- หน้าแรก
- หอบรรณศาลาแห่งราตรีนิรันดร์
- บทที่ 23 การปลดปล่อยชื่อจริง
บทที่ 23 การปลดปล่อยชื่อจริง
บทที่ 23 การปลดปล่อยชื่อจริง
บทที่ 23 การปลดปล่อยชื่อจริง
เงาขนาดมหึมาปกคลุมลาสเตอร์และผู้นำกางเขนเหล็ก ผู้นำกางเขนเหล็กไม่สนใจลาสเตอร์ที่ช่องท้องถูกแทงทะลุจนหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะโต้ตอบอีกต่อไป เขากระชากมีดออกแล้วพยายามจะหนีออกจากบริเวณเงาที่กำลังจะพังทลายลงมาดุจทลายภูเขา การหนีให้พ้นระยะทางหลายสิบเมตรภายในหนึ่งหรือสองวินาทีฟังดูเหลือเชื่อ แต่ด้วยสมรรถภาพทางกายของเขาที่กลืนกินเผ่าพันธุ์กลายพันธุ์มามากมาย เขาอาจจะทำได้สำเร็จ
แต่ในตอนนั้นเอง ผู้นำกางเขนเหล็กก็เห็นเด็กหนุ่มตรงหน้าตนยกปืนลูกโม่ขึ้นมาจ่อที่ขมับของตัวเอง เขาจะทำอะไร? ฆ่าตัวตายอย่างนั้นหรือ? แต่เห็นได้ชัดว่าปืนพกของเขาไม่มีกระสุนเหลืออยู่แล้ว แม้แต่การฆ่าตัวตายก็ยังทำไม่ได้
ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดขาวจากการเสียเลือดมาก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้เขากลับยิ้มออกมาได้ "กัปตันลองเกรย์ ท่านไม่สงสัยในความสามารถของข้าหรือไร?"
ทำไมเขาถึงรู้ชื่อของข้า?
ความคิดนี้แวบผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า ลาสเตอร์เหนี่ยวไกปืน ภายใต้แสงสว่างที่ใสกระจ่างและเจิดจ้าของผู้ถือตะเกียง ความปรารถนาในการทารุณและความบ้าคลั่งถูกกดทับไว้ รอยกางเขนเหล็กบนหน้าผากหม่นแสงลงเล็กน้อย สติสัมปชัญญะของกัปตันลองเกรย์ อดีตหัวหน้าหน่วยนาวิกโยธินจึงฟื้นคืนมาได้ชั่วขณะ ลองเกรย์หยุดการเคลื่อนไหวด้วยความงุนงง เขามองไปรอบๆ และนึกถึงทุกสิ่งที่เขาเคยทำมาก่อน ในฐานะหัวหน้าหน่วยนาวิกโยธินซึ่งควรจะปกป้องประเทศและบัญชาการกองทัพ แต่เขากลับกลืนกินทหารของตัวเองไปทีละคนเพื่อแลกกับพลัง
"ข้า... ได้ทำอะไรลงไปบ้างนะ"
วินาทีต่อมา เหล็กเส้นหลายสิบตันที่ร่วงลงมาก็กลืนกินทุกสิ่งจนหมดสิ้น
เสียงกัมปนาทที่รุนแรงดังขึ้นอย่างชัดเจนแม้จะอยู่ห่างออกไปเกือบครึ่งเมืองก็ตาม ก่อนหน้านี้สิ่งที่ขาดออกไปเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสะพานเทียบเรือโลหะ แต่คราวนี้สิ่งที่ร่วงลงมาคือเหล็กเส้นและถังเชื้อเพลิงหนักหลายสิบตัน ประกายไฟจากการปะทะของเหล็กจุดไฟให้ถังเชื้อเพลิงที่แตกรั่ว อากาศที่ร้อนระอุและเศษซากที่แตกกระจายเข้าถาโถมไปทั่วบริเวณ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน สายฝนถึงสามารถดับไฟและฝุ่นควันบนซากปรักหักพังเหล็กกล้าลงได้
ลาสเตอร์นอนคว่ำอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของเหล็กกล้า หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างอ่อนแรง ในช่วงเวลาที่เหล็กเส้นหลายสิบตันร่วงหล่นลงมาและถังเชื้อเพลิงระเบิด ลองเกรย์ได้เข้ามายืนขวางอยู่ตรงหน้าเขา ใช้ร่างกายของตนรับความเสียหายส่วนใหญ่ไว้เพื่อลาสเตอร์ เขาทำเช่นนั้นอาจจะเป็นการไถ่บาป หรืออาจเป็นเพราะความรับผิดชอบในฐานะทหารที่ต้องปกป้องพลเรือน... แต่ก็ไม่แน่ใจว่าถ้าลองเกรย์รู้ว่าลาสเตอร์เคยถูกตั้งค่าหัวระดับ 5 ดาว และเคยดวลปืนซุ่มยิงกับหน่วยนาวิกโยธินในเมืองท่าดีพบลูมาหลายครั้ง เขาจะเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้หรือไม่
แต่ในความเป็นจริง ลาสเตอร์ในตอนนี้ไม่ว่าจะตายหรือไม่ตายก็แทบไม่แตกต่างกันแล้ว ไม่ไกลออกไป มีเสียงหัวเราะแบบกางเขนเหล็กดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้า ความกระหายเลือดและพลังเอาชนะความกลัวต่อเปลวไฟ กางเขนเหล็กนับร้อยนับพันกำลังปีนข้ามซากเหล็กที่ยังคงลุกไหม้เพื่อมุ่งหน้ามาหาลาสเตอร์ ที่นี่มีแรงดึงดูดที่ไม่อาจเทียบได้กับที่อื่นสำหรับพวกมัน นอกเหนือจากเลือดของลาสเตอร์และรูปปั้นเทพนอกรีตแล้ว ในตอนนี้ยังมีศพของลองเกรย์ ผู้นำกางเขนเหล็กเพิ่มเข้ามาอีก กางเขนเหล็กที่ได้กินศพนี้เข้าไปอาจจะได้กลายเป็นผู้นำกางเขนเหล็กคนใหม่ หรือแม้แต่ราชาคนใหม่ของเผ่าพันธุ์ในอนาคต
ลาสเตอร์ไม่ขยับ หรือจะบอกว่าเขาขยับไม่ได้เลยจะดีกว่า การต่อสู้ด้วยเลือดเนื้อก่อนหน้านี้ได้ใช้พลังงานทั้งหมดของเขาไปจนหมดสิ้น แถมลองเกรย์ก็ไม่สามารถปกป้องเขาได้ทั้งตัว เศษโลหะที่แตกหักเจาะลึกเข้าไปในอวัยวะภายในหลายแห่ง เหล็กเส้นแหลมคมหลายเส้นตัดผ่านกระดูกและเส้นเอ็นที่แขนขาของเขา แม้แต่พลังจิตใจก็ยังถูกใช้จนหมดสิ้นไปกับการยิงนัดสุดท้ายเพื่อปลุกสติของลองเกรย์
ประสาทสัมผัสทั้งห้าของลาสเตอร์เริ่มทื่อลง แม้แต่ความรู้สึกเจ็บปวดก็เริ่มเลือนราง เขารู้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเขาในตอนนี้คือมวลเนื้อที่แทบจะจำไม่ได้ว่าเป็นมนุษย์ เหตุผลที่เขยังไม่ตายในทันทีเป็นเพราะฤทธิ์ของเซรุ่มกางเขนเหล็กยังไม่จางหายไปโดยสิ้นเชิง ความสามารถในการรักษาตัวเองที่เหนือธรรมชาตินั้นกำลังยื้อชีวิตสุดท้ายของเขาเอาไว้เท่านั้น
ลาสเตอร์ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีคลำหานาฬิกาพก หน้าปัดนาฬิกาที่แตกเป็นเสี่ยงๆ แสดงให้เห็นว่าการนับถอยหลัง 25 นาทีได้สิ้นสุดลงแล้ว ภารกิจสำเร็จลุล่วง เขาได้สกัดกั้นกางเขนเหล็กทั้งเมืองไว้ได้เป็นเวลา 25 นาทีด้วยตัวคนเดียว หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ฮิลติน่าในตอนนี้ควรจะติดตั้งระเบิดเวลาทั้งหมดในโรงงานเสร็จเรียบร้อย และกำลังถอนตัวออกจากย่านท่าเรือผ่านเส้นทางหลบหนีทางท่อระบายอากาศ
เสียงหัวเราะบ้าคลั่งค่อยๆ เคลื่อนมาใกล้ลาสเตอร์ เสียงฝีเท้าแน่นขนัดกว่าเมื่อก่อนมาก มีกางเขนเหล็กอย่างน้อยหนึ่งพันตนมารวมตัวกันรอบๆ ตัวลาสเตอร์ ซึ่งเป็นกางเขนเหล็กจากนอกย่านท่าเรือที่ตามมาสมทบ การถูกล้อมรอบด้วยคลื่นกางเขนเหล็กจำนวนมหาศาลเช่นนี้ ต่อให้ลาสเตอร์ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์และมีคลังแสงทั้งหมดหนุนหลัง ก็ไม่มีทางฝ่าวงล้อมออกไปได้สำเร็จ นับประสาอะไรกับลาสเตอร์ในตอนนี้ที่กระสุนหมดเกลี้ยงและแม้แต่การขยับนิ้วก็ยังทำได้ยาก
เขาหลับตาลง รอคอยความตายที่จะมาถึงและการเริ่มต้นใหม่ของลูปครั้งถัดไปอย่างเงียบสงบ นี่ไม่ใช่เพราะลาสเตอร์กลัวความเจ็บปวด การถูกกางเขนเหล็กฉีกกินเนื้อหนังจนตายเป็นเพียงหนึ่งในรูปแบบการตายที่ธรรมดาที่สุดในลูปที่ผ่านมาของลาสเตอร์เท่านั้น
เขากำลังครุ่นคิดถึงฮิลติน่า และเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลังจากลูปใหม่เริ่มต้นขึ้นต่างหาก จากการคบหาสมาคมกันเพียงวันเดียว ลาสเตอร์ตัดสินใจว่าฮิลติน่ายังถือว่าเชื่อถือได้ และไม่ใช่คนประเภทที่จะผิดสัญญา หลังจากที่หลุดพ้นจากโลกราตรีแล้ว เธอน่าจะหาทางกลับมาช่วยเขา แต่ฮิลติน่าจะสามารถติดตั้งระเบิดเวลาได้อย่างราบรื่น และหลบหนีออกจากย่านท่าเรือก่อนการระเบิดได้หรือไม่? เขาไม่รู้
การสังหารกางเขนเหล็กทั้งหมดด้วยระเบิดจะสามารถยับยั้งการจุติของเทพได้จริงหรือ? นี่เป็นเพียงการคาดเดาของลาสเตอร์ เขาเชื่อมั่นในกระบวนการคาดการณ์ของตัวเองแต่ยังไม่เคยทำสำเร็จมาก่อน เขาจึงไม่แน่ใจ แม้ว่าฮิลติน่าจะหลุดพ้นจากโลกราตรีไปได้จริง เธอจะสามารถสั่งสมพลังและกลับมาช่วยเขาในเงาฉายทางประวัติศาสตร์ของโลกราตรีได้หรือไม่? ในระหว่างนั้นฮิลติน่าจะประสบอุบัติเหตุหรือไม่? โลกราตรีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่หรือไม่? ลาสเตอร์ก็ไม่รู้เช่นกัน
เขาไม่เคยเชื่อใจใครเลย ตลอดหลายร้อยปีลาสเตอร์อยู่เพียงลำพัง แต่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะวางเดิมพันกับหญิงสาวผู้ใช้ดาบเรียวที่มีชื่อว่าฮิลติน่า ซึ่งเขาเพิ่งรู้จักมาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะนี่คือตัวแปรเดียวที่ปรากฏขึ้นในรอบลูปนับหมื่นครั้งของลาสเตอร์ เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ต่อให้มีโอกาสเพียงหนึ่งในหมื่นก็ต้องคว้าเอาไว้
เสียงฝีเท้าหยุดลง มีกางเขนเหล็กตนหนึ่งหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา ลาสเตอร์ได้ยินเสียงคมมีดกรีดอากาศแล้ว ในเวลานั้นเอง ก็มีลมกรรโชกพัดมาวูบหนึ่ง เป็นลมพายุที่มาพร้อมกับสีแดงและสีขาว มีดที่กำลังจะฟันใส่ลาสเตอร์สลายไปในสายลม และร่างของเจ้าของมีดก็หายไปในที่ที่ห่างไกลทันที
"ปลดปล่อย... ชื่อจริง"
เสียงที่ใสกระจ่างดังก้องไปทั่วซากเหล็กทั้งหมด เสียงนั้นคือเสียงของเด็กสาวคนหนึ่ง เธอกำลังพูดภาษาโบราณด้วยเสียงโลหะ ลาสเตอร์ไม่เคยได้ยินภาษานี้ แต่ในตอนนี้เขากลับเข้าใจความหมายของคำนั้น นั่นคือคำว่า "ดวงดาว"
วินาทีต่อมา แสงสว่างจากดวงดาวแห่งรุ่งอรุณก็ส่องสว่างในดวงตาของเขา