- หน้าแรก
- เขียนเรื่องบ้าบออยู่ดีๆ ไหงกลายเป็นกวีเอกไปซะงั้น
- บทที่ 6 ฟู่เหวินอวี้ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
บทที่ 6 ฟู่เหวินอวี้ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
บทที่ 6 ฟู่เหวินอวี้ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
บทที่ 6 ฟู่เหวินอวี้ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในช่วงไว้ทุกข์ ไม่ว่าจะห้ามดื่มสุรา ห้ามแต่งงาน หรือห้ามเข้าสอบขุนนาง
แต่ไอ้กฎห้ามกินเนื้อสัตว์นี่มันช่างโหดร้ายป่าเถื่อนสิ้นดี แม้เขาจะเพิ่งเริ่มงดเว้นเนื้อสัตว์ได้ไม่นาน แต่ก็เริ่มกังวลแล้วว่าจะประทังชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยตลอดสองปีกว่านี้ได้อย่างไร
โชคดีที่ยังมีไข่ไก่
แม้ไข่ไก่จะเทียบกับเนื้อสัตว์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย
ในขณะเดียวกัน เขาก็เพิ่งตระหนักว่าก่อนหน้านี้ที่บ้านไม่มีไข่ไก่กินเลย น่าจะเป็นเพราะเงินเก็บของโจวซื่อร่อยหรอลงทุกที นางจึงประหยัดทุกวิถีทาง ทำผักดองกินทุกวัน นานๆ ครั้งถึงจะยอมควักเงินหนึ่งอีแปะซื้อเต้าหู้มาสักก้อน แถมเพราะเครื่องปรุงขาดแคลน เต้าหู้ที่ซื้อมาจึงทำได้แค่ต้มเป็นแกงจืดใส่ผัก รสชาติจืดชืดไม่ชวนเจริญอาหารเอาเสียเลย
แต่ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ไข่ไก่ราคาแค่สองอีแปะได้สามฟอง และเพื่อให้มีไข่กินตลอดในภายหน้า โจวซื่อจึงกัดฟันซื้อแม่ไก่รุ่นกระทงมาสองตัว เลี้ยงต่ออีกสักเดือนก็น่าจะเริ่มออกไข่ได้ นั่นทำให้ระหว่างทางกลับบ้าน ฟู่เหวินอวี้เฝ้ามองแม่ไก่สองตัวนั้นด้วยดวงตาเป็นประกาย
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านสกุลฟู่ ก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว
ป่านนี้ทุกบ้านคงทานมื้อเที่ยงกันเรียบร้อย
แม้หมู่บ้านสกุลฟู่จะไม่ได้ร่ำรวย แต่พื้นที่แถบนี้ปลูกข้าวได้ปีละสองครั้ง ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงไม่อดอยาก หากกินข้าวต้มมื้อเช้าและเย็น ก็ยังพอมีกินครบสามมื้อ เพียงแต่อาหารมักจะขาดไขมันไปบ้าง
เฉกเช่นหมู่บ้านระแวกใกล้เคียง ชาวบ้านที่มีที่นาน้อยและไถหว่านเสร็จแล้ว ต่างพากันมาจับกลุ่มกันใต้ต้นไทรใหญ่หน้าหมู่บ้าน บ้างก็นั่งฟั่นเชือกฟาง บ้างก็จับกลุ่มคุยสัพเพเหระ หรือไม่ก็นั่งสัปหงกอยู่บนม้านั่งของตัวเองโดยไม่ทำอะไรเลย
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่และพวกผู้หญิง
ทันทีที่ฟู่เหวินอวี้และครอบครัวปรากฏตัวที่หน้าหมู่บ้าน พวกเขาก็ตกเป็นเป้าสายตาทันที
"ซื้อไก่มาด้วยรึ!"
คนแรกที่ปรี่เข้ามาคือ 'เวินซื่อ' หรือป้าสะใภ้สี่ ขาเมาท์ประจำหมู่บ้าน ทันทีที่นางเห็นสุ่มไก่ในมือของฟู่เหวินอวี้ ดวงตาก็กลอกกลิ้งไปมาอย่างเจ้าเล่ห์
"อ้าว นี่มันภรรยาท่านซิ่วไฉกับเหวินอวี้นี่นา? เพิ่งกลับจากในเมืองกันมาล่ะสิ? ไก่สองตัวที่ซื้อมานี่อ้วนท้วนสมบูรณ์ดีจริง น่ากินเชียว!"
โจวซื่อบอกให้ฟู่เหวินอวี้และฟู่หรงทักทาย 'ป้าสะใภ้สี่' ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงนุ่ม "ใช่จ้ะ เข้าเมืองมา ป้าสะใภ้สี่ พวกเรายังมีธุระที่บ้าน ต้องขอตัวก่อนนะ"
"เดี๋ยวๆๆ อย่าเพิ่งรีบไปสิ!"
เวินซื่อรีบคว้ามือโจวซื่อไว้ "ไก่พวกนี้จะเอาไปต้มหรือตุ๋นล่ะ?"
"ข้าได้ยินแม่ของชุนฮวาน้องสะใภ้เจ้าบอกว่าพวกเจ้าเชือดไก่ไม่เป็น เห็นทีไรเป็นต้องหลบไปไกลๆ แต่เจ้ากลัวข้าไม่กลัวนี่! ส่งมา ให้ข้าช่วยเชือดให้ รับรองถอนขนเกลี้ยงเกลาไม่เหลือสักเส้น"
พูดจบ นางก็ยื่นมือจะมาแย่งสุ่มไก่จากมือฟู่เหวินอวี้
เดี๋ยว ใครบอกว่าจะเชือดกินกัน?
แม้ชาติก่อนฟู่เหวินอวี้จะเคยอ่านและเขียนนิยายย้อนยุคแนวสู้ชีวิตในชนบทมาเยอะเพื่อหาข้อมูล แต่เขาก็ยังตกใจกับท่าทางคุกคามของนาง และดูจากทรงแล้ว ถ้าให้นางเชือดให้จริง มีหวังเนื้อไก่คงไม่ได้ตกถึงท้องบ้านเขาครบทุกส่วนแน่ เผลอๆ จะหายไปหลายชิ้น
โจวซื่อเองก็ตกตะลึง นางรีบปฏิเสธ "ป้าสะใภ้สี่ เราไม่ได้จะเชือดไก่สองตัวนี้ เราจะเอาไปเลี้ยงเอาไข่ อีกอย่างเหวินอวี้เป็นบัณฑิต ช่วงไว้ทุกข์บ้านเราไม่กินเนื้อสัตว์หรอกจ้ะ"
ขืนเรื่องหลุดออกไปอาจกระทบต่อการสอบขุนนางของลูกชาย เวินซื่อเองก็อยากให้ลูกชายตัวเองสอบได้ตำแหน่งขุนนางเช่นกัน ปกติแค่วันธรรมดานางยังทำแค่เพิ่มไข่ให้ลูกกินสักฟอง ไม่กล้าทำอะไรนอกลู่นอกทาง ยิ่งเรื่องกินเนื้อสัตว์อย่างโจ่งแจ้งนี่ไม่ต้องพูดถึง
เมื่อความหวังพังทลาย เวินซื่อก็ชักสีหน้าไม่พอใจ
"จะมาพิธีรีตองอะไรกันนักกันหนา?"
"ข้าจะบอกให้นะแม่ของเหวินอวี้ เจ้าไม่ดูเหวินอวี้กับหรงเอ๋อร์บ้างเลยหรือ ดูสิผอมแห้งจนลมพัดจะปลิวอยู่แล้ว พี่ชิงซานก็เสียไปเกินร้อยวันแล้ว พวกเจ้าควรกินก็ต้องกิน ควรดื่มก็ต้องดื่ม แบบนี้พี่ชิงซานถึงจะนอนตายตาหลับไม่ใช่รึ?"
"ถ้าจะให้ข้าพูดนะ..."
พอได้ยินนางพาดพิงถึงบิดา ฟู่หรงก็เบะปากอย่างไม่พอใจ "ท่านแม่ ข้าหิว!"
ฟู่เหวินอวี้รีบเสริม "ท่านแม่ กลับกันเถอะขอรับ ป้าสะใภ้สี่ ขอบคุณในความหวังดี แต่พวกเรายังต้องไว้ทุกข์ให้ท่านพ่อ กินเนื้อสัตว์ไม่ได้จริงๆ" แม้ใจจริงเขาจะอยากกินแทบตาย แต่ในเมื่อมาอาศัยร่างนี้และเป็นลูกชายคนอื่นแล้ว ก็ควรเคารพกฎเกณฑ์ แค่ได้สารอาหารจากไข่ไก่ก็น่าจะพอถูไถ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่กินเนื้อ
เวินซื่อยังไม่ยอมลดละ ทำท่าจะอ้าปากพูดต่อ แต่จังหวะนั้นเอง หญิงสูงวัยกว่านางคนหนึ่งก็เดินเข้ามาขวาง "รีบปล่อยมือเดี๋ยวนี้ จะตะกละอยากเชือดไก่ชาวบ้านไปถึงไหน? ที่อาสาจะช่วยเนี่ย ไม่ใช่หวังจะเม้มกลับไปสักตัวแล้วคืนให้เขาแค่ตัวเดียวหรอกนะ?"
"คิดว่าคนอื่นเขารู้ไม่ทันหรือไง!"
"เจ้ารังแกเมียของชิงซาน ไม่กลัวคืนนี้ชิงซานจะไปเยี่ยมเยียนผัวเจ้าที่บ้านบ้างหรือ?"
โดนฟู่ชิงซานไปเยี่ยม นั่นมันผีหลอกชัดๆ! เวินซื่อสะดุ้งโหยง ร้องแก้เก้อว่า "อย่ามาพูดจาเหลวไหล!" แล้วรีบเดินหนีไปโดยไม่กล้าหันกลับมามอง
ผู้มาใหม่แค่นเสียงเยาะ ก่อนจะหันมาพูดกับโจวซื่อ "แม่เหวินอวี้ อย่าไปถือสานางเลย นางมันก็อันธพาลดีๆ นี่เอง ปากสว่างไปทั่ว เดินผ่านสวนผักใครก็ยังต้องเด็ดติดมือมาสักใบสองใบ กับคนพรรค์นี้ไม่ต้องไปเกรงใจหรอก ด่ากลับไปเลย ถ้าไม่หยุดก็ให้เหวินอวี้ไปฟ้องผัวนาง ให้ผัวนางสั่งสอนเสียบ้าง"
โจวซื่อรับคำ แล้วหันมาบอกลูกๆ "เหวินอวี้ หรงเอ๋อร์ นี่คือป้าชุนเฟิง เรียกป้าสะใภ้หกสิลูก"
ฟู่เหวินอวี้และฟู่หรงประสานเสียงเรียก "ป้าสะใภ้หก"
ป้าชุนเฟิงหรือ 'เทียนซื่อ' คนนี้ ฟู่เหวินอวี้ไม่คุ้นเคยนัก แต่พอจะรู้จักรำไร ลูกเขยของนางมีความตั้งใจจะสอบซิ่วไฉเหมือนกันและเคยมาขอยืมตำราจากฟู่เหวินอวี้ ถือเป็นหนึ่งในลูกค้าของเขา
นอกจากนี้ บ้านของนางยังมีวัวสองตัว ตัวหนึ่งใช้ลากเกวียน ทุกวันจะขนผักที่ปลูกเองและรับซื้อจากในหมู่บ้านไปขายในเมือง เมื่อเช้านี้พวกเขาก็นั่งเกวียนวัวของบ้านนี้เข้าเมือง จ่ายค่าโดยสารคนละหนึ่งอีแปะ
ด้วยเหตุนี้ นางจึงค่อนข้างมีหน้ามีตาในกลุ่มแม่บ้านของหมู่บ้าน
เทียนซื่อช่วยไล่เวินซื่อไปแล้ว เห็นพวกเขารีบอยากกลับบ้านจึงไม่พูดพร่ำทำเพลงมากความ นางเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม "เหวินอวี้ ตำราที่เจ้าให้ยืม ลูกเขยข้าบอกว่ามีประโยชน์มาก"
"ป้าสะใภ้หกไม่มีอะไรจะตอบแทน ช่วงก่อนบ้านเจ้ายุ่งวุ่นวาย คงยังไม่ได้ลงมือปลูกผัก ถ้าอยากกินผักสดๆ ก็มาหาป้าได้เลยนะ มีพอแบ่งให้กินแน่นอน!"
พูดจบ นางก็หันไปบอกพวกชาวบ้านขี้สงสัยที่มุงดูอยู่ "แยกย้ายกันได้แล้ว บ้านเหวินอวี้ยังไม่ได้กินข้าว จะมาคุยอะไรกันตรงนี้"
"แฮะๆ พวกเราก็แค่ดูเฉยๆ" ชาวบ้านส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว
"แม่เหวินอวี้ ซื้อของมาเยอะแยะเชียว บ้านเจ้าคงรวยแล้วสินะ"
"เหวินอวี้ ได้ยินอารองเจ้าบอกว่าก่อนหน้านี้เจ้าป่วยจนใช้เงินแบ่งบ้านไปเกือบหมด แล้วเงินที่ซื้อของคราวนี้มาจากไหน? อย่าบอกนะว่าขายที่นา?"
"บ้าน่า ข้าไม่เห็นได้ข่าวเลย"
"นี่เหวินอวี้ ถ้าเจ้าจะขายที่นา มาหาข้าสิ! ข้าให้ไร่ละแปดตำลึง ไม่สิ สิบตำลึงเลย เอ้า สิบตำลึงเงิน!"
"เหวินอวี้จะขายที่นารึ?"
"บ้านไหนขายที่? เหวินอวี้ เจ้าขายที่หรือ?"
คนพวกนี้พูดเองเออเอง โดยที่ฟู่เหวินอวี้และครอบครัวยังไม่ได้ตอบอะไรสักคำ ก็ปั่นกระแสเรื่องขายที่นาจนเป็นตุเป็นตะ ราวกับว่าพวกเขาตกลงขายไปแล้วจริงๆ ทำเอาเขาไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
เขารีบอธิบายว่าไม่มีความคิดจะขายที่นาแต่อย่างใด
ราชวงศ์นี้ผ่านการผลัดแผ่นดินมาสามรัชกาล ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็นรัชกาลที่สี่ ในช่วงเวลากว่าหกสิบปีที่สองรัชกาลแรกปกครอง แม้ราชสำนักจะออกมาตรการต่างๆ แต่ราษฎรก็หนีไม่พ้นวงจรการถูกกว้านซื้อที่ดิน ชาวบ้านจำนวนมากสูญเสียที่ทำกิน และต่อให้คนธรรมดาพอจะมีเงิน ก็ยากนักที่จะหาซื้อที่นาได้
ดังนั้น หลังจากฮ่องเต้องค์ที่สามขึ้นครองราชย์ พระองค์จึงปราบปรามการกว้านซื้อที่ดินและกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นอย่างรุนแรง ในช่วงเวลานั้น หลายตระกูลถึงกับล่มสลาย
ทว่าในสังคมศักดินา การกว้านซื้อที่ดินย่อมไม่มีวันหมดไป
กาลเวลาล่วงเลยกว่าสามสิบปี เปลี่ยนแผ่นดินใหม่ ที่ดินของชาวบ้านค่อยๆ ตกไปอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อยอีกครั้ง ทำให้คนธรรมดายังคงหาซื้อที่ดินได้ยากยิ่ง
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่บ้านรองของตระกูลฟู่ใช้วิธีสกปรกบีบให้แยกบ้าน
แม้ฟู่เหวินอวี้จะทำนาไม่เป็น แต่เขารู้ดีว่าตราบใดที่มีที่ดิน ครอบครัวเขาจะไม่อดตาย ดังนั้นเขาจึงไม่มีความคิดจะขายมันเด็ดขาด ถ้าทำได้เขาอยากจะซื้อเพิ่มเสียด้วยซ้ำ หากวันหนึ่งเขามีที่นามากกว่าฟู่ชิงสือ สีหน้าของอารองตอนนั้นคงน่าดูชมไม่น้อย
หลังจากปฏิเสธชาวบ้านหลายคนที่เข้ามาถามซื้อที่ดิน ทั้งสามก็รีบเดินกลับบ้าน
เมื่อมาถึงบ้าน ฟู่เหวินอวี้พบว่าปู่ฟู่ต้าสือและอารองฟู่ชิงสือไม่อยู่บ้าน มีเพียงหลิวซื่ออาสะใภ้รองและชุนฮวาลูกพี่ลูกน้องของเขาอยู่กันตามลำพัง อาสะใภ้รองคงยังขยาดไม้กวาดของฟู่เหวินอวี้เมื่อเช้า ทันทีที่เห็นพวกเขากลับมา นางก็ลากชุนฮวากลับเข้าห้องและปิดประตูปังทันที
โจวซื่อ: "..."
ฟู่เหวินอวี้: "..."
ฟู่หรง: "..."
ช่างเถอะ ยังไงพวกเขาก็ไม่อยากเสวนากับนางอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นหน้าอาสะใภ้รอง ฟู่เหวินอวี้นึกขึ้นได้ว่า นางไม่ได้พูดเรื่องการหมั้นหมายของลูกชายเศรษฐีเฉินกับฟู่หรงอีกเลย
ฟู่เหวินอวี้ถามโจวซื่อด้วยความกังวล "ท่านแม่ อาสะใภ้รองไม่ได้พูดเรื่องหมั้นหมายกับบ้านเศรษฐีเฉินอีกใช่ไหมขอรับ?"
โจวซื่อพยักหน้า "อาสะใภ้รองเจ้าไม่ได้พูดถึงอีกเลย"
ฟู่เหวินอวี้โล่งอกทันที
สิ่งที่ทำให้เขายินดียิ่งกว่าคือ เรื่องการหมั้นหมายนี้รู้กันแค่ในวงแคบๆ ไม่ได้แพร่งพรายไปทั่วหมู่บ้าน ไม่อย่างนั้นพวกปากหอยปากปูหน้าหมู่บ้านเมื่อกี้คงไม่เงียบปากเรื่องนี้แน่
ดีจริงๆ ที่เรื่องราวผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น
กับคนพาล สันดานหยาบ ไม่จำเป็นต้องเกรงใจจริงๆ นั่นแหละ