- หน้าแรก
- หอบรรณศาลาแห่งราตรีนิรันดร์
- บทที่ 7 จุดเริ่มต้นของเรื่องราวมักจะคล้ายคลึงกัน
บทที่ 7 จุดเริ่มต้นของเรื่องราวมักจะคล้ายคลึงกัน
บทที่ 7 จุดเริ่มต้นของเรื่องราวมักจะคล้ายคลึงกัน
บทที่ 7 จุดเริ่มต้นของเรื่องราวมักจะคล้ายคลึงกัน
“ทีนี้บอกฉันได้แล้วสินะ”
“แผนการของคุณน่ะ”
ฮิลติน่าเอ่ยถามขณะเดินเคียงข้างกันไปในความมืดมิดยามราตรี
“จริงๆ คุณก็น่าจะเดาได้แล้วมั้ง”
“ถึงแม้สิ่งที่กำลังจะจุติลงมาในยามโพล้เพล้จะเป็นเทพมารจริงๆ... แต่ในช่วงเวลาปัจจุบัน สิ่งที่อยู่ในเมืองท่าดีพบลูไม่ใช่ร่างสมบูรณ์ของเทพเจ้าองค์นั้นหรอกครับ”
“มันเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของเทวสภาพ เป็นเจตจำนงที่แตกสลาย”
“หรือเผลอๆ อาจจะเป็นแค่ลมหายใจที่พ่นทิ้งไว้ส่งเดชก็ได้”
เมื่อได้ฟังคำตอบของลาสเตอร์ แววตาของฮิลติน่าก็ฉายแววครุ่นคิด
นี่ตรงกับข้อสันนิษฐานของเธอ
หากสิ่งที่อยู่ในเมืองท่าดีพบลูตอนนี้เป็นเทพเจ้าองค์สมบูรณ์จริงๆ สิ่งที่พวกเขาทำอยู่ตอนนี้ก็ไร้ความหมายสิ้นดี
ด้วยระดับลำดับขั้นของพวกเขาทั้งสองคน การเผชิญหน้ากับเทพมารโบราณในสภาพสมบูรณ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกที่เผชิญหน้ากับมังกรยักษ์ มันเป็นช่องว่างมหาศาลที่ต่อให้มีประสบการณ์ มีเทคนิค หรือลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่อาจข้ามผ่านไปได้
ต่อหน้าความแตกต่างของระดับชั้นตัวตน ที่ห่างชั้นกันขนาดนั้น อย่าว่าแต่ลองเป็นหมื่นครั้งเลย
ต่อให้ลองเป็นแสนเป็นล้านครั้ง จุดจบก็ไม่มีวันเปลี่ยน
“จากการสำรวจเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์ในไนท์เวิลด์ ร่องรอยของเทพเจ้าแทบจะแทรกซึมอยู่ตลอดประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์”
“แต่ยกเว้นในยุคสมัยพิเศษเพียงไม่กี่ช่วงที่ทวยเทพเดินดิน... โดยส่วนใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทพฝ่ายธรรมะหรือเทพมาร การแทรกแซงโลกความเป็นจริงล้วนมีข้อจำกัดมหาศาล”
ฮิลติน่าเรียบเรียงคำพูดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ
“นักวิชาการในเมืองหลวงที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไนท์เวิลด์ตั้งสมมติฐานว่า บางทีเทพเจ้าเหล่านั้นอาจอยู่ในมิติที่แตกต่างจากโลกความเป็นจริง หรืออาจมีกำแพงกั้นบางอย่างที่ทำลายได้ยากขวางกั้นอยู่”
“มีเพียงวิธีการเฉพาะเจาะจงบางอย่าง เช่น พิธีกรรมบูชายัญ การเผยแผ่ศาสนา และศรัทธาของมนุษย์... เท่านั้น ที่จะทำให้พลังของท่าน ส่งผ่านมา สู่โลกความเป็นจริงได้ชั่วคราว”
“ถูกต้องครับ”
ลาสเตอร์ตอบกลับเสียงเบา “เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองท่าดีพบลู จริงๆ ก็เหมือนกัน”
“ชาวประมงธรรมดาคนหนึ่ง บังเอิญงมรูปปั้นแกะสลักโบราณขึ้นมาได้ตอนออกไปจับปลา”
“รูปปั้นนั้นมหัศจรรย์มาก มันสามารถดลบันดาลความปรารถนามากมายของเจ้าของให้เป็นจริง ไม่เพียงรักษาโรคภัยไข้เจ็บ แต่ยังนำโชคลาภมาให้ หรือแม้กระทั่งยืดอายุขัย คงความอ่อนเยาว์... แทบจะเรียกได้ว่าทำได้ทุกอย่าง”
“ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของรูปปั้น ชาวประมงคนนั้นจึงเปลี่ยนชีวิตตัวเองไปอย่างรวดเร็ว แถมยังใช้รูปปั้นช่วยเหลือชาวบ้านที่ทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย ชาวบ้านที่ได้รับความช่วยเหลือย่อมซาบซึ้งใจ และสมัครใจเข้ามาเป็นพวกพ้องของเขา”
“เมื่อเทียบกับผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์ของรูปปั้น ราคาที่ต้องจ่ายก็ดูเล็กน้อยจนแทบไม่น่าพูดถึง”
“เรื่องราวหลังจากนั้น ผมคงไม่ต้องเล่าต่อแล้วมั้ง”
ฮิลติน่าพยักหน้า
เรื่องราวทำนองนี้เธอคุ้นเคยดี ไม่ว่าจะในโลกความเป็นจริงหรือในไนท์เวิลด์ ฮิลติน่าเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน
ต้นกำเนิดขององค์กรลับและลัทธิบูชาปีศาจส่วนใหญ่ ล้วนเป็นแบบนี้—
ผู้โชคดีบางคนบังเอิญได้ครอบครองวัตถุที่เปื้อนเปรอะไปด้วยกลิ่นอายของเทพเจ้า... จากนั้นก็ค่อยๆ ถูกล่อลวง ดำดิ่งสู่ความเสื่อมทรามทีละก้าว
จนกระทั่งร่วงหล่นลงสู่หุบเหวลึก และเปิดประตูนรกอัญเชิญเทพมารลงมาด้วยมือของตัวเอง
“ถ้ารูปปั้นนั้นมาจากเทพฝ่ายธรรมะ ชาวประมงคนนั้นอาจจะกลายเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือผู้บุกเบิกศาสนจักรในอนาคต ได้รับการยกย่องสรรเสริญในฐานะผู้รับสาส์นจากสวรรค์ไปแล้วก็ได้” ฮิลติน่าเปรยออกมาเบาๆ
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวมักจะคล้ายคลึงกัน แต่สุดท้ายกลับเดินไปสู่จุดจบที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
“จริงๆ แล้ว แม้แต่ตอนนี้ สมาชิกจำนวนมากในลัทธินี้ก็ยังเชื่อว่าพวกเขากำลังใช้พลังของรูปปั้นเพื่อกอบกู้เมืองที่ทรุดโทรมและอาณาจักรที่เน่าเฟะนี้... ส่วนราคาที่รูปปั้นเรียกร้อง ก็เป็นแค่ความเสียสละที่จำเป็นในกระบวนการเปลี่ยนแปลงโลกเท่านั้น”
“น่าเสียดาย ที่โลกใบนี้ไม่มีคำว่า ‘ถ้า’”
น้ำเสียงของลาสเตอร์ราบเรียบไร้อารมณ์
“ถึงแล้วครับ”
เขาหยุดเดิน เงยหน้าขึ้นมองเค้าโครงบ้านเรือนที่เลือนรางในความมืด
“ที่นี่คือหนึ่งในฐานที่มั่นของลัทธิใต้ดินที่ผมบอก”
“และในขณะเดียวกัน มันก็เป็นที่อยู่ของรูปปั้นที่เปื้อนเปรอะกลิ่นอายเทพมาร ในช่วงเวลานี้ด้วย”
บ้านเลขที่ 17 ถนนโลนิน เป็นคฤหาสน์ที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีลานบ้านเป็นสัดส่วนแยกตัวออกมา ห่างจากบ้านเรือนโดยรอบพอสมควร
ลาสเตอร์และฮิลติน่าเพิ่งจะเดินมาถึงบริเวณใกล้คฤหาสน์ ร่างคนสองร่างในชุดคลุมสีดำลักษณะคล้ายกับที่พวกเขาสวมใส่อยู่ ก็หันมามองอย่างระแวดระวังทันที
“รหั...”
“ต้นโอ๊กแดงแห่งเซ็นทรัลพาร์ก”
ยังไม่ทันที่ยามเฝ้าประตูจะพูดคำว่า “รหัสผ่าน” จบ ลาสเตอร์ก็ชิงพูดขึ้นก่อนทันที
ขณะพูด เขาก็รีบสาวเท้าเดินเข้าไปหาทั้งสองคน น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่านั้นเจือไปด้วยความร้อนรน
“ลอรี่, ดาวี่ ฐานที่มั่นทางทิศตะวันออกของเราถูกพวกกรมตำรวจเพ่งเล็งแล้ว ข้าต้องรีบไปรายงานท่านหัวหน้าเดี๋ยวนี้”
เมื่อได้ยินผู้มาเยือนบอกรหัสลับได้ถูกต้องแม่นยำ แถมยังเรียกชื่อพวกตนถูกทั้งสองคน ความระแวดระวังในแววตาของยามเฝ้าประตูก็ลดลงไปหลายส่วน
แต่เมื่อเห็นลาสเตอร์เดินจ้ำอ้าวเข้ามาประชิดตัว หนึ่งในนั้นก็ยังตีหน้าเคร่ง ยื่นมือออกมาขวาง “ไม่ได้ วันนี้ท่านหัวหน้าสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้...”
ฉึก—
เสียงกริชเสียบทะลุร่าง
“แก...”
ฉึก—
ยังไม่ทันที่อีกคนจะได้ตั้งตัว เสียงคมมีดเฉือนเนื้อครั้งที่สองก็ตามมาติดๆ
ร่างไร้วิญญาณสองร่างกำลังจะล้มลง แต่ถูกลาสเตอร์ประคองไว้ได้กลางอากาศ
“มาช่วยหน่อย”
พูดจบ ลาสเตอร์ก็หิ้วศพหนึ่งเดินเข้าไปในคฤหาสน์ แล้วซ่อนมันไว้ในมุมมืดที่ลับตาคน
ฮิลติน่าไม่ได้เอ่ยถามอะไร เธอเพียงแค่ลากศพอีกร่างตามหลังลาสเตอร์ไปเงียบๆ
ลานด้านนอกคฤหาสน์มืดสนิทและเงียบสงัด
แต่อาคารหลังกลางกลับเปิดไฟสว่างไสว มองผ่านหน้าต่างกระจกเข้าไป เห็นเงาคนเดินไปมาลางๆ
“ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป คุณคือลอรี่ ส่วนผมคือดาวี่”
ลาสเตอร์ซ่อนศพเสร็จเรียบร้อย ก็หันไปมองเรือนหลักที่สว่างไสว
“ข้างในเรือนหลักแสงไฟจ้าเกินไป หน้าตาพวกเราจะถูกมองเห็นได้ง่าย คุณดัดเสียงไม่เป็น จะให้ตบตาผ่านไปง่ายๆ เหมือนตอนอยู่ในความมืดคงไม่ได้”
“เพราะงั้นคุณรออยู่ที่ลานข้างนอกนี่ก่อน รอให้ยาที่ผมใส่ไว้ในช่องระบายอากาศกับอาหารออกฤทธิ์ก่อน แล้วค่อยเข้าไป”
ฮิลติน่ามองลาสเตอร์ที่กำลังเดาะห่อผงยาเล็กๆ สองห่อในมือ “ต้องรอนานแค่ไหน?”
“สามถึงสี่ชั่วโมงครับ พวกสาวกลัทธิในคฤหาสน์เป็นพวกวัยรุ่นหนุ่มสาวทั้งนั้น แถมหลายคนยังถูกกลิ่นอายจากรูปปั้นปนเปื้อนจนกลายพันธุ์ ร่างกายเลยต้านทานยาได้พอสมควร”
“ระบบรักษาความปลอดภัยของเมืองท่าดีพบลูถือว่าดีมาก อย่างน้อยก็ดีแค่ฉากหน้า แม้แต่ในตลาดมืดก็ยังไม่มียาสลบแรงๆ ขาย แล้วดึกป่านนี้ผมก็ไม่มีอุปกรณ์จะมาปรุงยาเองด้วย”
ลาสเตอร์ยักไหล่
ลูปครั้งนี้ของเขา เดิมทีตั้งใจจะเล่นเป็น ‘โฮสต์หนุ่มซิมูเลเตอร์’ ไม่ว่าจะเป็นการเจอกับฮิลติน่าในบาร์ หรือการตัดสินใจกะทันหันว่าจะเคลียร์เกมเมืองท่าดีพบลู ในลูปนี้ ล้วนเป็นเหตุบังเอิญทั้งสิ้น
ผงยาสองห่อนี้ คือยาสลบที่แรงที่สุดเท่าที่เขาจะหาได้ในเวลาสั้นๆ แล้ว
“จริงๆ ก็ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอกมั้ง...” ฮิลติน่าครุ่นคิด
“เรายังมีวิธีที่ประหยัดแรงกว่านั้นอีกนะ”