- หน้าแรก
- เขียนเรื่องบ้าบออยู่ดีๆ ไหงกลายเป็นกวีเอกไปซะงั้น
- บทที่ 18 หลังจากเดินออกจากร้านหนังสือไคหยวน
บทที่ 18 หลังจากเดินออกจากร้านหนังสือไคหยวน
บทที่ 18 หลังจากเดินออกจากร้านหนังสือไคหยวน
บทที่ 18 หลังจากเดินออกจากร้านหนังสือไคหยวน
ฟู่เหวินอวี้ก็ตัดสินใจเดินเล่นดูรอบๆ
ครั้งล่าสุดที่เขามาเมืองหลิวโจว เขามาพร้อมกับมารดาและน้องสาว ตอนนั้นทั้งสามคนมีเป้าหมายชัดเจน คือไปร้านหนังสือ ต่อด้วยร้านปักผ้า แล้วไปตลาดทางทิศตะวันตก พอทำธุระเสร็จก็รีบกลับทันที
ดังนั้นภาพจำของเมืองหลิวโจวในหัวของฟู่เหวินอวี้จึงยังคงเป็นภาพในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
ตอนนี้เขาเขียนนิยายเรื่องแรกจบแล้ว จึงมีเวลาว่างเหลือเฟือ เขาเลยถือโอกาสเดินเที่ยวชมเมือง ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เข้าใจเมืองหลิวโจวได้ลึกซึ้งขึ้น แต่ยังอาจได้เก็บเกี่ยวข้อมูลเพื่อนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเรื่องต่อไปได้อีกด้วย
เมืองหลิวโจวไม่ได้ใหญ่โตนัก มีถนนสายหลักอยู่เพียงสามสาย
สายแรกคือถนนบัณฑิตที่ฟู่เหวินอวี้เพิ่งเดินผ่านมา นี่เป็นถนนสายหลักของอำเภอ ร้านรวงเก่าแก่หลายแห่งตั้งอยู่ที่ถนนสายนี้ เช่น ร้านหนังสือไคหยวน และภัตตาคารฟู่กุ้ยที่เคยลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์หลิวโจวฉบับก่อนที่ฟู่เหวินอวี้ได้อ่าน ซึ่งมีเมนูเด็ดอย่าง ‘เนื้อแกะตุ๋นนุ่ม’ และ ‘กีบเท้าแกะหน่อไม้’
ถนนสายที่สองทอดยาวไปสู่ท่าเรือ
เมืองหลิวโจวตั้งอยู่กลางแม่น้ำสายใหญ่ เชื่อมต่อกับเมืองหลวงทางต้นน้ำและหัวเมืองอื่นๆ ทางปลายน้ำ ทำให้การค้าขายค่อนข้างเจริญรุ่งเรือง ร้านค้าจึงเรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทางที่มุ่งสู่ท่าเรือ
ส่วนถนนสายที่สาม ฟู่เหวินอวี้หยุดยืนมองอยู่ไกลๆ
ถนนสายนี้เป็นแหล่งรวมของคนร้อยพ่อพันแม่ บ้านบางหลังแขวนผ้าแพรและโคมแดงไว้หน้าประตู เป็นสัญลักษณ์ของหอนางโลม บางแห่งก็เป็นบ่อนพนัน มีนักพนันและคนคุมบ่อนฉุดกระชากกันอยู่ที่หน้าประตู ดูท่าคงเป็นเรื่องหนี้สินที่ไม่ลงรอยกัน ต่อให้จ้างฟู่เหวินอวี้ก็ไม่ขอเหยียบย่างเข้าไปในสถานที่อโคจรทั้งสองแห่งนี้เด็ดขาด เขาเพียงปรายตามองแวบหนึ่งแล้วหันหลังกลับ
สุดท้ายเขาก็เดินย้อนกลับมาที่ถนนบัณฑิต และหยุดอยู่ที่หน้าโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง
โรงน้ำชาแตกต่างจากเพิงน้ำชาทั่วไป ไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับดื่มชาเท่านั้น แต่ยังเป็นที่สำหรับฟังดนตรี ชมการแสดง หรือแม้แต่นั่งคุยสัพเพเหระกับครอบครัวและเพื่อนฝูง บรรยากาศคล้ายคลึงกับโรงละคร
เมื่อฟู่เหวินอวี้เดินเข้าไป นักเล่านิทานกำลังเล่าถึงตอนที่ตื่นเต้นที่สุดพอดี
“...คนตัดฟืนถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไปอย่างแรง”
“เขารู้ดีว่าคราวนี้ตนเองตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงเสียแล้ว!”
“สิ่งที่อยู่ตรงข้ามเขาคืออะไร? มันคือปีศาจภูเขา เป็นภูตผี เป็นปีศาจเฒ่าที่มีอายุไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี พูดกันตามตรง ปีศาจตนนี้คงกินคนมามากกว่าจำนวนคนที่เขาเคยพบเจอทั้งชีวิตเสียอีก”
“แล้วเขาจะเอาอะไรไปสู้รบปรบมือกับมันได้?”
“ชีวิตข้าคงจบสิ้นแล้ว!”
นี่คือเรื่อง ‘คนตัดฟืน’ ของท่านซานลิวหรือ?
ฟู่เหวินอวี้หาที่นั่งลงด้วยความสนใจ
เขาเองก็ชื่นชอบนิยายเรื่อง ‘คนตัดฟืน’ และคิดว่าหากแปลเป็นภาษาปัจจุบัน เนื้อเรื่องก็สนุกไม่แพ้นิยายแนวภูตผีปีศาจที่เขียนโดยนักเขียนชื่อดังในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว เผลอๆ การเลือกใช้คำและการบรรยายบางจุดอาจจะเหนือชั้นกว่าเสียด้วยซ้ำ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคงเป็นเพราะมันสั้นเกินไป สั้นมากจริงๆ ความยาวไม่ถึงห้าหมื่นคำด้วยซ้ำ
และในชั่วเวลาสั้นๆ นี้ นักเล่านิทานด้านล่างเวทีก็เล่ามาถึงจุดไคลแมกซ์แล้ว
“ในตอนนั้น คนตัดฟืนเจ็บปวดไปทั้งหัวใจ ตับ และปอด แทบจะสิ้นสติ เขาเสียใจเหลือเกิน เสียใจที่ไม่เชื่อคำโบราณ ดันดุ่มเดินเข้าป่าในวันที่หมอกลงจัด”
“ทีนี้เป็นไงล่ะ ไปเจอดีเข้าจนได้!”
“เขาเสียใจ เสียใจอย่างที่สุด” นักเล่านิทานทำสีหน้าทุกข์ตรม “ในขณะที่เขากำลังจนตรอก ไร้ที่พึ่งพิง ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นขวานเล่มหนึ่ง!”
“ช่างบังเอิญเหลือเกินที่เจ้าปีศาจเหวี่ยงเขาไปตกตรงจุดที่ขวานหล่นอยู่พอดี ท่านผู้ฟัง คิดว่านี่มันบังเอิญหรือไม่? ช่างบังเอิญยิ่งนัก!” นักเล่านิทานตบไม้ปลุกใจเสียงดังปัง น้ำเสียงเริ่มเร่งเร้าขึ้น “เวลาไม่คอยท่า คนตัดฟืนตัดสินใจเด็ดขาด คว้าขวานขึ้นมา เตรียมสู้ตายกับเจ้าปีศาจ!”
“ดี! สู้มัน!” ทันทีที่สิ้นเสียง ก็มีเสียงโห่ร้องสนับสนุนดังมาจากทั้งชั้นบนและชั้นล่าง
“เล่าได้ดี!”
“สู้มันเลย!”
แขกในโรงน้ำชาต่างอินไปกับบรรยากาศ ต่างพากันโห่ร้องเชียร์ บางคนถึงกับควักถุงเงินออกมาโยนเศษเงินหรือเหรียญอีแปะขึ้นไปบนเวที ทำเอานักเล่านิทานต้องก้มคำนับขอบคุณไม่หยุด
คนผู้นี้เล่านิทานได้เก่งทีเดียว
ขณะฟังเรื่องราว ฟู่เหวินอวี้แอบชมเชยในใจ เขารู้สึกว่าฝีมือของคนผู้นี้เทียบได้กับนักเล่านิทานมืออาชีพในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว แม้จะยังเป็นรองนักพูดตลกคาเฟ่อยู่บ้างก็ตาม
ถ้านิยายของเขาถูกนำมาเล่าแบบนี้บ้าง มันก็น่าจะแพร่หลายไปได้กว้างไกลยิ่งขึ้น แต่เรื่องนั้นเอาไว้ค่อยคิดทีหลัง ตอนนี้ฟู่เหวินอวี้ขอเสพความบันเทิงอย่างเงียบๆ ไปก่อน
ยิ่งฟัง ฟู่เหวินอวี้ก็ยิ่งอดทอดถอนใจไม่ได้
ท่านซานลิวเขียนได้ดีจริงๆ หากมีโอกาสเขาควรจะไปเยี่ยมคารวะสักครั้ง
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ นักเล่านิทานก็เล่าจบตอนสำหรับวันนี้พอดี เขาประสานมือคำนับไปรอบทิศแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่อุดหนุน เรื่อง ‘คนตัดฟืน’ ของท่านซานลิวในวันนี้ขอจบลงเพียงเท่านี้”
“พบกันใหม่พรุ่งนี้ขอรับ”
อ้าว จบแล้วหรือ?
ฟู่เหวินอวี้และแขกคนอื่นๆ ในร้านต่างส่งเสียงเสียดายออกมาพร้อมกัน
เขากำลังฟังเพลินเชียว แม้จะเคยอ่านเนื้อหามาก่อนแล้ว แต่การอ่านกับการฟังนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเล่านิทานผู้นี้ไม่ได้อ่านตามตัวอักษรในหนังสือเป๊ะๆ แต่มีการดัดแปลงใส่สีตีไข่เพิ่มเข้าไป ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดการเล่ายังมีการใช้น้ำเสียงสูงต่ำและลีลาท่าทางประกอบ ทำให้มีรสชาติและน่าติดตามกว่าการอ่านเองเป็นไหนๆ
ทำไมถึงจบแล้วล่ะ?
แขกคนอื่นๆ ในโรงน้ำชาก็รู้สึกเสียดายเช่นกัน
ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นเสียงดัง “ท่านเฟิง เล่าต่ออีกหน่อยเถอะ!”
“ใช่ๆ เล่าต่ออีกสักช่วงเถอะ!” คนอื่นที่ยังฟังไม่จุใจ พอเห็นมีคนเปิดประเด็นก็รีบส่งเสียงสนับสนุนทันที “เล่าต่ออีกหน่อย พวกเราตั้งใจมาฟังนิทานโดยเฉพาะเลยนะ”
“เอาอีก!”
ท่านเฟิงมีท่าทีลังเล “เอ่อ นี่...”
เมื่อเจอกับเสียงเรียกร้องอย่างกระตือรือร้นของลูกค้า ชายวัยกลางคนก็เริ่มลำบากใจ เขาเผลอมองไปทางด้านหลังร้านตรงตำแหน่งที่หลงจู๊นั่งอยู่ นักเล่านิทานอย่างเขาเป็นลูกจ้างที่โรงน้ำชาจ้างมาเล่าเรื่องโดยเฉพาะ แม้เนื้อหาจะไม่ตายตัว แต่เวลานั้นถูกกำหนดไว้ชัดเจน แค่วันละหนึ่งชั่วยามหรือครึ่งชั่วยามเท่านั้น เวลาที่เหลือจะเป็นการแสดงอื่น เช่น การขับร้อง หรือกายกรรม
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเขาลากยาวเกินไป ก็จะไปกินเวลาการแสดงของคนอื่น
หลงจู๊ของโรงน้ำชาเข้าใจความกังวลของท่านเฟิงดี เขาพยักหน้าให้สัญญาณอีกฝ่าย ก่อนจะยิ้มและประสานมือกล่าวกับลูกค้าโดยรอบ “ทุกท่าน โปรดอย่ากดดันท่านเฟิงเลยขอรับ”
“เอาอย่างนี้ดีไหม ให้ท่านเฟิงเล่าเรื่องสั้นๆ ต่ออีกสักช่วง ถือเสียว่าวันนี้ท่านเฟิงใช้เสียงมานานแล้วคงจะเหนื่อย อีกอย่างประเดี๋ยวทุกท่านยังต้องรอฟังเสียงพิณของแม่นางหรูอีก ส่วนเรื่องอื่นๆ รบกวนกลับมาฟังใหม่ในวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้เชิญมาใหม่นะขอรับ”
ความหมายโดยนัยคือ ให้ความสำคัญกับวันพรุ่งนี้ด้วย
ท่านเฟิงเข้าใจความหมายทันที
เขาจึงนั่งลงอีกครั้ง กระแอมไอสองที แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าน้อยจะขอเล่าต่ออีกสักช่วงสั้นๆ”
แขกในโรงน้ำชาส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไร้เหตุผล เมื่อครู่ก็แค่ผสมโรงไปตามน้ำ พอเห็นทั้งหลงจู๊และท่านเฟิงยอมตกลง พวกเขาก็ทยอยกลับไปนั่งที่และตั้งใจฟังอย่างเงียบสงบ
ฟู่เหวินอวี้เองก็เช่นกัน
จากนั้นเขาก็ได้ยินท่านเฟิงเกริ่นนำ “เรื่องที่จะเล่าในคราวนี้เป็นบทประพันธ์ใหม่ เนื่องจากข้าน้อยเพิ่งฝึกซ้อมได้ไม่นาน หากมีข้อบกพร่องประการใด ต้องขออภัยแขกผู้มีเกียรติทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย”
หลังกล่าวถ่อมตัวจบ เขาก็เริ่มเล่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่า อำเภอผิงอัน”
“ในอำเภอนี้มีคหบดีผู้ใจบุญท่านหนึ่ง แซ่หวัง ชาวบ้านต่างพากันเรียกว่า นายท่านหวัง นายท่านหวังผู้นี้สั่งสมคุณงามความดีมาครึ่งค่อนชีวิต ช่วยเหลือคนชราและเลี้ยงดูเด็กกำพร้า นับเป็นคนประเสริฐอย่างแท้จริง”
ฟู่เหวินอวี้: “...” ฟังดูคุ้นหูชอบกล
แล้วเขาก็ได้ยินท่านเฟิงเล่าต่อ “วันหนึ่ง นายท่านหวังต้องออกไปทำธุระต่างเมือง ทิ้งให้มารดาชรา ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ และบ่าวไพร่ไม่กี่คนเฝ้าบ้าน”
“ในคืนนั้น...”
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ ฟู่เหวินอวี้ก็มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า ท่านเฟิงกำลังเล่านิยายเรื่องแรกของเขา ‘นกกาเหว่ายึดรัง: นายน้อยตัวจริงตัวปลอมยากแยกแยะ’
นึกไม่ถึงเลยว่านักเล่านิทานจะนำไปดัดแปลงเล่าเสียแล้ว
สงสัยจริงๆ ว่าพวกเขาจะจ่ายค่าลิขสิทธิ์ไหมนะ
ฟู่เหวินอวี้ฟังเนื้อเรื่องที่คุ้นเคยพลางปล่อยใจให้ล่องลอย
เนื่องจากเรื่อง ‘นายน้อยตัวปลอม’ ตีพิมพ์ทุกห้าวัน ครั้งละประมาณสามพันคำ ปัจจุบันจึงเพิ่งลงพิมพ์ไปได้แค่สองหมื่นคำแรก ซึ่งเป็นช่วงที่จางโก่วเซิ่งถูกคนสกุลจางกลั่นแกล้งสารพัด แต่เขาก็ใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาไปได้ทีละเปราะ จนได้รับความเมตตาจากอาจารย์ในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน
ขณะที่ท่านเฟิงเล่า ฟู่เหวินอวี้ก็ได้ยินแขกโต๊ะรอบข้างซุบซิบวิจารณ์กัน
“โอ้ เรื่องนี้ฟังดูคุ้นๆ นะ”
“ข้ารู้ ข้ารู้!” แขกคนหนึ่งที่เคยอ่านหนังสือพิมพ์กระซิบเสียงเบา “นี่คือนิยายเรื่องใหม่ในหนังสือพิมพ์หลิวโจว เกี่ยวกับแม่นมที่สลับตัวหลานชายตัวเองกับนายน้อยของเจ้านาย”
“ซี๊ด... คนแบบนี้ก็มีด้วย!”
“นั่นสิ!”
“แล้วเรื่องเป็นไงต่อ”
“เฮ้อ มันยังไม่จบน่ะสิ”
เนื้อหาสองหมื่นคำแรกของ ‘นายน้อยตัวปลอม’ นอกจากการสลับตัวเด็กในตอนต้นที่ดูน้ำเน่าไปหน่อย ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวการเติบโตและสู้ชีวิตของจางโก่วเซิ่ง เนื่องจากยังไม่มีปมขัดแย้งอะไรมากไปกว่าเรื่องในครอบครัว ตอนที่เขียนฟู่เหวินอวี้จึงสอดแทรกมุกตลกเข้าไปบ้าง เพื่อให้นักอ่านรู้สึกผ่อนคลาย
ท่านเฟิงผู้นี้สมกับเป็นนักเล่านิทานมืออาชีพของโรงน้ำชา เขามีฝีมือยอดเยี่ยมมาก ตลอดเวลาหลังจากนั้น เขาใช้วิธีการหยุดเว้นจังหวะ การใช้น้ำเสียง และเทคนิคอื่นๆ มาถ่ายทอดนิยายของฟู่เหวินอวี้ได้อย่างออกรส ส่วนที่เป็นมุกตลกขบขันก็เรียกเสียงหัวเราะจากแขกเหรื่อได้ลั่นร้าน
ฟู่เหวินอวี้เห็นว่าเริ่มเย็นแล้ว จึงลุกออกมาก่อนที่เขาจะเล่าจบ
แน่นอนว่าก่อนกลับ เขาไม่ลืมที่จะสั่งขนมขึ้นชื่อของโรงน้ำชาห่อกลับบ้าน รวมถึงไข่ต้มใบชาหอมกรุ่นที่เขาเพิ่งฟาดไปสามฟอง ตั้งใจจะเอาไปฝากมารดาและน้องสาว
หลังจากออกจากโรงน้ำชา เขาก็แวะไปที่ร้านตีเหล็กและตลาด
เขาไปร้านตีเหล็กเพราะว่าในระหว่างที่เขาง่วนอยู่กับการเขียนนิยาย มารดาโจวและฟู่หรงได้ปักผ้าที่รับมาจากร้านปักผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พวกนางกำลังใช้เศษด้ายไหมที่เหลือมาประดิษฐ์เป็นดอกเบญจมาศกำมะหยี่หลากสีหลายขนาด ฟู่เหวินอวี้จึงตัดสินใจสั่งทำเครื่องมือเฉพาะทางให้พวกนาง เช่น คีมปากแหลมและแหนบคีบ
หากจะทำงานให้ได้ดี ก็ต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมเสียก่อน
เนื่องจากเหล็กเป็นสนิมง่าย ฟู่เหวินอวี้จึงกำชับให้ช่างตีเหล็กใช้ทองแดงทำเครื่องมือเหล่านี้แทน พร้อมกันนั้นเขายังสั่งทำลวดทองแดงเส้นเล็กสำหรับใช้ทำก้านดอกไม้กำมะหยี่ โดยนัดหมายมารับของในวันพรุ่งนี้
ส่วนที่ตลาด ฟู่เหวินอวี้รู้สึกว่าครอบครัวเขากินมังสวิรัติมานานเกินไปแล้ว ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ จึงอยากหาซื้อของบำรุงร่างกายกลับไปบ้าง ดังนั้นตอนที่กลับถึงหมู่บ้านสกุลฟู่ นอกจากขนมและไข่ต้มใบชาจากโรงน้ำชาแล้ว เขายังจูงแกะกลับมาด้วยอีกหนึ่งตัว
และเพราะแกะตัวนั้น ฟู่เหวินอวี้จึงตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนตลอดทางเดินกลับบ้าน