- หน้าแรก
- หอบรรณศาลาแห่งราตรีนิรันดร์
- บทที่ 10 ปรมาจารย์แห่งการยิงรัว
บทที่ 10 ปรมาจารย์แห่งการยิงรัว
บทที่ 10 ปรมาจารย์แห่งการยิงรัว
บทที่ 10 ปรมาจารย์แห่งการยิงรัว
เมื่อผ่านประตูลับและเดินลงบันไดไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือระเบียงทางเดินอันมืดสลัว
ทางเดินว่างเปล่า ไร้เงายามเฝ้าระวังอย่างที่ฮิลติน่าคาดไว้
แต่เมื่อลองคิดดูดีๆ ก็สมเหตุสมผลอยู่ ลัทธินอกรีตเล็กๆ ที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่ถึงครึ่งปี จะเอาอะไรมากมาย
แค่ทำประตูลับได้แนบเนียน แล้วจัดเวรยามเฝ้าด้านนอกคฤหาสน์ได้ขนาดนี้ก็นับว่าสุดความสามารถแล้ว... ขืนจะให้มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ต้องผ่านด่านตรวจสอบเจ็ดแปดชั้นเหมือนฐานลับในหนัง ก็ดูจะใจร้ายกับพวกสาวกลัทธิที่เพิ่งตั้งตัวพวกนี้เกินไปหน่อย
ลาสเตอร์และฮิลติน่าเดินผ่านทางเดินมืดมิด ไฟสีเหลืองนวลบนผนังกระพริบติดๆ ดับๆ
“จะว่าไป สาย ‘รถศึก’ อย่างพวกคุณ พอขึ้นถึงระดับ 3 ก็เก่งแบบเมื่อกี้กันทุกคนเลยเหรอครับ?”
ลาสเตอร์เอ่ยถาม
สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่การเยินยอ พลังทำลายล้างที่ฮิลติน่าแสดงให้เห็นเมื่อครู่เกินความคาดหมายของเขาไปมากจริงๆ
แม้แค่ชื่อ ‘รถศึก’ ก็พอบอกได้ว่าเป็นสายบู๊ และฮิลติน่าก็ระดับสูงกว่าเขาถึง 2 ขั้น
แต่ไอ้การเอาดาบแสงมาฟันกระสุนเนี่ย... สำหรับโลกไนท์เวิลด์ที่มีแค่ปืนลูกโม่กับปืนไรเฟิลระบบลูกเลื่อน มันออกจะโกง ไปหน่อยไหม
เมื่อเทียบกับสาย ‘หอคอย’ ของเขาที่ทำได้แค่ปล่อยคลื่นจิตข่มขู่ชาวบ้าน พลังของเขาดูเหมือนลูกเมียน้อยที่ไนท์เวิลด์กับเทพแห่งความเงียบงันเก็บมาเลี้ยงชัดๆ
ไอ้บ้าที่ไหนเป็นคนบาลานซ์เกมฟะเนี่ย?
ลาสเตอร์อดนึกถึงฝ่ายปรับสมดุลเกม ในบริษัทเกมชาติก่อนไม่ได้ หมอนั่นปกติไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่ชอบแอบยิ้มชั่วร้ายใส่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นพักๆ
“ ‘รถศึก’ เป็นแค่ชื่อลำดับขั้นที่ฉันสังกัด ไม่ใช่ชื่อฉันสักหน่อย”
ผมชี้โด่ บนหัวฮิลติน่ากระตุกเบาๆ
“แล้วก็ไม่ได้เวอร์ขนาดที่คุณคิดหรอก ฉันถือเป็นกรณีพิเศษในระดับ 3... ขอแค่ผ่านไนท์เวิลด์ได้อีกสักครั้ง ฉันก็มั่นใจว่าจะข้ามขั้นไปสู่ระดับต่อไปได้แล้ว”
“อีกอย่าง เพื่อความไม่ประมาท เมื่อกี้ฉันไม่ได้ใช้แค่พลังของสายรถศึก แต่ยังใช้ ‘คมมีดแห่งราตรี’ ของตัวเอง ด้วย”
“คมมีดแห่งราตรี?”
“อืม คมมีดแห่งราตรี — ‘คมดาบที่ไนท์เวิลด์มอบให้แก่เหล่าสาวก’ ฉันเข้าใจความหมายของชื่อนี้แบบนั้นนะ”
ฮิลติน่าเรียบเรียงความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบาย “ถ้าเปรียบเทียบว่าลำดับขั้นต่างๆ คืออาชีพ ที่ต่อให้ไม่ต้องเข้าไนท์เวิลด์ ก็สามารถเรียนรู้ สวมบทบาท และฝึกฝนจนกลายเป็นผู้มีพลังพิเศษได้”
“คมมีดแห่งราตรี ก็คือพรและการคุ้มครองที่ไนท์เวิลด์มอบให้สาวก และเป็นพลังพิเศษเฉพาะตัวที่นักเดินทางแห่งราตรีแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน”
“เท่าที่ฉันรู้ ยังไม่เคยมีคมมีดแห่งราตรีที่ซ้ำกันเลย”
ฝีเท้าของเธอหยุดลงเล็กน้อย “รอให้คุณหลุดพ้นจากเงาสะท้อนประวัติศาสตร์นี้ไปได้ และกลายเป็นนักเดินทางแห่งราตรีเต็มตัว ถึงตอนนั้นคุณก็น่าจะได้รับคมมีดแห่งราตรีที่เป็นของคุณเองเหมือนกัน”
“เขาว่ากันว่า ‘คมมีดแห่งราตรี’ คือการปรากฏเป็นรูปร่างของภาพทิวทัศน์ในจิตใจ ของนักเดินทางแห่งราตรีแต่ ละคน บอกตามตรง ฉันชักอยากรู้แล้วสิว่าโลกภายในใจของคุณจะสะท้อนออกมาเป็นคมมีดแห่งราตรีแบบไหน”
แน่นอนว่า... ทั้งหมดนี้อยู่บนเงื่อนไขที่ว่า พวกเราต้องรอดชีวิตออกไปจากเมืองท่าดีพบลูให้ได้ก่อน
ประโยคนี้ฮิลติน่าไม่ได้พูดออกมา แต่ทั้งสองคนต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ
สุดทางเดินคือประตูบานใหญ่ที่ปิดสนิท
แสงสว่างลอดผ่านช่องว่างใต้ประตูออกมาให้เห็นลางๆ
ลาสเตอร์เดินไปที่หน้าประตู หยิบปืนลูกโม่สีเงินออกมา เล็งไปที่กลอนประตู
ปัง——
กลอนประตูถูกยิงขาดกระจุย ประตูเปิดออกตามแรงถีบ
“ห้ามขยับ! นี่เจ้าหน้าที่จากกรมตำรวจเขตตะวันตก”
“เราได้รับคำสั่งจากท่านส.ส. ทาลิส ให้มาตรวจค้นซ่องโจรแห่งนี้!”
หลังประตูไม้คือแท่นบูชาหิน ตรงกลางรายล้อมด้วยอุปกรณ์ประกอบพิธีและเครื่องเซ่นไหว้มากมาย มีรูปปั้นเหล็กสีดำทมิฬตั้งตระหง่านอยู่
ชายวัยกลางคนในชุดชาวประมงกำลังยืนจัดเตรียมข้าวของอยู่หน้าแท่นบูชา เมื่อเห็นคนสองคนพังประตูเข้ามา แววตาของเขาก็ฉายแววเคียดแค้นชิงชัง
“ไอ้แก่ทาลิสอีกแล้วเหรอ!”
“ข้ากะแล้วเชียว ว่ามันต้องจ้องจะเอาของวิเศษของท่านผู้นั้น”
“ต่อให้พิธีกรรมล้มเหลว ข้าก็ไม่มีวันยอมให้มันสมหวังเด็ดขาด!”
พูดจบ หัวหน้าลัทธิในคราบชาวประมงก็หยุดมือจากการจัดของ คว้าปืนลูกซองที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา แต่ไม่ได้เล็งไปที่ลาสเตอร์หรือฮิลติน่า เขากลับหันปากกระบอกปืนไปที่รูปปั้นกลางแท่นบูชาแทน
ปัง ปัง ปัง, ปัง ปัง ปัง——
เสียงปืนดังรัวเร็ว 6 นัดซ้อน
ไม่ใช่ฝีมือของหัวหน้าลัทธิ แต่เป็นลาสเตอร์ที่ลั่นไกก่อน
กระสุนสามนัดแรกเจาะทะลุข้อมือซ้าย ข้อมือขวา และกระดูกสันหลังช่วงเอวของชายวัยกลางคน ส่งผลให้ปืน ลูกซองร่วงหลุดมือ ร่างกายและใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
ทันใดนั้น สีหน้าเจ็บปวดของเขาก็แข็งค้าง
กระสุนสองนัดเจาะเข้าที่หน้าอก อีกหนึ่งนัดเจาะเข้ากลางกบาล
เทคนิคการยิงแบบโมซัมบิก
กระสุนสามนัดที่เหลือเข้าเป้าจุดตายอย่างแม่นยำ ปลิดชีพชายคนนั้นพร้อมกับเลือดที่สาดกระจาย
“แม่นมาก” ฮิลติน่าหรี่ตามองด้วยความทึ่ง
แค่ยิงแม่นเฉยๆ สำหรับเธอไม่ใช่เรื่องแปลก ด้วยสมรรถภาพร่างกายที่ได้จากสาย ‘รถศึก’ ฮิลติน่าทำคะแนนสอบยิงปืนจริงที่มหาวิทยาลัยดวงดาวได้เต็มทุกครั้งอยู่แล้ว
แต่ลาสเตอร์ใช้ปืนลูกโม่แบบซิงเกิลแอ็กชัน และการยิง 6 นัดหมดโม่ภายใน 2 วินาทีเมื่อกี้ มันเกินขีดจำกัดทางทฤษฎีของปืนรุ่นเก่าคร่ำครึแบบนี้ไปแล้ว
คำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้คือ เขาใช้เทคนิคที่เรียกว่า ‘การยิงรัวแบบง้างนก’ ครูฝึกยิงปืนของฮิลติน่าเคยพูดถึงเทคนิคนี้ หลักการคือการใช้มือข้างหนึ่งตบง้างนกสับอย่างต่อเนื่องในขณะที่อีกมือเหนี่ยวไกค้างไว้ เพื่อลดระยะเวลาระหว่างการยิงแต่ละนัดลงอย่างมาก
แต่เทคนิค ง้างนกสับอย่างต่อเนื่อง (Fanning) นอก จากจะต้องการความชำนาญขั้นสูงแล้ว โดยเนื้อแท้มันคือการแลกความแม่นยำกับความเร็ว เป็นเทคนิคสาดกระสุนเพื่อกดดันศัตรู ยิงออกไป 6 นัด เข้าเป้าสัก 1-2 นัดก็นับว่าเก่งแล้ว
แต่ลาสเตอร์ดันใช้เทคนิคสาดกระสุนนี้ ยิงเข้าเป้าแม่นยำราวกับจับวาง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมื่อเทียบกับทักษะการชงเหล้าหรือแกะสลักที่เขาโชว์ให้เห็นก่อนหน้านี้... นี่ต่างหากคือพรสวรรค์ที่แท้จริงของลาสเตอร์ ซึ่งถูกหล่อหลอมและขัดเกลานับหมื่นครั้งในการวนลูปนรกของเมืองท่าดีพบลู จนฝังลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ
“ช่วยไม่ได้นี่ครับ พูดถึงการหาความบันเทิงใส่ตัว จะมีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการดวลสไนเปอร์กับตำรวจทั้งเมืองและกองทัพเรือหลวงอีกล่ะ?”
เขาหมุนโม่ปืน เทปลอกกระสุนที่ใช้แล้วออกทีละนัด “ยิงบ่อยเข้า ต่อให้ฝีมือห่วยแตกแค่ไหน ก็กลายเป็นเทพเจ้าปืนได้ทั้งนั้นแหละ”
ลาสเตอร์คิดว่าถ้าเขาไม่ขยันหาวิธีเล่นใหม่ๆ ในเมืองท่าดีพบลู... ตั้งแต่เล่นเป็นเกม RPG ยันเกมยิง FPS จาก Red Dead Redemption ไปจนถึง GTA Vice City หรือเปลี่ยนบทบาทจากแบทแมนไปคอสเพลย์เป็นโจ๊กเกอร์... ป่านนี้เขาคงเป็นบ้าไปแล้วในลูปนรกที่ไร้ทางเยียวยานี้
“สรุปว่า รสนิยมแย่ๆ เมื่อกี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการหาความบันเทิงของคุณด้วยสินะ? ขนาดคนตายยังจะหลอกได้ลงคอ” ฮิลติน่าเหลือบมองศพหัวหน้าลัทธิ
ไอ้คนซวยนี่จนตายก็ยังเข้าใจผิดว่าลัทธิของตัวเองล่มจมเพราะส.ส. ทาลิสที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน
“อันนี้ไม่ใช่ครับ”
ลาสเตอร์ส่ายหน้า “ยังไงหมอนี่ก็เป็นหัวหน้าลัทธิ หรือพูดง่ายๆ ก็เป็นสาวกของเทพมาร...”
“ถึงโอกาสจะน้อย แต่ใครจะไปรู้ว่าเทพมารอาจจะนึกครึ้มอกครึ้มใจ ชุบชีวิตสาวกตัวเองขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้”
“เราหลอกมันไว้แบบนี้ ถ้าเกิดมันฟื้นขึ้นมาจริงๆ คนแรกที่มันจะไปคิดบัญชีก็คือส.ส. ทาลิส ไม่ใช่พวกเรา”
“ฟังดูแล้ว รสนิยมแย่กว่าเดิมอีกนะเนี่ย”