงงเข้าไปใหญ่

เศรษฐีถังจึงอธิบายว่า “หลังจากรู้ว่าลูกถูกสลับตัวและหายตัวไป ข้าก็สั่งให้จับคนสกุลหวงทั้งหมด”

“และในระหว่างรอคนไปจับตัวมา ข้าให้คนขี่ม้าเร็วไปที่โรงพิมพ์เพื่อเอานิยายของเจ้ามาอ่านจนจบ”

“ต้องบอกเลยว่า น้องเหวินอวี้ เจ้าเขียนได้ดีมากจริงๆ!”

เศรษฐีถังถอนหายใจ “หลังจากเกิดเรื่องในนิยาย ใบหน้าอันน่ารังเกียจของสกุลจางช่างตราตรึงใจนัก รวมไปถึง ‘การพิสูจน์สายเลือด’ และเรื่อง ‘ปานแดง’ ในตอนหลัง ข้าคิดในใจว่า ถ้าสกุลหวงเป็นเหมือนสกุลจาง ปฏิเสธหัวชนฝา ข้าจะทำอย่างไรดี?”

“ความแตกต่างระหว่างนายท่านหวังกับข้าคือ จางโก่วเซิ่งถูกเลี้ยงดูโดยสกุลจาง ดังนั้นไม่ว่าจะนานแค่ไหน นายท่านหวังก็รอได้ แต่ข้ารอไม่ได้ ลูกข้าเป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่รู้ ข้ารอไม่ได้จริงๆ”

“ดังนั้นตอนนั้นข้าคิดอยู่ว่า จะทำอย่างไรให้นางรีบพูดความจริงทั้งหมดออกมา!”

ฟู่เหวินอวี้พยักหน้าช้าๆ

จริงอย่างที่ว่า เศรษฐีถังกับนายท่านหวังในนิยายมีส่วนคล้ายแต่ก็มีส่วนต่าง จุดต่างใหญ่ที่สุดคือสกุลจางเก็บจางโก่วเซิ่งไว้กับตัวตลอด แต่ลูกแท้ๆ ของเศรษฐีถังนั้นต่างออกไป เขาถูกสะใภ้ใหญ่สกุลหวงเอาไปทิ้งที่ไหนก็ไม่รู้

เด็กห้าขวบที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย หากเจอเร็วขึ้นวินาทีเดียว ก็ทุกข์ทรมานน้อยลงวินาทีเดียว ผลของการล่าช้าเกินไปเป็นสิ่งที่สกุลถังรับไม่ไหว

ในสถานการณ์เช่นนี้ เศรษฐีถังย่อมต้องการตามหาลูกให้เจอเร็วที่สุด

ตอนนี้ คนอื่นๆ ในห้องก็เริ่มคิดตามและคาดเดากันไปต่างๆ นานา

“แล้วจะทำให้นางพูดยังไง?”

“ใช้กฎบ้าน?”

“ซ้อมให้น่วมแล้วเรียกญาติพี่น้องมา!”

“แจ้งทางการ”

เศรษฐีถังส่ายหน้าปฏิเสธทีละข้อ สุดท้ายก็เฉลยว่า “ก่อนจะเจอนาง ข้าก็ลังเลอยู่เหมือนกัน ว่าจะขู่บังคับ ทรมาน หรือล่อลวง”

“แต่พอข้าเห็นนาง และเห็นแววตาที่นางมองลูกชายแท้ๆ ของนาง ข้าก็เข้าใจ ดังนั้นข้าเลยบอกนางไปตรงๆ ว่าข้ารู้ทุกอย่างหมดแล้ว และไม่มีทางปล่อยพวกมันไปแน่ แต่เห็นแก่ที่เด็กคนนั้นเรียกเราว่าพ่อแม่มาห้าปี ข้าจะละเว้นชีวิตเขา!”

“ขอแค่นางบอกที่อยู่ลูกข้า และเล่าความจริงทั้งหมดให้เจ้าเมืองหูฟัง สารภาพผิดตามกฎหมาย ข้าจะส่งหลานสาวและลูกชายของนางออกไป โดยให้พวกเขานำทรัพย์สินติดตัวไปได้ และมอบเงินให้อีกหนึ่งร้อยตำลึง ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็สุดแล้วแต่เวรกรรมของพวกเขา”

“แต่ถ้านางไม่บอก...”

เศรษฐีถังหัวเราะ หึๆ “ข้าก็จะค่อยๆ แล่เนื้อเลูกชายของนางเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าต่อตาผัวเมียคู่นั้น เพื่อการนี้ ข้าถึงกับให้คนกดหัวเด็กแนบพื้นแล้วตบหน้าไปสองสามที”

“พอได้ยินเสียงลูกร้องไห้ นางก็ยอมตกลง”

ฟู่เหวินอวี้: “...”

เศรษฐีถังผู้นี้โหดไม่เบา

แต่นี่เป็นวิธีที่ดีมากจริงๆ

ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าเป็นเช่นนั้น สะใภ้ใหญ่สกุลหวงพอรู้ว่าเศรษฐีถังยอมส่งหลานสาวและลูกชายไป แถมยังให้ขนสมบัติไปได้และไม่เอาความอีก นางก็ให้เศรษฐีถังสาบาน แล้วก็ยอมบอกที่ซ่อนเด็กทันที

ฟังจบ หัวหน้าตระกูลฟู่เวินเฉิงเป็นคนแรกที่อุทาน “นี่เป็นเพราะท่านนะเศรษฐีถัง ถ้าเป็นคนอื่น ต่อให้สาบาน นางคงไม่เชื่อหรอก”

“ใช่ๆ” คนอื่นพากันเห็นด้วย

ไม่ใช่คำพูดของทุกคนที่จะทำให้คนเชื่อถือได้ โดยเฉพาะหลังจากสกุลหวงทำเรื่องแบบนี้ พวกมันจะไม่กลัวการแก้แค้นจากสกุลถังหรือ? แต่หญิงคนนั้นกลับเชื่อ ประการแรกคือจนตรอก ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อ ประการที่สองและสำคัญที่สุด น่าจะเป็นเพราะชื่อเสียงของสกุลถังในแถบนี้ดีมาตลอด บรรพบุรุษยังได้ชื่อว่าเป็น ‘ถังผู้ใจบุญ’ เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน ปัจจัยเหล่านี้รวมกันจึงทำให้เกิดผลลัพธ์ในวันนี้

เศรษฐีถังเองก็รู้เรื่องนี้ดี

เขาหันมาทางฟู่เหวินอวี้แล้วกล่าวว่า “น้องเหวินอวี้ ถ้าไม่ใช่เพราะนิยายของเจ้า ข้าคงไม่มีวันรู้ความจริงไปชั่วชีวิต หรืออาจจะรู้โดยบังเอิญในภายหลัง แต่ลูกข้าคงตกระกำลำบากไปหลายปี และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”

“เจ้าได้สร้างวาสนาให้ตระกูลเราใหม่!”

“ดังนั้นวันนี้ข้าจึงเตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มาเพื่อขอบคุณเจ้าโดยเฉพาะ” เขายังพูดไม่ทันจบ พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เดินออกไป จากนั้นกล่องของขวัญกล่องแล้วกล่องเล่าก็ถูกลำเลียงเข้ามาดั่งสายน้ำ ไม่เพียงวางเต็มโต๊ะ แต่ยังกองเป็นภูเขาเลากาบนพื้นอีกสองกอง

ของขวัญ... เล็กๆ น้อยๆ?

ฟู่เหวินอวี้รู้สึกว่าเศรษฐีถังอาจจะเข้าใจคำว่า ‘ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ’ ผิดไป ขนมสองห่อที่เขาหิ้วมาจากโรงน้ำชาไปไหว้วานหัวหน้าตระกูลคราวก่อนนั่นต่างหากที่เรียกว่า ‘ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ’!

นี่มันจะไม่มากไปหน่อยหรือ?

แต่ในวินาทีถัดมา การกระทำของเศรษฐีถังก็ทำให้ฟู่เหวินอวี้ตระหนักว่า เขายังให้ได้มากกว่านี้อีก เพราะฝ่ายตรงข้ามหยิบโฉนดที่ดินออกมาจากแขนเสื้อ

ที่นาชั้นดีหนึ่งร้อยหมู่!

เมื่อเศรษฐีถังกล่าวว่า “ที่นาเพียงหนึ่งร้อยหมู่นี้ เป็นของขวัญขอบคุณจากข้าในฐานะพ่อ ในนามของลูกอี้ซาน มอบให้แก่ผู้มีพระคุณ” ทั้งในและนอกบ้านก็ฮือฮาแตกตื่นกันยกใหญ่

ในภวังค์ ฟู่เหวินอวี้ได้ยินเสียงสูดหายใจด้วยความตื่นตระหนกของฟู่ชิงสือ

“ระ... ร้อยหมู่!”

เศรษฐีถังไม่สนใจเสียงอุทานของคนรอบข้าง จ้องมองฟู่เหวินอวี้แล้วกล่าวว่า “อี้ซาน ใช่แล้ว ก่อนมาข้ากับภรรยาปรึกษากันแล้วว่าจะตั้งชื่อลูกว่า ‘อี้ซาน’ เหมือนกับ ‘หวังอี้ซาน’ ในนิยายของเจ้า หวังให้เขาเติบโตอย่างปลอดภัยและได้เป็นคนใหญ่คนโต”

“ตอนที่ข้าไปช่วยอี้ซาน เขาอยู่ในป่านั้นมาวันหนึ่งแล้ว ไม่เพียงเนื้อตัวฟกช้ำผอมแห้ง แต่ยังเพ้อไม่ได้สติ ตัวร้อนจี๋จนหมดสติไป”

“หมอบอกว่าถ้าช้ากว่านี้อีกนิดคงไม่รอดแล้ว”

“บุญคุณใหญ่หลวงเพียงนี้ แค่คำขอบคุณคงไม่เพียงพอ! ดังนั้นน้องเหวินอวี้ โปรดรับของขวัญเหล่านี้ไว้เถิด ครอบครัวเราถึงจะสบายใจ!”

ฟู่เหวินอวี้: “...”

เขาลำบากใจเหลือเกิน บางทีของขวัญพวกนี้อาจเป็นแค่ “ของเล็กน้อย” สำหรับสกุลถัง ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง แต่สำหรับเขา มันไม่ใช่แบบนั้น มันมากเกินไป!

จะรับ หรือไม่รับดี?

จบบทที่ บทที่ 26 เสียงของสาวใช้ราวกับสายฟ้าฟาด

คัดลอกลิงก์แล้ว