- หน้าแรก
- เขียนเรื่องบ้าบออยู่ดีๆ ไหงกลายเป็นกวีเอกไปซะงั้น
- บทที่ 9 หลังจากได้ยินคำพูดของยายเฒ่าจาง
บทที่ 9 หลังจากได้ยินคำพูดของยายเฒ่าจาง
บทที่ 9 หลังจากได้ยินคำพูดของยายเฒ่าจาง
บทที่ 9 หลังจากได้ยินคำพูดของยายเฒ่าจาง
ใบหน้าของพ่อจางก็ซีดเผือด ท่าทีขึงขังที่ใช้ดุด่าจางโก่วเซิ่งเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เขาถามเสียงตะกุกตะกัก "นะ... นี่ ท่านแม่ เขาหน้าเหมือนคนคนนั้นจริงๆ หรือ?"
"ข้า... ข้าจำไม่ได้แล้ว"
เขาเคยพบนายท่านหวังเพียงไม่กี่ครั้งในสมัยยังหนุ่ม ครั้นได้พบกันอีกครั้งในภายหลัง นายท่านหวังก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ราวกับซาลาเปาไปเสียแล้ว เขาจึงไม่ได้สังเกตเลยว่าจางโก่วเซิ่งกับนายท่านหวังมีความคล้ายคลึงกัน
แต่ถึงเขาจะจำไม่ได้ ยายเฒ่าจางกลับจำได้แม่นยำ
"รีบไล่มันกลับไปซะ!" นางสั่งลูกชายเสียงเขียว
พ่อจางรีบตอบรับด้วยความประหม่า "ครับๆ เดี๋ยวข้าจะพามันกลับไป ที่พามันมาคราวนี้ก็เพราะเมื่อวานข้าทำงานจนหลังเคล็ด เลยให้มันช่วยแบกตะกร้าตามหลังมา"
"อ้อ ตะกร้า!"
ดวงตาของพ่อจางเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาหันไปพูดกับยายเฒ่าจางว่า "ท่านแม่ ข้าเอาผักดองที่ฟู่กุ้ยชอบกินมาด้วย อยู่ในตะกร้านั่นแหละ ไม่รู้ว่าป่านนี้ฟู่กุ้ยจะยังชอบกินอยู่ไหม ข้าจำได้ว่าท่านเคยบอกว่าตอนเด็กๆ เขาชอบกินผักดองของบ้านเรามาก"
เมื่อเอ่ยถึงหลานชายสุดที่รัก ใบหน้าของยายเฒ่าจางก็แย้มยิ้มออกมา
"เขาชอบมากเชียวล่ะ" นางกล่าว "ข้าต้องทำให้เขากินทุกปี อ้อ ของที่เจ้าเอามานี่ฝีมือชุ่ยเหนียงใช่ไหม? ชุ่ยเหนียงเป็นแม่บังเกิดเกล้าของฟู่กุ้ย เขาควรจะได้ลิ้มรสผักดองฝีมือแม่แท้ๆ ของตัวเองบ้าง"
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า "เอาอย่างนี้ เจ้าตามข้าเข้ามา"
ยายเฒ่าจางกระซิบเสียงเบา "เจ้าไม่ได้เจอฟู่กุ้ยมาหลายปีแล้วใช่ไหม? เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปแอบดูเขา ตอนนี้ฟู่กุ้ยกำลังเรียนหนังสืออยู่กับท่านอาจารย์ ท่องบทกวีได้แล้ว ลายมือก็สวยเชียวล่ะ เขาโตขึ้นมากเลยนะ!"
"ส่วนเจ้าโก่วเซิ่ง ก็ไล่มันกลับไปก่อน"
พ่อจางย่อมไม่มีข้อขัดข้องที่จะได้เห็นหน้าลูกชายแท้ๆ เขาไล่จางโก่วเซิ่งกลับไป จากนั้นก็กัดฟันแบกตะกร้าหนักอึ้งเดินเข้าประตูหลังของคฤหาสน์ตระกูลหวังตามยายเฒ่าจางไป โดยไม่สนอาการปวดหลังที่ยังกำเริบอยู่จางๆ
ทว่าพ่อจางผู้กระตือรือร้นที่จะไปดูหน้าลูกชายในสายเลือดอย่างหวังฟู่กุ้ย กลับไม่ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นอย่างที่วาดฝันไว้ แต่กลับต้องเผชิญกับความดูแคลนเหยียดหยาม
หวังฟู่กุ้ยรู้สึกว่ายายเฒ่าจางคงจะเลอะเลือนตามประสาคนแก่ ที่พาชาวบ้านร้านตลาดที่ไหนไม่รู้มาให้เขาดู เขาจึงไม่แม้แต่จะปรายตามอง เพียงแต่เห็นแก่หน้ายายเฒ่าจาง จึงสั่งให้สาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งมอบถุงเงินให้เป็นรางวัล
สาวใช้ผู้นั้นเห็นพ่อจางเป็นเพียงคนมาขอส่วนบุญ จึงไม่เพียงไม่ให้เกียรติ แต่ยังสั่งให้เขาโขกศีรษะขอบคุณหวังฟู่กุ้ยอีกด้วย
แต่พ่อจางจะเต็มใจโขกศีรษะให้ลูกชายตัวเองได้อย่างไร? เขายืนอึ้ง ทำตัวไม่ถูก และสับสน... ทว่ายายเฒ่าจางผู้รู้ความจริงกลับไม่ห้ามปราม ไม่เพียงไม่ห้าม พอเห็นสีหน้าไม่พอใจของหวังฟู่กุ้ย นางกลับหันมาสั่งให้พ่อจางโขกศีรษะเสียอีก
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังพูดประจบหวังฟู่กุ้ยว่า "คุณชายฟู่กุ้ย ลูกชายของบ่าวไม่ค่อยได้เห็นโลกกว้าง โปรดอย่าถือสาเลยเจ้าค่ะ" จากนั้นนางก็หันมาดุพ่อจางเสียงเข้ม "ยังไม่รีบโขกศีรษะขอบคุณคุณชายฟู่กุ้ยอีกหรือ?"
"คุณชายฟู่กุ้ยเป็นหลานชายคนเดียวของตระกูลหวังเชียวนะ สูงส่งยิ่งนัก!"
ดังนั้นพ่อจางจึงจำใจโขกศีรษะด้วยความมึนงง และเดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลหวังไปอย่างเหม่อลอย
ส่วนความหวังของพ่อจางที่อยากให้ยายเฒ่าจางฝากฝังลูกสาวคนโตให้มาทำงานเป็นสาวใช้ในตระกูลหวังนั้น ย่อมไม่เป็นผล ยายเฒ่าจางเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งหวังฟู่กุ้ยจะได้กลับคืนสู่ตระกูลที่แท้จริง ถึงเวลานั้นครอบครัวของนางจะได้เสพสุขไม่รู้จบ จะต้องการลูกเขยที่เป็นบ่าวไพร่ไปทำไม? สู้หาครอบครัวดีๆ ที่ซื่อสัตย์ให้หลานสาวคนโตจะดีกว่า
รอให้หวังฟู่กุ้ยกลายเป็น 'จางฟู่กุ้ย' เมื่อไหร่ ค่อยให้เขามาช่วยเหลือจุนเจือพวกนางก็ยังไม่สาย
เมื่อเขียนถึงตรงนี้ ฟู่เหวินอวี้ก็วางพู่กันลง
เขารู้สึกว่าฉากนี้ช่างเสียดสีประชดประชันยิ่งนัก และเชื่อว่าผู้อ่านจะต้องรู้สึกสะเทือนอารมณ์เมื่อได้อ่าน
ไม่ว่าจะรู้สึกสงสารจางโก่วเซิ่งที่มาถึงหน้าบ้านตัวเองแท้ๆ แต่กลับเข้าไม่ได้และถูกขับไล่ไสส่ง หรือจะโกรธแค้นแทนพ่อจางที่ต้องก้มหัวโขกศีรษะให้ลูกชายตัวเอง หรือเกลียดชังยายเฒ่าจางที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด เป้าหมายของฟู่เหวินอวี้ก็บรรลุแล้ว
เขาได้เรียนรู้สัจธรรมข้อหนึ่งจากกระบวนการเขียนนิยายเรื่อง 'เซ่นสังเวยสวรรค์' ของเขาว่า การเขียนแบบเรียบๆ เรื่อยๆ นั้นไม่มีอนาคต!
มันต้องมีดราม่า! ต้องมีความขัดแย้ง!
ดังนั้น ในวินาทีถัดมา เขาจึงเปลี่ยนสไตล์การเขียน โดยเล่าถึงจางโก่วเซิ่งที่เดินจากประตูคฤหาสน์ตระกูลหวังมายังถนนใหญ่ เขาตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแปลกใหม่ริมทางจนเกือบถูกรถม้าชน
และในรถม้าคันนั้น คือนายท่านหวังที่ทำธุระเสร็จและเดินทางกลับมาจากต่างเมืองก่อนกำหนด!
พ่อลูกคู่นี้ก็ได้พบกันแล้วเช่นกัน!
อาการบาดเจ็บของจางโก่วเซิ่งจากการถูกรถเฉี่ยวชนนั้นไม่สาหัส เพียงแค่ถลอกปอกเปิกเล็กน้อย พักฟื้นสามถึงห้าวันก็หาย
แต่นายท่านหวังผู้มีรูปร่างท้วมนั้นเป็นคนใจบุญสุนทาน และเขาก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างประหลาด เขาจึงไม่เพียงลงจากรถมาขอโทษจางโก่วเซิ่งด้วยตัวเอง แต่ยังพาเขาไปส่งที่โรงหมอ กำชับให้หมอทำแผลให้อย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเห็นเสื้อผ้าที่มีรอยปะชุนและรูปร่างซูบผอมของจางโก่วเซิ่ง เขาก็เกิดความเมตตา มอบเงินให้ห้าตำลึง
แต่จางโก่วเซิ่งปฏิเสธ
เขาเอ่ยอย่างจริงใจว่า "นายท่านหวัง เป็นข้าเองที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือจึงไปชนรถม้าของท่าน ท่านไม่เอาความแถมยังพาข้ามาทำแผลก็นับเป็นพระคุณอย่างสูงแล้ว"
"ข้ารับเงินของท่านไม่ได้หรอกขอรับ!"
"ถึงแม้บ้านข้าจะยากจน แต่ข้าก็เป็นผู้มีความรู้ ท่านอาจารย์เคยสอนไว้ว่า 'วิญญูชนพึงรู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ' การรับเงินของท่านเข้าข่าย 'สิ่งที่ไม่ควรทำ' ดังนั้นข้าจึงรับไว้ไม่ได้"
ดวงตาของนายท่านหวังเป็นประกาย เขาเอ่ยชมเชย "ดี! เป็นเด็กดีจริงๆ!"
เขายิ่งมองจางโก่วเซิ่งก็ยิ่งพอใจ ไม่เพียงรู้สึกว่าเด็กคนนี้หน้าตาใจดี แต่ยังรู้สึกว่าอุปนิสัยใจคอช่างคล้ายคลึงกับตนเองเหลือเกิน นึกอยากให้จางโก่วเซิ่งเป็นลูกของตนจริงๆ
แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่
เขาจึงจำต้องบอกลาจางโก่วเซิ่งด้วยความเสียดาย โดยทิ้งที่อยู่ไว้ให้และกำชับว่าหากมีเรื่องเดือดร้อนให้ไปหาที่ตระกูลหวัง จากนั้นเขาก็ถอนหายใจและเดินทางกลับบ้าน
ใครจะรู้ว่าพอไปถึงบ้าน เขาจะเห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างหวังฟู่กุ้ยไม่ได้ไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา แต่กลับกำลังวิ่งไล่จับหยอกล้อกับสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มหลายคนอยู่ในลานบ้าน ดูเป็นคุณชายเสเพลเต็มขั้น
อารมณ์ของนายท่านหวังพุ่งปรี๊ด เขาคว้าไม้เรียวเดินดุ่มๆ เข้าไปหาทันที
ต่อจากนั้น ฟู่เหวินอวี้ได้อ้างอิงฉาก 'เป่าอวี้ถูกตี' จากวรรณกรรมเรื่อง 'ความฝันในหอแดง' โดยบรรยายปฏิกิริยาของคนทั้งตระกูลอย่างออกรสเมื่อไข่ในหินของบ้านถูกลงโทษ
สาวใช้และแม่นมวิ่งวุ่นกันให้โกลาหล
ฮูหยินหวังร้องไห้ปานจะขาดใจ อยากจะเจ็บแทนลูก
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังตะโกนก้อง "ตีมันเลย ตีข้าให้ตายไปพร้อมกับมันด้วยสิ" พอได้ยินนายท่านหวังตอบว่า 'ไม่กล้า' นางก็ด่าทอต่อว่าเขา "วันๆ ไม่เคยอยู่ติดบ้าน พอโผล่หัวกลับมาก็เอาแต่ตะคอกข่มขู่จะทุบตี" ถามว่าเขาไม่เห็นหัวแม่ตัวเองแล้วหรืออย่างไร ฯลฯ
สุดท้ายเรื่องก็จบลงแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น
ในช่วงสองปีต่อมา นายท่านหวังต้องเดินทางไปทำการค้าต่างถิ่นบ่อยครั้ง การอบรมสั่งสอนหวังฟู่กุ้ยจึงหย่อนยานลงเรื่อยๆ ด้วยความช่วยเหลือของยายเฒ่าจาง หวังฟู่กุ้ยจึงสวมบทบาทเด็กดีต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินหวังได้อย่างแนบเนียน แต่ลับหลังกลับทำตัวเหลวแหลก มักจะโดดเรียนและถึงขั้นทุบตีบ่าวไพร่
เมื่ออายุได้สิบห้าปี เขาบังเอิญเจอกับชายชราคนหนึ่งขวางทางขณะออกไปเที่ยวเล่น และพลั้งมือทุบตีชายชราจนตาย
หวังฟู่กุ้ยที่ฆ่าคนตายรีบหนีกลับบ้านด้วยความหวาดกลัว
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเลวร้ายของตัวละคร ฟู่เหวินอวี้จึงบรรยายเหตุการณ์หลังจากที่เขากลับถึงบ้านอย่างละเอียด
นายน้อยแห่งตระกูลหวังทีแรกก็ตกใจกลัวจนลนลาน แต่ค่อยๆ กลับมาลำพองใจอีกครั้งด้วยคำปลอบประโลมของคนรอบข้าง โดยเฉพาะยายเฒ่าจาง พอตื่นจากงีบกลางวัน เขาก็ถึงกับคิดว่า 'ก็แค่คนคนหนึ่งไม่ใช่หรือ? แม่ของเขาซื้อคนมาในราคาแค่สิบตำลึง งั้นเขาแค่จ่ายค่าตัวสักสิบตำลึงเหมือนซื้อคนมาก็จบเรื่องแล้วไม่ใช่หรือไง?'
คนรับใช้ในบ้านเขาจะตบตียังไงก็ได้
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือทำอะไร ครอบครัวของผู้ตายก็ได้ไปร้องเรียนที่ที่ว่าการอำเภอ ขอให้นายอำเภอคืนความเป็นธรรม ดังนั้นด้วยความโกรธเกรี้ยว นายอำเภอจึงสั่งให้มือปราบไพร่พลบุกไปจับกุมตัวหวังฟู่กุ้ยถึงคฤหาสน์ตระกูลหวัง
ตอนนั้นเองที่คนตระกูลหวังเพิ่งรู้ว่าหวังฟู่กุ้ยไปฆ่าคนตาย!
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังตกใจจนล้มป่วยทันที ฮูหยินหวังหน้ามืดเป็นลมล้มพับไป ส่วนนายท่านหวังแม้จะไม่เป็นลม แต่เขาก็วิ่งโซซัดโซเซออกไปสอบถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อหู จนได้ความว่าเมื่อเช้าตรู่นี้ หวังฟู่กุ้ยสั่งให้คนจับตัวชายชราไว้ แล้วพุ่งเข้าไปชกต่อยเตะถีบ เพียงเพราะชายชราหลบทางให้ช้าเกินไป
ลูกเตะลูกหนึ่งเข้าที่ขมับของชายชราอย่างจัง จนถึงแก่ความตาย
นายท่านหวังผู้ภาคภูมิใจในความซื่อสัตย์สุจริตทั้งในการค้าและการดำเนินชีวิต ยืนตะลึงงันอยู่กลางถนนที่ว่างเปล่า สายตาเหม่อลอย ท่ามกลางใบไม้แห้งที่ปลิวว่อน... ฟู่เหวินอวี้วางพู่กันลงแล้วบิดขี้เกียจ
เมื่อวานหลังจากจัดการเรื่องฟู่ต้าสือเสร็จ เขาก็นั่งเขียนนิยายอยู่ที่โต๊ะจนแสงตะวันลับฟ้าจนมองไม่เห็นถึงได้กินข้าว ระหว่างกินก็ขบคิดพล็อตเรื่องไปด้วย และคิดต่อจนกระทั่งเข้านอน
ฟู่เหวินอวี้รู้สึกว่าเนื้อหาช่วงนี้ควรจะมีภาพประกอบแทรกสักหน่อย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกอันไม่อยากจะเชื่อ สิ้นหวัง และเจ็บปวดของนายท่านหวังได้ดียิ่งขึ้น
แต่นั่นเป็นเรื่องที่ต้องทำทีหลัง ตอนนี้เขาต้องเขียนต่อ
ทว่าพอเขาจรดปลายพู่กันที่ชุ่มหมึกกลับลงไปบนกระดาษ เขาก็พลันตระหนักถึงปัญหาข้อหนึ่ง นิยายเรื่อง 'คุณชายตัวปลอม' นี้มีบทบาทเด่นของผู้หญิงน้อยเกินไป
ตัวละครหญิงที่มีบทบาทไม่กี่คนในเรื่อง ถ้าไม่ใช่ยายเฒ่าจางที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต ก็เป็นฮูหยินผู้เฒ่าหวังกับฮูหยินหวังที่รักลูกหลานในทางที่ผิดและยึดติดกับจารีตประเพณีจนเกินไป หรือไม่ก็พี่สาวคนโตตระกูลจางที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา หรือพวกสาวใช้แม่นมในตระกูลหวังที่คอยส่งเสริมการทำชั่ว ตัวละครหญิงฝ่ายดีมีน้อยจนน่าใจหาย
ผิดกับตัวละครชาย นอกจากตัวเอกอย่างจางโก่วเซิ่งที่เป็นตัวแทนของความดีงาม มุ่งมั่น และขยันหมั่นเพียรแล้ว นายท่านหวังเองก็มีบุคลิกที่น่ายกย่อง นอกจากสองคนนี้แล้ว นายอำเภอผิงอันที่กำลังจะปรากฏตัวในเรื่องก็เป็นบุคคลที่มีไหวพริบและเก่งกาจ
ล้วนแต่เป็นตัวละครฝ่ายดีทั้งสิ้น
ในทางกลับกัน การบรรยายด้านดีของผู้หญิงกลับมีน้อยเกินไป
ฟู่เหวินอวี้ไม่ได้เจตนา ในเมื่อตัวเอกเป็นผู้ชาย คนรอบข้างย่อมมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และความสนใจของผู้เขียนก็มักจะไปโฟกัสที่การสร้างตัวละครชาย
แต่เขาหวนนึกถึงนางโจว นึกถึงฟู่หรง... เขาจำรอยยิ้มที่มีความสุขของพวกนางตอนที่เขาสอนทำดอกไม้กำมะหยี่ได้ และจำสีสันสดใสที่พวกนางแสดงออกมาตอนไปขายงานปักในเมืองวันนั้น ฟู่เหวินอวี้รู้สึกว่าเขาควรทำอะไรสักอย่าง
ดังนั้นหลังจากไตร่ตรองดูแล้ว เขาจึงตัดสินใจเพิ่มตัวละครใหม่เข้าไปหนึ่งตัว
ตัวละครนี้ไม่ใช่นางเอก นางเอกถูกกำหนดตัวไว้แล้ว คือลูกสาวของท่านอาจารย์ที่จางโก่วเซิ่งแต่งงานด้วยหลังจากสอบได้จอหงวน ซึ่งมีบทบาทในเรื่องไม่ถึงร้อยคำ เพราะแก่นของเรื่องนี้คือ 'คุณชายตัวปลอม' ไม่ใช่นิยายรักโรแมนติก ดังนั้นนางเอกจึงไม่จำเป็นต้องบรรยายอะไรมาก
ตัวละครใหม่นี้คือลูกสาวของชายชราที่ถูกตีตาย นามว่า 'หลิวฮุ่ย'
นอกจากนี้ ฟู่เหวินอวี้ยังเพิ่มพล็อตเรื่องใหม่อีกจุดหนึ่ง ในวันที่เกิดเหตุฆาตกรรม จางโก่วเซิ่งก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เขาเข้าเมืองมาอีกครั้งเพื่อส่งจดหมายของท่านอาจารย์ที่โรงเรียนในหมู่บ้านให้แก่สหาย ระหว่างทางไปส่งจดหมาย เขาบังเอิญเจอหวังฟู่กุ้ยกำลังทุบตีคน เขาจึงพุ่งเข้าไปห้ามปราม แต่ถูกบ่าวไพร่ตระกูลหวังขวางไว้และถูกรุมซ้อมแทน
เมื่อจางโก่วเซิ่งในสภาพฟกช้ำดำเขียวร่วมกับชาวบ้านพลเมืองดีช่วยกันนำศพชายชรากลับไป หลิวฮุ่ยร้องไห้ปานจะขาดใจ จากนั้นด้วยความช่วยเหลือของพวกเขา นางจึงเข็นศพพ่อไปร้องเรียนต่อทางการ
ยิ่งไปกว่านั้น ในเหตุการณ์ต่อมา เมื่อนายท่านหวังนำของขวัญล้ำค่ามาขอขมาและแบกหน้าขอให้นางยกโทษให้หวังฟู่กุ้ยเพื่อผ่อนหนักเป็นเบา นางก็ถ่มน้ำลายใส่นายท่านหวังเต็มหน้า
นางด่าทอด้วยดวงตาแดงก่ำ "ถุย! เก็บเงินสกปรกของท่านแล้วไสหัวไปซะ!"
"นั่นพ่อของข้านะ!"
"พ่อข้าทำผิดอะไร? เขาแค่เดินบนถนนดีๆ เพียงเพราะหลบทางให้ช้าหน่อยเดียว ก็ต้องมาถูกทุบตีอย่างทารุณ จิตสำนึกของคนตระกูลหวังถูกหมาคาบไปกินหมดแล้วหรือ?"
นางจ้องนายท่านหวังเขม็ง "ถ้าท่านมีพ่อ ถ้าท่านเป็นพ่อที่ดี ท่านคงไม่มาพูดจาแบบนี้กับข้า ข้าอยากจะกินเลือดกินเนื้อไอ้คนแซ่หวังนั่นด้วยซ้ำ"
"จะให้ข้ายกโทษให้มันงั้นรึ?"
"ฝันไปเถอะ!"
นายท่านหวังถูกด่าจนหน้าชา ไร้ซึ่งหนทางจะกล่าววาจา จำต้องพาคนของตนล่าถอยกลับไป
หลังจากเขียนพล็อตช่วงนี้เสร็จ ฟู่เหวินอวี้ก็ย้อนกลับไปอ่านเนื้อหาช่วงต้นและแก้ไขรายละเอียดเล็กน้อย เขารู้สึกว่าตัวละครใหม่มีบทบาทเพียงพอแล้ว ณ จุดนี้ และเรื่องราวควรจะเบนความสนใจกลับไปที่ตระกูลหวัง เพื่อเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของจางโก่วเซิ่งเสียที