- หน้าแรก
- หอบรรณศาลาแห่งราตรีนิรันดร์
- บทที่ 12 อย่างน้อยในตอนนี้ พวกเราก็ยังมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้
บทที่ 12 อย่างน้อยในตอนนี้ พวกเราก็ยังมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้
บทที่ 12 อย่างน้อยในตอนนี้ พวกเราก็ยังมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้
บทที่ 12 อย่างน้อยในตอนนี้ พวกเราก็ยังมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้
เคร้ง
ลูกกระสุนสีทองอร่ามร่วงหล่นจากกลางอากาศ และถูกลาสเตอร์คว้าเอาไว้ได้ในพริบตา
ฮิลติน่าจ้องมองลาสเตอร์อยู่นาน ส่วนอีกฝ่ายก็ทำเพียงหมุนลูกกระสุนเล่น พลางส่งสายตาใสซื่อไร้เดียงสากลับมาให้เธอ
ฮิลติน่าคิดว่านี่คงเป็นมุกตลกที่แฝงไปด้วยความรสนิยมเสียของลาสเตอร์อีกครั้ง เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งกินข้าวหรือนอนหลับ และคฤหาสน์ที่เปื้อนเลือดแห่งนี้ก็ไม่ใช่ภัตตาคารหรือโรงแรมที่เหมาะสมเลยสักนิด
จนกระทั่งเธอเห็นเด็กหนุ่มเดินออกจากห้องลับ และเริ่มลงมือเลือกวัตถุดิบในห้องครัวของคฤหาสน์จริงๆ
"ฉันไม่รู้ว่าเมื่อพวกเธอสายรถศึกบรรลุถึงลำดับขั้นที่แน่นอนแล้ว จะสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องกินอะไรเลยหรือเปล่า... แต่เพราะการรีเซ็ต ร่างกายของฉันในตอนนี้จึงไม่มีอะไรต่างจากคนธรรมดาเลย"
"พวกเราไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ ฉันไม่รู้ว่าคุณหิวไหม แต่ฉันน่ะหิวแล้ว อีกอย่าง การใช้พลังของผู้ถือตะเกียงก่อนหน้านี้สองครั้งก็สูญเสียพลังจิตไปมาก มีเพียงการนอนหลับที่เต็มอิ่มเท่านั้นที่จะช่วยฟื้นฟูมันได้"
ลาสเตอร์หาข้าวสวยที่เย็นแล้วเจอในห้องครัว พร้อมกับเห็ดมัตสึทาเกะครึ่งดอก นม และไข่ไก่
เขาเคาะไข่ไก่แล้วคัดไข่ที่เสียออกไปฟองหนึ่ง "การใช้แรงใจช่วยให้ก้าวข้ามอุปสรรคได้หลายอย่างก็จริง แต่ร่างกายของมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัด"
"การใช้คมมีดแห่งราตรี ก็คงจะสิ้นเปลืองพลังจิตของคุณเหมือนกันใช่ไหมล่ะ ไม่ว่าคุณจะยอมรับหรือไม่ แต่ตอนนี้คุณไม่ได้อยู่ในสภาวะที่พร้อมที่สุดแน่นอน"
"สิ่งที่เราต้องเผชิญต่อไป ไม่ใช่พวกกระจอกอย่างลัทธินอกรีตพวกนี้แล้วนะ"
"ถ้าไปทั้งที่อยู่ในสภาพแบบนี้..."
"ตายแน่"
น้ำเสียงของลาสเตอร์ไม่ได้ฟังดูเหมือนการเกลี้ยกล่อม แต่ฟังดูเหมือนเป็นการตัดสินไปแล้วมากกว่า
"ห้าชั่วโมง"
"เพราะมีคุณเข้าร่วม เมื่อเทียบกับรอบลูปที่ผ่านมา พวกเราจึงประหยัดเวลาในส่วนของคฤหาสน์ไปได้ถึงห้าชั่วโมง"
"ในห้าชั่วโมงนี้ กินให้อิ่ม ดื่มให้พอ ต่อให้นอนไม่หลับ แค่หลับตาพักผ่อนก็ยังดี... ปรับสภาพทุกอย่าง ทั้งจิตใจและร่างกายให้พร้อมที่สุด"
"ด้วยวิธีนี้เท่านั้น พวกเราถึงจะมีสิทธิ์ไปไขว่คว้าหาโอกาสชนะที่ริบหรี่นั่นได้"
ฮิลติน่าถอนหายใจยาว ก่อนจะหาโซฟานั่งลง
สิ่งที่ลาสเตอร์พูดนั้นไม่ผิด ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นลำดับขั้นของรถศึกหรือคมมีดแห่งราตรี นอกจากจะมอบพลังในการต่อสู้ให้แล้ว ยังต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพละกำลังและพลังจิตมหาศาล
"วาทศิลป์ของคุณดีไม่เบาเลยนะ"
"ขอบคุณที่ชม มันเป็นทักษะที่ฝึกฝนมาน่ะ บางครั้งฉันก็ไปแสดงบทบาทเป็นนักพูดผู้ยากไร้แต่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ที่หน้าประตูสภาเมือง นั่นเป็นเส้นทางที่เร็วที่สุดในการทำความรู้จักกับคุณสมาชิกสภาหญิงคนนั้น"
ภายในห้องครัว ลาสเตอร์ตอกไข่ใส่ชาม เติมเกลือและต้นหอมซอยเล็กน้อย แล้วใช้ช้อนตีให้เข้ากัน
เขาหาแครอท แผ่นแฮม และเห็ดหอมเจอในตู้เย็นอีก จึงนำไปล้างน้ำสะอาดแล้วหั่นเป็นลูกเต๋าเตรียมไว้
จากที่ฮิลติน่ารู้จักลาสเตอร์มา เธอคิดว่าเขาจะแสดงทักษะการทำอาหารที่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนตอนผสมเหล้าเสียอีก ต่อให้เขาจะโชว์ฝีมือระดับเชฟหลวงในโลกความเป็นจริงเธอก็คงไม่แปลกใจ
แต่ภาพการเตรียมอาหารที่ปรากฏต่อหน้าฮิลติน่าในตอนนี้ กลับเรียกได้เพียงว่าเรียบง่ายและเป็นกันเองอย่างที่สุด
"ความจริงแล้วฉันไม่ได้ศึกษาเรื่องการทำอาหารหรอก ความอยากอาหารเป็นความปรารถนาที่เติมเต็มได้ง่ายที่สุด และมันก็เป็นสิ่งแรกที่ทำให้ฉันรู้สึกเบื่อหน่าย" ลาสเตอร์พับแขนเสื้อขึ้นแล้วจุดเตา "ฉันทำเป็นแค่ข้าวผัดไข่ เสี่ยวไอ่เคยสอนฉันทำข้าวผัดไข่"
"ตอนแรกฉันก็ไม่อยากเรียนหรอก แต่เสี่ยวไอ่บอกว่าผู้ชายที่อยู่ข้างนอกคนเดียวต้องหัดทำกับข้าวไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นจะปล่อยให้ตัวเองอดตาย สุดท้ายเธอก็บังคับให้ฉันจำทุกขั้นตอนจนขึ้นใจ"
ดวงตาของฮิลติน่าไหววูบเล็กน้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่ลาสเตอร์เอ่ยถึงบุคคลภายนอกต่อหน้าเธอ ชื่อของคนที่ชื่อ 'เสี่ยวไอ่'
คนนี้คือใคร? คนท้องถิ่นที่เป็นเพียงเงาฉายในเมืองท่าดีพบลู อย่างนั้นหรือ? แต่ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะพูดถึงนางโชว์คนดังหรือสมาชิกสภาหญิง ลาสเตอร์ก็ไม่เคยแสดงท่าทีแบบนี้ออกมาเลย
หรือว่าจะเป็นคนที่ลาสเตอร์รู้จักก่อนหน้านี้ นานมาแล้วก่อนที่เขาจะเข้ามาในโลกราตรี และก่อนที่จะถูกขังอยู่ในเสียงสะท้อนทางประวัติศาสตร์ของเมืองท่าดีพบลู?
แต่ในเมื่อลาสเตอร์ไม่ได้ขยายความต่อ ฮิลติน่าจึงไม่ได้ถามออกไป
ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที ข้าวผัดไข่ที่จัดวางในถาดสองถาดก็ถูกยกมาวางตรงหน้าเธอ
เมื่อมองดูข้าวผัดที่ควันกรุ่นและเมล็ดข้าวร่วนซุยที่อยู่ตรงหน้า
ฮิลติน่ามองดูแท่งพลังงานอัดเม็ดในมือของตัวเอง สุดท้ายเธอก็ไม่ได้พูดคำว่า "ขอบคุณนะ แต่ฉันเตรียมอาหารมาเองแล้ว" ออกไป
เธอถอนหายใจ "ไม่นึกเลยว่าในสถานการณ์แบบนี้ คุณยังมีกะจิตกะใจมานั่งทำอาหารอีก"
"ถ้าไม่ทำแล้วเราจะกินอะไรล่ะ กินขนมปังอัดเม็ดที่คุณพกมาเหรอ?" ลาสเตอร์นั่งลงฝั่งตรงข้ามโต๊ะอาหาร พลางรินนมอุ่นๆ ให้คนละแก้ว
"แม้ว่าในแง่ของคุณค่าทางโภชนาการมันอาจจะไม่ต่างกันมากนัก แต่ในแง่ของประสบการณ์การรับประทานอาหารและคุณค่าทางจิตใจที่ได้รับนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว"
ลาสเตอร์กล่าวต่อ "ในเมืองท่าดีพบลู การรักษาจิตใจให้อยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์และเต็มเปี่ยมเสมอนั้น สำคัญกว่าพลังงานที่ได้รับจากอาหารมากนัก"
"ดูเหมือนว่า คุณจะไม่ค่อยกระหายที่จะออกไปจากเมืองท่าดีพบลูเท่าไหร่นะ?" ฮิลติน่าถาม "ถ้าเป็นฉันล่ะก็ คงอยากจะเคลียร์โลกราตรีนี้ให้จบเร็วๆ และไม่อยากจะอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว"
"เปล่าเลย ฉันน่ะปรารถนามาก ปรารถนามากกว่าที่คุณจินตนาการไว้เสียอีก"
ลาสเตอร์ตักข้าวผัดเข้าปากคำหนึ่ง "ในช่วงรอบลูปแรกๆ ฉันก็เคยเป็นอย่างที่คุณพูดนั่นแหละ ออกตามหาทางออกอย่างบ้าคลั่ง"
"แล้วพอมันล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากความหวังก็กลายเป็นความสิ้นหวัง จนกระทั่งเริ่มเสียสติ ปล่อยตัวปล่อยใจ หรือแม้แต่มีความคิดที่จะทำลายตัวเอง..."
"ช่วงเวลานั้นฉันกระโดดลงจากตึกสูงครั้งแล้วครั้งเล่า หรือโดดลงไปในเตาหลอมของโรงงานเหล็กซ้ำๆ เพื่อสัมผัสกับความรู้สึกที่ร่างกายค่อยๆ ถูกเหล็กหลอมเหลวเผาผลาญจนกลายเป็นเถ้าถ่าน"
"จนกระทั่งมีคนพูดประโยคหนึ่งกับฉัน และหยุดฉันเอาไว้"
"ประโยคว่าอะไรเหรอ?" ฮิลติน่าเอ่ยถามตามสัญชาตญาณ
"ถ้าหากยังทำลายตัวเองอยู่แบบนี้ ต่อให้มีวันหนึ่งที่ฉันจบวงจรแห่งความสิ้นหวังในเมืองท่าดีพบลูได้จริงๆ ฉันก็คงไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติในสังคมมนุษย์ได้อีกต่อไปแล้ว"
ลาสเตอร์ยิ้มออกมาบางๆ
"หลังจากนั้น ฉันจึงเริ่มลองใช้ชีวิตในฐานะชาวเมืองของที่นี่ เข้าไปกลมกลืนกับเมืองท่าเล็กๆ แห่งนี้ แม้ว่าชีวิตที่เรียบง่ายช่วงนี้จะสั้นเพียงไม่ถึงหนึ่งวัน แต่ความสั้นก็มีข้อดีของมัน เพราะมันทำให้ฉันได้ลองเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตเป็นคนอื่นๆ ได้หลากหลาย"
"หลังจากลองทำแบบนั้นอยู่พักหนึ่ง ฉันถึงรู้สึกว่าตัวเองได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง... ไม่ใช่แค่สัมภเวสีที่ถูกขังอยู่ในเมืองท่าดีพบลูอย่างไร้ทางออก และเร่ร่อนอยู่ทั้งวันทั้งคืนเหมือนเมื่อก่อน"
เขาจ้องมองท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างที่เริ่มจะกลายเป็นสีขาวหม่น
"ไม่ว่าโลกภายนอกจะเป็นอย่างไร และเมืองท่าแห่งนี้จะต้องเผชิญกับจุดจบแบบไหน"
"แต่อย่างน้อย ณ วินาทีนี้ พวกเราก็ยังมีชีวิตอยู่ในเมืองท่าดีพบลู"
"มีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้"