- หน้าแรก
- หอบรรณศาลาแห่งราตรีนิรันดร์
- บทที่ 2 คำสาปที่น่าสิ้นหวังที่สุด
บทที่ 2 คำสาปที่น่าสิ้นหวังที่สุด
บทที่ 2 คำสาปที่น่าสิ้นหวังที่สุด
บทที่ 2 คำสาปที่น่าสิ้นหวังที่สุด
บรรยากาศที่เคยเงียบสงัดและตึงเครียดภายในห้องค่อยๆ จางลงโดยไม่รู้ตัว
มือของฮิลติน่าที่กำลังจะเอื้อมไปที่เอวชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เธอจ้องมองลาสเตอร์ตรงหน้า รู้สึกตะหงิดๆ ว่าอาชีพปัจจุบันของเขากับคำพูดเท่ๆ ก่อนหน้านี้ดูจะขัดแย้งกันพิกล
“จริงๆ ก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจหรอกครับ”
สีหน้าของลาสเตอร์ยังคงเป็นปกติ “ในเมื่อมีบาร์สำหรับบริการผู้ชาย ก็ย่อมต้องมีสถานที่สำหรับบริการผู้หญิงเป็นธรรมดา”
“เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ผมเพิ่งจะเจอเจ้าของร้านนี้ แล้วก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นตัวท็อปของที่นี่”
“แน่นอนว่าขายศิลปะไม่ขายเรือนร่างนะครับ”
ฮิลติน่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ถ้างั้นเรื่องที่คุณพูดมาก่อนหน้านี้ ก็เป็นแค่เรื่องแต่งเพื่อเอาใจแขกสินะ?”
“การทำให้แขกยิ้มได้คือหน้าที่หลักของผมในตอนนี้ก็จริง แต่สิ่งที่ผมพูดไปทั้งหมดเป็นเรื่องจริงครับ”
“แล้วทำไมคุณถึงมาเป็นโฮส... เอ้อ เพื่อนคุยดื่มอยู่ที่นี่ล่ะ?”
ด้วยมารยาทที่ได้รับการอบรมมา ทำให้ฮิลติน่ากระดากปากเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘ผู้ชายขายน้ำ’ ออกไปตรงๆ
“ถ้าจะให้หาเหตุผล ก็คงเป็นการหาความบันเทิงให้ตัวเองล่ะมั้งครับ”
ลาสเตอร์ลุกขึ้น หยิบขวดเหล้าหลากสีสี่ขวดและแก้วก้านยาวสองใบออกมาจากตู้ไวน์มุมห้องอย่างชำนาญ
วินาทีถัดมา ขวดเหล้าเหล่านั้นก็พลิ้วไหวไปตามจังหวะนิ้วมือของเขา ราวกับถูกมอบชีวิตให้
“ผมเป็นคนไม่มีวันพรุ่งนี้ เมืองท่าดีพบลูที่วนลูปซ้ำซากนี้สำหรับผมมันไม่มีความสมจริงอีกต่อไปแล้ว...”
“ดังนั้นจะเป็นช่างแกะสลักหรือโฮสต์หนุ่ม สำหรับผมมันก็ไม่มีอะไรต่างกัน”
“ขอแค่ทำให้ผมรู้สึกสนุก รู้สึกแปลกใหม่ ไม่ให้เป็นบ้าไปซะก่อนในวัฏจักรที่วนเวียนนับหมื่นรอบนี้ ต่อให้ต้องไปเป็นขอทานหรือนักโทษผมก็ไม่เกี่ยง”
นิ้วมือของลาสเตอร์หยุดลง
กริ๊ก—
เสียงแก้วกระทบโต๊ะดังขึ้นเบาๆ
ของเหลวสีแดงสดใสราวกับมีเปลวไฟเต้นระบำอยู่ในแก้วก้านยาวสีเงิน
“‘เพลิงทรายโลกันตร์’ ครับ”
“เรื่องราคาผมคงไม่พูดถึง เพราะเดาว่าคุณคงไม่ได้พกเงินสกุลของที่นี่ติดตัวมา”
ลาสเตอร์วางแก้วสองใบลงบนโต๊ะ แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวเช็ดมือ
“ปกติผมจะเคารพอาชีพตัวเอง เพราะถ้าโรลเพลย์แล้วแหกกฎมันจะหมดสนุก แต่สำหรับวันนี้เป็นกรณีพิเศษ”
ฮิลติน่าไม่ได้ยื่นมือไปรับแก้วใบนั้น เธอเพียงแค่มองดูการแสดงผสมเครื่องดื่มของลาสเตอร์เงียบๆ
แม้ในใจลึกๆ เธอจะอยากปฏิเสธสิ่งที่ลาสเตอร์พูด แต่ความผิดปกติที่เขาแสดงออกมานั้นชัดเจนเกินกว่าที่คำว่า ‘บังเอิญ’ จะอธิบายได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังพูดถูกเผงเรื่องที่เธอไม่ได้พกเงินของเมืองท่าดีพบลูมาสักแดงเดียว
และเมื่อพิจารณาจากตรรกะที่เขาเล่ามา เธอก็หาจุดจับผิดไม่ได้เลย
“แต่ว่า—”
ฮิลติน่าเงยหน้าขึ้น
“ต่อให้สิ่งที่คุณพูดเป็นเรื่องจริง แต่ทำไมอยู่ดีๆ คุณถึงยอมบอกความลับสุดยอดเรื่องการวนลูปเวลาให้คนอื่นรู้ล่ะ?”
“ถึงคนอื่นๆ ในโลกนี้จะลืมบทสนทนากับคุณไปเมื่อเวลาถูกรีเซ็ต แต่คุณก็บอกเองว่าฉันเป็นคนพิเศษที่ไม่เคยปรากฏตัวในลูปก่อนๆ ของคุณนี่นา”
“มันเป็นความลับสุดยอดของผมจริงๆ นั่นแหละครับ—”
“แต่ผมเลิกใส่ใจมันไปนานแล้ว”
เมื่อเห็นว่าฮิลติน่าไม่ยอมดื่ม ลาสเตอร์ก็ไม่เกรงใจ หยิบแก้วส่วนของตัวเองขึ้นมา
“ผมเคยคิดว่า เวลาที่วนกลับมาเริ่มใหม่ได้ไม่รู้จบคือพรที่สวรรค์ประทานให้ ไม่ว่าจะเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่มีแต่คนสรรเสริญท่ามกลางดอกไม้และแสงสี... หรือจะเป็นคนชั่วช้าสามานย์ที่เหยียบย่ำกฎหมาย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความคิดชั่ววูบของผม”
“แต่ความจริงแล้ว มันไม่ใช่พรจากสวรรค์หรอกครับ มันคือคำสาปที่น่าสิ้นหวังที่สุดต่างหาก”
ลาสเตอร์มองดูของเหลวสีแดงฉานดั่งเลือดในแก้ว
“ไม่ว่าจะทิ้งร่องรอยอะไรไว้บนโลกใบนี้ เมื่อยามสนธยามาเยือน ทุกอย่างจะถูกลบหายไป”
“หยกที่แกะสลักอย่างตั้งใจจนเกือบเสร็จ วันรุ่งขึ้นก็จะกลับไปเป็นก้อนหินธรรมดา”
“เพื่อนที่คุยถูกคอ หรือคนรักที่หวานชื่น วันต่อมาก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้า”
“ต่อให้ฝึกฝนร่างกายเป็นพันเป็นร้อยครั้ง ก็ยังคงเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่”
“แม้แต่อยากจะเป็นช่างแต่งหน้าในโรงละครสักพัก ก็ต้องวิ่งไปสมัครงานใหม่ทุกรอบ ต้องทนฟังผู้จัดการคณะพูดบทเดิมๆ ที่ผมท่องได้จนขึ้นใจแล้ว”
“เกิด เติบโต แก่เฒ่า และตาย... ได้สัมผัสกับความสุข ความโกรธ ความเศร้า ความสนุก การพบเจอและการลาจาก นี่คือความงดงามเฉพาะตัวของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับผมเลย”
“ผมเป็นแค่คนผ่านทางของโลกใบนี้ ดูเหมือนทำได้ทุกอย่าง แต่จริงๆ แล้วกลับว่างเปล่าไม่เหลืออะไร นอกจากความทรงจำแล้ว ผมเก็บรักษาอะไรไว้ไม่ได้เลย”
ลาสเตอร์กระดก ‘เพลิงทรายโลกันตร์’ รวดเดียวหมดแก้ว
“ดังนั้น—”
“เพื่อที่จะ ‘ฆ่า’ วงจรที่ไร้ทางเยียวยาและไม่มีวันจบสิ้นนี้ให้ได้”
“ราคาที่ผมพร้อมจะจ่าย มันมากมายกว่าที่คุณจะจินตนาการได้... ไม่ว่าสิ่งที่ขวางทางผมอยู่จะเป็นอะไรก็ตาม”
“กฎหมายของปุถุชน, แนวคิดเรื่องความดีความชั่ว...”
“หรือแม้แต่ตัวตนบางอย่างที่อ้างตัวว่าเป็นพระเจ้า”
น้ำเสียงของลาสเตอร์ราบเรียบ
แต่เมื่อได้ฟังน้ำเสียงที่สงบนิ่งนั้น ฮิลติน่ากลับพบว่าร่างกายของตัวเองเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
การค้นพบนี้ทำให้ฮิลติน่าชะงักไปเล็กน้อย ทั้งที่เธออยู่คนละมิติกับชาวเมืองในโลกนี้แท้ๆ แต่เธอกลับรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาเพราะคำพูดไม่กี่ประโยคของคนพื้นเมืองคนนี้
ทันใดนั้น ฮิลติน่าก็ได้ยินเสียง แกร๊ก
ในมือซ้ายของลาสเตอร์ ปรากฏปืนลูกโม่กระบอกหนึ่งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ
ตัวปืนสีขาวเงินสะท้อนประกายโลหะเย็นเยียบ ราวกับดวงจันทร์เหล็ก
ในขณะเดียวกัน ฮิลติน่าก็หันขวับไปมองทิศทางหนึ่งทันที
ไม่ใช่ทางลาสเตอร์ที่จู่ๆ ก็ชักปืน แต่เป็นมุมหนึ่งข้างหน้าต่างที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
“สมกับเป็นหัวกะทิที่ราชวงศ์ฟูมฟักมาจริงๆ... ประสาทสัมผัสใช้ได้เลยนี่”
เสียงแหบพร่าของผู้หญิงดังขึ้นในห้องส่วนตัวที่กว้างขวางและเงียบสงัด
ร่างที่ปรากฏคือนั้นคือหญิงสาวรูปร่างอวบอัด สวมหน้ากากเหล็กสีดำ ครึ่งซีกของร่างกายซ่อนอยู่ในเงามืด
“แต่ที่นึกไม่ถึงคือ สิ่งแรกที่เธอทำหลังจากเข้ามาใน ‘ไนท์เวิลด์’ (โลกราตรี) กลับเป็นการมาหาผู้ชายในที่แบบนี้”
“แต่ก็นะ ถ้าอยากระบายความใคร่ ไนท์เวิลด์ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว”
“ปลอดภัย เป็นส่วนตัว แถมไม่ทิ้งร่องรอย...”
หญิงสวมหน้ากากมองไปรอบๆ พลางหัวเราะคิกคัก
เทียบกับฮิลติน่าที่ยังอ่อนต่อโลก เธอมีประสบการณ์โชกโชนกว่ามาก มองปราดเดียวก็รู้ว่าลาสเตอร์รับบทบาทอะไรในที่แห่งนี้
สายตาของหญิงสวมหน้ากากหยุดอยู่ที่ใบหน้าของลาสเตอร์ครู่หนึ่ง แววตาฉายความประหลาดใจเล็กน้อย “นึกไม่ถึงว่าในไนท์เวิลด์จะมี ‘เงาฉายของคนพื้นเมือง’ แบบนี้อยู่ด้วย มิน่าล่ะ ถึงทำให้คุณหนูใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยดวงดาวลืมความถือตัวของชนชั้นสูงไปเสียสนิท”
“ถือว่าเป็นของแถมที่ได้มานอกเหนือจากภารกิจก็แล้วกัน”
ทว่าวินาทีถัดมา สายตาของเธอก็หยุดอยู่ที่ปืนสีเงินในมือของลาสเตอร์
เสียงหัวเราะยั่วยวนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา “ฉันไม่ชอบของเล่นที่พยศซะด้วยสิ”
“ถึงจะน่าเสียดายไปหน่อย แต่ถ้าส่งให้พวกชอบเล่นกับศพเอาไปดัดแปลงสักหน่อย ก็น่าจะมีวิธีเล่นสนุกแบบอื่นได้เหมือนกัน”
“รีบทิ้งปืนเร็วเข้า!”
ฮิลติน่าเหมือนจะรับรู้อะไรบางอย่างได้ จึงตะโกนบอกอย่างเร่งร้อน
ทว่าคำเตือนของเธอก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง
ภายใต้หน้ากากเหล็กสีดำ บริเวณดวงตาที่เคยถูกเงามืดบดบัง พลันสว่างวาบด้วยแสงสีแดงกุหลาบ
แสงเงาอันวิจิตรบรรจงก่อตัวขึ้นในดวงตาของเธอ กลายเป็นภาพเงาร่างมนุษย์ที่เลือนรางแต่เย้ายวน
จากนั้นมันก็หมุนวน ร่ายรำ และขยายใหญ่ขึ้น
จนกระทั่ง แสงสีแดงกุหลาบอันงดงามและท่วงท่าการร่ายรำอันอ่อนช้อยนั้น สะท้อนเข้าไปในดวงตาของลาสเตอร์
“จงอุทิศชีวิตของเจ้าให้แก่ข้า”
เสียงหวานนุ่มนวลดั่งลอยมาจากที่ไกลแสนไกล แต่กลับแฝงไว้ด้วยมนต์สะกดที่ไม่อาจขัดขืนและไม่อาจปฏิเสธได้
ราวกับถูกคำสั่งนั้นครอบงำจิตใจ
ลาสเตอร์ก้มหน้าลงราวกับหุ่นเชิด ค่อยๆ ยกปืนลูกโม่สีเงินในมือซ้ายขึ้นอย่างแข็งทื่อด้วยท่วงท่าที่ผิดธรรมชาติ
แล้วหันปากกระบอกปืนจ่อไปที่ขมับของตัวเองอย่างช้าๆ