- หน้าแรก
- เขียนเรื่องบ้าบออยู่ดีๆ ไหงกลายเป็นกวีเอกไปซะงั้น
- บทที่ 13 หลังจากการแยกบ้าน ฟู่ต้าสือยังคงอาศัยอยู่ที่เรือนหลัก
บทที่ 13 หลังจากการแยกบ้าน ฟู่ต้าสือยังคงอาศัยอยู่ที่เรือนหลัก
บทที่ 13 หลังจากการแยกบ้าน ฟู่ต้าสือยังคงอาศัยอยู่ที่เรือนหลัก
บทที่ 13 หลังจากการแยกบ้าน ฟู่ต้าสือยังคงอาศัยอยู่ที่เรือนหลัก
แต่วันนี้ นอกจากฟู่ต้าสือแล้ว ฟู่ชิงสือ อารองของฟู่เหวินอวี้ก็อยู่ในห้องด้วย ฟู่เหวินอวี้มีความทรงจำเกี่ยวกับอารองผู้นี้ไม่มากนัก เพราะช่วงที่ผ่านมายุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวข้าว จึงต้องออกจากบ้านแต่เช้าและกลับค่ำ ทำให้แทบไม่ได้เจอกัน
“ท่านปู่ ท่านอารอง”
ฟู่เหวินอวี้ทักทายพวกเขาก่อน แล้วจึงวางห่อขนมลง
“ท่านปู่ นี่เป็นขนมที่ร้านหนังสือไคหยวนส่งมาให้ขอรับ ข้าเลยเอามาให้ท่านลองชิมดู”
เขาวางแผนจะบอกฟู่ต้าสือเรื่องการเขียนนิยายในวันนี้ จึงไม่ได้ปิดบังที่มาของขนม ก่อนหน้านี้เขาบอกว่ารับจ้างคัดลอกหนังสือเพราะนิยายยังไม่ได้ตีพิมพ์ และไม่อยากทำตัวให้เป็นที่สนใจมากเกินไป แต่ตอนนี้เมื่อต้องการจะสร้างบ้าน ก็ไม่สามารถปิดบังเรื่องเงินได้อีกต่อไป มิฉะนั้นจะอธิบายที่มาของเงินไม่ได้
เป็นไปตามคาด ฟู่ต้าสือและฟู่ชิงสือต่างถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ร้านหนังสือส่งขนมมาให้เจ้ารึ?”
“ขอรับ เพราะช่วงนี้ข้าเขียนนิยายส่งไป แล้วทางร้านหนังสือเขารับซื้อไว้” ฟู่เหวินอวี้อธิบายสั้นๆ แล้วเข้าเรื่องทันที “ท่านปู่ ข้าอยากจะสร้างห้องเพิ่มอีกสักสองสามห้องขอรับ”
เขาอธิบายเหตุผลเดียวกับที่บอกมารดาโจวให้ฟู่ต้าสือฟังซ้ำอีกครั้ง แล้วจึงกล่าวว่า “ท่านแม่กับข้าไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ เลยอยากจะรบกวนท่านปู่ช่วยจัดการให้หน่อยขอรับ”
ฟู่ต้าสือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอุทานด้วยความยินดี “ดี! ดีมาก!”
“สร้างบ้าน ซื้อที่ดิน เป็นสัญญาณของความเจริญรุ่งเรืองของตระกูล”
“เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนแก่ไม้ใกล้ฝั่งอย่างข้าเถอะ” เขากล่าวพลางยิ้มจนตาหยี “ประจวบเหมาะกับที่พ้นช่วงไว้ทุกข์ร้อยวันของพ่อเจ้าพอดี การสร้างบ้านจึงไม่ใช่เรื่องผิดธรรมเนียม รอเกี่ยวข้าวเสร็จอีกไม่กี่วัน ข้าจะไปหาช่างฝีมือดีในหมู่บ้านมาจัดการเรื่องนี้ให้”
ฟู่ชิงสือเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน “เหวิน... เหวินอวี้ เจ้าจะสร้างบ้านรึ?”
ฟู่เหวินอวี้หันกลับไปส่งยิ้มให้อารองผู้โลภมาก “ขอรับ ช่วงนี้พอจะหาเงินได้บ้าง อารอง พูดถึงเรื่องนี้ ข้าต้องขอบคุณอาสะใภ้รองจริงๆ นะขอรับ”
ฟู่ชิงสือทวนคำอย่างงุนงง “ขอบ... ขอบคุณอาสะใภ้รองของเจ้ารึ?”
“ใช่แล้วขอรับ” ฟู่เหวินอวี้ทำสีหน้าจริงจัง “ถ้าอาสะใภ้รองไม่พูดเมื่อไม่กี่วันก่อนว่าข้าร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะทำนา ข้าคงไม่ปล่อยเช่าที่นาทั้งหมดแล้วหันไปหาหนทางทำมาหากินอย่างอื่น”
“ข้าเองก็นึกไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะมีพรสวรรค์ด้านนี้!”
ฟู่เหวินอวี้เน้นคำว่า ‘พรสวรรค์’ แล้วแสร้งทำท่าทีภูมิใจจนน่าหมั่นไส้
“เริ่มแรก คนที่ร้านหนังสือจ้างข้าคัดลอกหนังสือ ได้ค่าจ้างเดือนละแปดร้อยอีแปะ แล้วพอข้าเขียนนิยายเรื่องแรกยังไม่ทันจบ หลงจู๊จางที่ร้านหนังสือก็ขอซื้อไปทันที บอกว่าเขียนดีมาก แถมยังได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์หลิวโจวของเราด้วย อ้อ จริงสิ ข้าจำได้ว่าอารองก็อ่านหนังสือออกใช่ไหมขอรับ”
“คราวนี้หนังสือพิมพ์หลิวโจวแจกฟรี อารองลองเข้าไปในเมืองหามาอ่านสักฉบับสิขอรับ หลงจู๊จางยังบอกอีกว่า ต่อไปถึงข้าไม่ได้ทำนา ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเลี้ยงครอบครัวแล้ว”
เมื่อเห็นสีหน้าของฟู่ชิงสือเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ฟู่เหวินอวี้ก็แสร้งทำหน้ามีความสุขแล้วพูดต่อ “ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณอาสะใภ้รองที่ช่วยเตือนสติข้าจริงๆ”
“ขอบคุณนะขอรับอารอง ฝากขอบคุณอาสะใภ้รองแทนข้าด้วยตอนท่านกลับไป”
ฟู่ชิงสือ: “...ฮะ?”
เดี๋ยวนะ หลานชายคนโตของเขา หลานชายที่ทำอะไรไม่เป็นนอกจากเรียนหนังสือคนนี้ กลับหางานดีๆ ทำได้ เขียนนิยายเป็น แถมยังหาเงินได้มากพอจะสร้างบ้าน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสองเดือนหลังจากแยกบ้านเนี่ยนะ?
ฟู่ชิงสือรู้สึกร้อนรุ่มในอกขึ้นมาทันที
ฟู่เหวินอวี้เดินออกมาจากเรือนหลักพร้อมรอยยิ้ม
ความไม่เชื่อ ความขุ่นเคือง ความเสียดาย ความอิจฉาริษยา และสีหน้าอื่นๆ ที่ฟู่ชิงสือแสดงออกมาหลังจากได้ยินคำพูดของเขา ช่างชัดเจนและสาแก่ใจยิ่งนัก
เขาแค่ต้องมีชีวิตที่ดีกว่าอีกฝ่ายให้ได้!
อารองผู้นี้ สมัยที่บิดาฟู่ชิงซานยังอยู่ เคยเป็นคนอัธยาศัยดี แสดงความห่วงใยหลานชายเป็นอย่างมาก แต่พอฟู่ชิงซานตายจากไป เขาก็เปลี่ยนท่าทีเป็นปฏิปักษ์ทันที มองว่าครอบครัวของพวกเขากลายเป็นภาระ
เมื่อก่อนอาจเป็นเพราะความเกรงใจ แต่ตอนนี้ฟู่เหวินอวี้รู้สึกว่าถ้าบ้านรองมาหาเรื่องเขาอีก เขาจะถามฟู่ชิงสือไปตรงๆ เลยว่า ตอนแยกบ้านก็ได้เงินไปตั้งเยอะไม่ใช่หรือ? มากกว่าบ้านใหญ่ของพวกเขาตั้งหลายเท่า แล้วทำไมแยกบ้านไปแล้วบ้านรองถึงไม่ได้ดีขึ้นเลยล่ะ ไม่ได้ดีเท่าครึ่งหนึ่งของบ้านใหญ่ด้วยซ้ำ?
เหอะ!
แค่นั้นคงทำให้อีกฝ่ายอกแตกตายได้
ในเรือนหลัก ร่างของฟู่เหวินอวี้ลับสายตาไปแล้ว
บนใบหน้าของฟู่ชิงสือยังคงมีความไม่เชื่อหลงเหลืออยู่ เขาหันไปหาฟู่ต้าสือแล้วพูดว่า “...ท่านพ่อ เมื่อกี้เหวินอวี้บอกว่าเขาหาเงินได้เยอะและจะสร้างบ้าน แถมยังสร้างตั้งสามห้องเชียวนะขอรับ!”
เมื่อเห็นท่าทางไม่ได้เรื่องของบุตรชาย สีหน้าของฟู่ต้าสือก็ขรึมลง
“เหวินอวี้หาเงินได้ มันไม่ดีหรือไง?”
ฟู่ชิงสือตัวแข็งทื่อ รีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน “เปล่าขอรับ เปล่า”
ตอนแยกบ้าน ฟู่ต้าสือยอมตกลงเพราะสัญญาว่าจะช่วยเหลือครอบครัวหลานชายคนโตให้มากขึ้นในอนาคต ดังนั้นถ้าเขาเกิดกล้าพูดว่าไม่ดีตอนนี้ มีหวังโดนดีแน่ และฟู่ชิงสือก็รู้เรื่องนี้ดี
ฟู่ต้าสือแค่นเสียงเย็นชาในลำคอ
“เจ้าควรจะดีใจที่เหวินอวี้ได้ดี”
“อีกอย่าง เรื่องบ้านของเหวินอวี้ หลังเก็บเกี่ยวเสร็จ เจ้าต้องหาเวลาไปช่วยคนในตระกูลขุดฐานรากให้เขาด้วย เขาเพิ่งอายุยังน้อย ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร พวกเราต้องช่วยจัดการให้”
ฟู่ชิงสือมีท่าทีอิดออด ลังเลที่จะรับปาก “แต่ท่านพ่อ ข้ากะว่าจะเข้าไปหางานจิปาถะทำในเมืองหลังเกี่ยวข้าวเสร็จนะขอรับ มันก็ได้เงินวันละไม่กี่อีแปะเหมือนกัน”
ฟู่ต้าสือโบกมือ “ปีนี้เจ้าไม่ต้องไป”
ฟู่ชิงสือ: “...”
เขาไม่กล้าเถียง จึงเดินคอตกกลับห้องของตนไปอย่างห่อเหี่ยว
ในเวลานี้ อาสะใภ้รองสกุลหลิวกำลังนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง หันซ้ายหันขวา พลางลูบปิ่นทองแดงอันใหม่บนศีรษะเป็นระยะ เมื่อเห็นฟู่ชิงสือกลับมา นางก็เอ่ยถามไปตามมารยาท
“ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือ”
ฟู่ชิงสือส่งเสียงอือในลำคออย่างใจลอย
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะก็ดังลอยมาจากเรือนของบ้านใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามลานบ้าน อาสะใภ้รองรีบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที “เอ๊ะ ท่านพี่ว่าพี่สะใภ้ใหญ่กับคนอื่นๆ หัวเราะเรื่องอะไรกันน่ะ”
แต่คำถามของนางกลับไร้คำตอบอยู่นาน อาสะใภ้รองหันไปมองก็พบว่าฟู่ชิงสือนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง ประสานมือหนุนศีรษะ ดูเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด ซึ่งทำให้นางเริ่มโมโหขึ้นมาตงิดๆ
“ท่านพี่ ข้าคุยกับท่านอยู่นะ!”
นางบ่นกระปอดกระแปด “กลับมาจากเรือนหลักก็เอาแต่เหม่อ เรียกก็ไม่ขานรับ ท่านพ่อพูดอะไรกับท่านรึ จะให้พวกเราคืนที่นาให้พี่สะใภ้ใหญ่หรืออย่างไร”
ฟู่ชิงสือถ่มน้ำลาย แล้วพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง
“พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า!”
“ที่ดินแบ่งให้ข้าแล้ว ไม่มีเหตุผลต้องคืนหรอก ข้ากำลังคิดเรื่องสำคัญอยู่ต่างหาก”
อาสะใภ้รองเอียงตัวถามด้วยความใคร่รู้ “เรื่องสำคัญอะไร”
แม้จะอยู่ในห้องของตัวเอง แต่ฟู่ชิงสือก็ยังอดมองซ้ายมองขวาไม่ได้ ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบว่า “เมื่อกี้ข้ากำลังคุยธุระกับท่านพ่ออยู่ แล้วเหวินอวี้ก็เข้ามา เขาบอกท่านพ่อว่าจะสร้างห้องเพิ่มอีกสองสามห้องบนที่ดินตรงนั้น บอกว่าบ้านตอนนี้มันคับแคบเกินไป อยู่ไม่พอ”
อาสะใภ้รองตกใจ “เขาไปเอาเงินมาจากไหน”
“เขาเขียนนิยาย แบบที่นักเล่านิทานเขาเล่ากันนั่นแหละ โอ๊ย เจ้าไม่เข้าใจหรอก” ฟู่ชิงสือนั่งลงที่ขอบเตียง ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ “น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ...”
“เจ้ารู้ไหม ถ้าเรายังไม่แยกบ้าน เงินที่เหวินอวี้ได้จากการเขียนนิยายก็ต้องแบ่งเข้ากองกลางเหมือนตอนที่พี่ใหญ่ยังอยู่ แต่ตอนนี้แยกบ้านกันแล้ว ท่านพ่อคงไม่เอ่ยปากเรื่องนี้แน่ แถมเมื่อกี้ท่านพ่อยังสั่งอีกว่าหลังเกี่ยวข้าวปีนี้ ห้ามข้าเข้าไปหางานทำในเมือง แต่ต้องอยู่ช่วยเหวินอวี้สร้างบ้านก่อน”
เมื่อนึกถึงบ้านหลังนั้น ฟู่ชิงสือก็รู้สึกร้อนรุ่มในอกขึ้นมาอีกครั้ง
“น่าเสียดาย เสียดายจริงๆ”
เขาเสียดายทั้งเรื่องที่แยกบ้านเร็วเกินไป ทำให้ไม่ได้ส่วนแบ่งจากหลานชายคนโต และเสียดายที่ตัวเองมีความรู้น้อยเกินไป อย่าว่าแต่เขียนนิยายเลย ให้เอามาวางตรงหน้า เขาก็ยังอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ
อาสะใภ้รองเองก็รู้สึกเสียดายเช่นกัน
ดวงตาของนางกลอกกลิ้งไปมา นางรู้สึกว่ายังต้องหาเวลาไปหยั่งเชิงพี่สะใภ้ใหญ่อีกสักรอบ เศรษฐีเฉินรับปากด้วยตัวเองเลยนะว่าถ้าบ้านใหญ่ยอมยกรหรงเจี๋ยเอ๋อร์ให้แต่งงาน เขาจะให้เงินค่านายหน้าตั้งสองตำลึง
พอได้เงินค่านายหน้ามาเมื่อไหร่ นางจะไปซื้อปิ่นเงินมาใส่สักอัน ปิ่นทองแดงนี่มันยังดูต่ำต้อยไปหน่อย
ฟู่เหวินอวี้ไม่รู้เลยว่าบ้านรองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังจ้องตาเป็นมันกับเงินที่เขาหามาได้ เมื่อจัดการเรื่องสร้างบ้านเรียบร้อยแล้ว เขาก็กลับมาดำดิ่งสู่พล็อตเรื่อง “นายน้อยตัวปลอม” อีกครั้ง
ก่อนหน้านี้เขาเขียนถึงตอนที่นายท่านหวังเริ่มระแคะระคายบางอย่างจากคำพูดของฮูหยินหวังและพฤติกรรมแปลกๆ ของแม่เฒ่าจาง จึงตัดสินใจตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด
ในเวลานี้ ครอบครัวสกุลจางที่กำลังตื่นตระหนกย่อมไม่อาจทนต่อการตรวจสอบได้ ดังนั้นภายใต้คำสั่งของนายท่านหวัง พ่อบ้านหวังจึงชวนพ่อเฒ่าจางไปดื่มเหล้าจนเมามาย และหลอกถามความจริงจากปากของบิดาเฒ่าที่เป็นห่วงลูกชายแท้ๆ ของตนได้สำเร็จ
หวังฟู่กุ้ยไม่ใชลูกชายของนายท่านหวัง
จางโก่วเซิ่งต่างหากที่เป็นตัวจริง!
และพ่อเฒ่าจางที่เมามายยังเผยความลับออกมาอย่างกระท่อนกระแท่นอีกว่า
ความจริงแล้วบรรพบุรุษของสกุลหวังมีความเกี่ยวดองกับสกุลจาง และนายท่านหวังตอนหนุ่มๆ ก็หน้าตาคล้ายกับพ่อเฒ่าจางอยู่บ้าง ดังนั้นแม่เฒ่าจางที่เข้ามาเป็นแม่นมให้นายท่านหวังในสกุลหวัง จึงเริ่มมีความคิดชั่วร้ายก่อตัวขึ้นในใจ ปีนั้นนางอาศัยจังหวะที่นายท่านหวังเดินทางไปทำธุระต่างเมือง และสกุลหวังขาดผู้นำ แอบสลับตัวเด็กทารกทั้งสองคน!
เมื่อนายท่านหวังได้รับรู้ความจริง ก็ตกใจอย่างยิ่งแล้วจึงเปลี่ยนเป็นความยินดีปรีดา!
แล้วเรื่องราวจะจบลงแค่นี้หรือ?
สกุลหวังกับสกุลจางปรับความเข้าใจกัน สกุลจางถูกลงโทษ แล้วสกุลหวังก็รับตัวลูกชายแท้ๆ คือจางโก่วเซิ่งกลับมา จากนั้นครอบครัวก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป?
แน่นอนว่าไม่!
ยังไงเขาก็เป็นนักเขียนสายดราม่าน้ำเน่าอยู่แล้ว
ฟู่เหวินอวี้รู้สึกว่าต้องให้นักอ่านยุคโบราณได้ลิ้มรสความคิดสร้างสรรค์ของนักเขียนยุคปัจจุบันเสียหน่อย เขาจึงเปลี่ยนสไตล์การเขียนและบรรจงเขียนฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดของเรื่อง
พิสูจน์สายเลือดด้วยการหยดเลือด!