- หน้าแรก
- หอบรรณศาลาแห่งราตรีนิรันดร์
- บทที่ 6 พวกเราต่างก็ไม่มีทางเลือกอื่น
บทที่ 6 พวกเราต่างก็ไม่มีทางเลือกอื่น
บทที่ 6 พวกเราต่างก็ไม่มีทางเลือกอื่น
บทที่ 6 พวกเราต่างก็ไม่มีทางเลือกอื่น
“ถึงจะบอกว่าเป็นการแลกเปลี่ยน...”
“แต่ถ้าสิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดเป็นความจริง งั้นจริงๆ แล้วฉันก็ไม่มีทางเลือกตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอ?”
หลังความเงียบงันชั่วครู่ ฮิลติน่าก็คลี่ยิ้มออกมาบางๆ
เธอไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเมืองท่าดีพบลู
หากไม่อยากถูกบดขยี้จนแหลกเป็นผุยผงในแรงระเบิดจากการจุติของเทพเจ้า การพึ่งพาประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการวนลูปนับหมื่นครั้งของเด็กหนุ่มตรงหน้า ก็คือโอกาสรอดเพียงหนึ่งเดียวของฮิลติน่า
“ไม่ใช่แค่ฉัน คุณเองก็เหมือนกัน”
“ถ้าครั้งนี้ล้มเหลว ก็ไม่มีใครรู้ว่าไนท์เวิลด์แห่งนี้จะมีนักเดินทางแห่งราตรีเข้ามาอีกทีเมื่อไหร่ อาจจะต้องรอไปอีกหลายหมื่นลูป และระหว่างนั้นไนท์เวิลด์จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“พวกเราต่างก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วทั้งนั้น”
เธอหยิบของบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ แล้วโยนไปให้ลาสเตอร์
“จะเรียกว่าการแลกเปลี่ยนก็คงไม่ถูก ต้องบอกว่าตอนนี้เราสองคนลงเรือลำเดียวกันแล้วต่างหาก”
“มาพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดไปด้วยกันเถอะ”
หมับ—
ลาสเตอร์ยื่นมือออกมารับของที่ฮิลติน่าโยนให้
มันคือสร้อยคอเส้นหนึ่ง บนอัญมณีของสร้อยคอถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงเป็นตราสัญลักษณ์รูปดอกกุหลาบ เพียงแต่กลีบดอกไม้ไม่ได้เป็นสีแดงชาด แต่กลับส่องประกายโลหะแบบสีสำริด
เทียบกับตอนที่มันห้อยอยู่บนคอของศพหญิงสวมหน้ากาก ตรงใจกลางของดอกกุหลาบสำริดในตอนนี้ ปรากฏรอยร้าวพาดผ่านตราสัญลักษณ์ทั้งอันอย่างชัดเจน
ลาสเตอร์จำได้ว่าฮิลติน่าเองก็มีจี้ห้อยคอคล้ายๆ กันนี้ แต่อันของเธอแกะสลักเป็นรูปใบกระวาน ไม่ใช่ดอกกุหลาบ
“อาภรณ์ตราเวทเฉพาะขององค์กรลับ ‘กุหลาบสำริด’ ”
ฮิลติน่าเอ่ยขึ้น “ถึงตัวอาภรณ์จะเสียหายไปแล้ว แต่คุณสมบัติในการเป็นใบผ่านทางของนักเดินทางแห่งราตรียังใช้ได้อยู่”
ลาสเตอร์หยิบจี้ขึ้นมาพลิกดู
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ด้านหลังอันว่างเปล่าของตรากุหลาบสำริดครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเก็บจี้นั้นเข้ากระเป๋าไปเงียบๆ
“ผมจะไปเตรียมตัวหน่อย”
ลาสเตอร์เงยหน้ามองนาฬิกาแขวนผนัง จากนั้นก็คว้าเสื้อโค้ตที่แขวนอยู่หน้าประตูมาสวม แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป
“อีกหนึ่งชั่วโมง ไปเจอกันที่หน้าร้านนะ”
เมืองท่าดีพบลูในเวลาตีสอง แสงไฟตามบ้านเรือนเริ่มทยอยดับลง
บนถนนหน้าร้านเงียบสงัด ต่างจากบรรยากาศคึกคักเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนอย่างสิ้นเชิง
ฮิลติน่ายืนนิ่งไม่ไหวติงท่ามกลางลมหนาวในคืนฤดูใบไม้ร่วง ร่างบางระหงถูกซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อคลุมมีฮู้ดตัวยาวที่คลุมลงมาถึงเอว ราวกับประติมากรรมอันเงียบสงบ
ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก
เธอฟังเสียงเข็มนาฬิกาพกในอกเสื้อเดินเป็นจังหวะ พลางคำนวณเวลาในใจ
จนกระทั่งเหลืออีก 15 วินาทีจะถึงเวลานัด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหูเธอ
“เสื้อคลุมของคุณตัวนี้ใช้ได้เลยนะ พอดีตัวกว่าที่ผมเตรียมไว้ให้ซะอีก”
ฮิลติน่าหันไปมอง พบว่าเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อคลุมมีฮู้ดปกปิดใบหน้าเช่นเดียวกันมายืนอยู่ข้างเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ลาสเตอร์โยนเสื้อคลุมอีกตัวในมือทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ “ก็จริงนะ ในเมื่อเป็นนักเดินทางแห่งราตรีที่ต้องไปทำภารกิจในไนท์เวิลด์ต่างๆ อุปกรณ์ฆ่าคนวางเพลิงปล้นชิงทรัพย์แบบนี้ก็ต้องเป็นไอเทมพื้นฐานที่ขาดไม่ได้อยู่แล้ว”
พูดจบ จู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นโบกเรียกไปยังถนนที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน
วินาทีต่อมา รถเช่าคันหนึ่งก็วิ่งเลี้ยวมาจากมุมถนนไม่ไกล เข้ามายังถนนที่ลาสเตอร์ยืนอยู่
แล้วก็มาหยุดจอดตรงหน้าลาสเตอร์อย่างพอดิบพอดี ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่นิดเดียว
“เขตเมืองชั้นนอก ถนนโลนิน เลขที่ 17 ครับ”
ลาสเตอร์กระโดดขึ้นรถม้า ยื่นธนบัตรสองใบกับบุหรี่หนึ่งซองส่งให้คนขับรถม้าที่นั่งอยู่ด้านหน้าอย่างคล่องแคล่ว
“รบกวนช่วยซิ่งหน่อยนะพี่ชาย”
“ผมกับนักสืบเอกชนของผมตามสืบเรื่องนังเมียตัวดีของผมมาสองเดือนครึ่งแล้ว ในที่สุดคราวนี้ก็จับไต๋ได้สักที”
“รอให้จับได้คาหนังคาเขาก่อนเถอะ พ่อจะเล่นงานไอ้คู่ชายโฉดหญิงชั่วนั่นให้น่วมเลย”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่ได้ใสกระจ่างเหมือนในความทรงจำของฮิลติน่า แต่กลับทุ้มต่ำ แหบพร่า และดูก้าวร้าวขึ้นเล็กน้อย
ราวกับชนชั้นกลางที่ทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่กลับมาพบว่าตัวเองถูกสวมเขา จนต้องพยายามข่มกลั้นความโกรธเอาไว้
“วางใจได้เลยน้องชาย”
คนขับรถม้ารับธนบัตรและบุหรี่ไป แววตาที่ดูง่วงเหงาหาวนอนเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวทันที
“ด้วยเกียรติในอาชีพของพี่ รับรองว่าไม่มีทางปล่อยให้ไอ้คู่เวรนั่นหนีไปได้แน่”
เพียะ—
เสียงแส้ฟาดดังสนั่น
ม้าที่เดิมทียังเดินเอื่อยเฉื่อย พอถูกความเจ็บปวดกระตุ้นก็เร่งฝีเท้าขึ้นทันตา พุ่งทะยานเข้าไปในความมืดมิดยามค่ำคืน
สัมผัสได้ว่ารถม้าเก่าๆ ที่ตนนั่งอยู่กำลังซิ่งแหวกเมืองด้วยความเร็วที่เกินสมรรถนะทางทฤษฎี จนพื้นไม้เริ่มส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดประท้วง ฮิลติน่าอดไม่ได้ที่จะหันไปมองลาสเตอร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ
นี่มันตีสองกว่าแล้ว ปกติรถเช่าแทบจะไม่รับลูกค้าเวลานี้กัน
เมื่อกี้เธอยืนรออยู่หน้าร้านตั้งนาน นี่เป็นรถเช่าคันเดียวที่วิ่งผ่านถนนเส้นนี้
แต่มันดันมาพอดีกับเวลาที่ลาสเตอร์ต้องการเป๊ะๆ ไม่มีคลาดเคลื่อนเลย
ตลอดทาง ทั้งสองคนแทบไม่ได้คุยกัน มีแค่ลาสเตอร์ที่ชวนคนขับคุยเป็นพักๆ
ในเมื่อสถานะของฮิลติน่าตอนนี้คือนักสืบเอกชนที่ลาสเตอร์จ้างมาช่วยจับชู้ แล้วเสียงของเธอก็ดูไม่เข้ากับบทนักสืบสักเท่าไหร่ แถมเธอก็ดัดเสียงเก่งไม่เท่าลาสเตอร์ด้วย
ทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันมืดมิดนอกหน้าต่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ไม่นาน จากถนนสายหลักที่กว้างขวางและสะอาดตาในเขตเมืองที่ทั้งสองคนอยู่เมื่อครู่ ก็กลายเป็นตรอกซอกซอยแคบๆ ระหว่างบ้านชั้นเดียวที่ดูทรุดโทรม
รถม้าเลี้ยวผ่านหัวมุมถนนอีกครั้ง เค้าโครงของถนนสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นลางๆ เบื้องหน้า
“จอดตรงนี้แหละครับ”
ลาสเตอร์เอ่ยขึ้น คนขับรถม้าก็ทำหน้าเข้าใจทันที แล้วจอดรถเทียบข้างทาง
“พี่เข้าใจ จะไปจับชู้ทั้งทีจะให้เอิกเกริกไม่ได้ เดี๋ยวไก่ตื่น ไอ้ยรรยงกับนางวันทองสองใจนั่นจะหนีไปซะก่อน”
เขาหันกลับมายักคิ้วให้ลาสเตอร์ “ให้พี่ช่วยไหมน้องชาย นักสืบของน้องดูท่าทางอ้อนแอ้นจัง เกิดไอ้คู่เวรนั่นมันสู้ขึ้นมา กลัวจะช่วยอะไรน้องไม่ได้นะ”
“ไม่ได้โม้นะ สมัยหนุ่มๆ พี่เคยเป็นนักเลงคุมท่าเรือมาก่อน เรื่องช่วยขู่ช่วยลุยนี่พี่ถนัด”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเมียที่บ้านคลอดลูกแฝด ต้องหางานที่มั่นคงทำ พี่คงไม่มาขับรถม้าหรอก...”
เสียงคนขับรถม้าขาดห้วงไปดื้อๆ เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลาสเตอร์กำลังรับบทคนถูกเมียสวมเขาอยู่ เลยรีบแก้ตัวแบบกระดากๆ “ขอโทษที พี่ไม่ได้ตั้งใจจะอวดเมียต่อหน้าน้องนะ...”
“ไม่เป็นไรครับพี่”
ลาสเตอร์โบกมือ ปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล “พวกผมสองคนเอาอยู่ พี่กลับไปก่อนเถอะครับ”
“ไว้อีกสองสามวันพอเรื่องบัดซบนี่จบลง ผมจะเลี้ยงเหล้าพี่ที่โรงแรมกวางทองสักมื้อ”
ลาสเตอร์กระโดดลงจากรถ แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังถนนโลนินพร้อมกับฮิลติน่าที่ไม่พูดไม่จา
“สมกับเป็นลูกค้าจากเขตเมืองชั้นในจริงๆ ได้ยินว่าค่าอาหารมื้อเดียวที่โรงแรมกวางทอง แพงพอๆ กับค่าจ้างทั้งเดือนของข้าเลยนะเนี่ย”
รอจนเงาร่างของทั้งสองหายลับไปในความมืด คนขับรถม้าถึงเพิ่งได้สติ เกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง
“เดี๋ยวสิ... ข้ายังไม่ได้ให้ที่อยู่เขาเลย แล้วเขาจะมาเลี้ยงเหล้าข้ายังไงฟะ?”