- หน้าแรก
- แค่รับศิษย์ขอทาน ทำไมข้าถึงกลายเป็นผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 2 สำนักเฮงซวยแบบนี้ ต่อให้ยกให้ฟรีๆ ก็ไม่มีใครเอา!
บทที่ 2 สำนักเฮงซวยแบบนี้ ต่อให้ยกให้ฟรีๆ ก็ไม่มีใครเอา!
บทที่ 2 สำนักเฮงซวยแบบนี้ ต่อให้ยกให้ฟรีๆ ก็ไม่มีใครเอา!
เมืองที่ตั้งอยู่ตีนเขาชิงสือมีชื่อว่าเมืองชิงสือ
เมืองนี้มีขนาดเล็ก แต่เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณจุดตัดของเส้นทางการค้าหลายสาย จึงเป็นสถานที่ที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรและปุถุชนมักจะมาทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกัน
เจิ้งอี้สวมชุดคลุมเต๋าสีซีด เดินปะปนไปกับฝูงชน
เขากำโฉนดที่ดินแน่น เดินตรงไปยังแผงลอยมุมหนึ่งของเมืองที่มีป้ายเขียนว่า "นายหน้า"
เจ้าของแผงเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็ง นั่งขัดสมาธิ พัดวีด้วยพัดใบลานอย่างสบายอารมณ์
เจิ้งอี้จัดชุดคลุมเต๋าให้เรียบร้อย ฝืนยิ้มอย่างถ่อมตนแล้วก้าวเข้าไป
"ท่านผู้นี้ ข้ามีเรื่องอยากจะสอบถามหน่อย"
นายหน้าผู้นั้นไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง ทำเพียงส่งเสียงฮึมฮัมในลำคอ
"ข้าอยากจะถามว่า ที่ดินผืนนั้นของสำนักเทียนอวิ๋นมีราคาประมาณเท่าไหร่หรือ?"
ทันทีที่พูดจบ นายหน้าก็หยุดพัด เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองสำรวจเจิ้งอี้ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาราวกับกำลังมองคนปัญญาอ่อน
"สำนักเทียนอวิ๋น? เจ้าหมายถึงวัดร้างผุพังบนเขาชิงสือนั่นน่ะรึ?"
เจิ้งอี้โบกมือปฏิเสธด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
"แค่ก ยังไม่ร้างซะหน่อย... ข้า ข้าคือคนของสำนักเทียนอวิ๋น"
"พรืด"
นายหน้าคนนั้นหลุดขำออกมา
"เฮ้ นักพรตน้อย เจ้ายังละเมอตื่นไม่เต็มตาหรือไง?"
"สถานที่กันดารพรรค์นั้น ปราณวิญญาณก็แทบจะไม่มี แม้แต่หนูยังไม่อยากจะเข้าไปอยู่"
"ใครจะไปซื้อ? ต่อให้ยกให้ฟรีๆ ก็ไม่มีใครเอาหรอก!"
หัวใจของเจิ้งอี้ดิ่งวูบ
"มัน... ไร้ค่าขนาดนั้นเชียวหรือ? อย่างน้อย... อย่างน้อยมันก็ครองยอดเขาอยู่นะ..."
"ยอดเขา?"
ชายร่างกำยำที่เดินผ่านมาพูดแทรกขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะลั่น ข้างกายเขามีผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรแต่งกายคล้ายกันอีกหลายคน
"ไอ้หนู ภูเขารกร้างรอบเมืองชิงสือมีเยอะแยะถมเถ ใครเขาจะไปสนสถานที่เฮงซวยของเจ้ากัน?"
อีกคนผสมโรงเยาะเย้ย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
"ข้าได้ยินมาว่านักพรตเฒ่าสำนักเทียนอวิ๋นใกล้จะตายแล้วนี่ ว่าไง ตายไปจริงๆ แล้วรึ?"
"ไอ้หนู เจ้าคือเจ้าสำนักคนใหม่สินะ?"
"ฮ่าฮ่าฮ่า อะไรกันเนี่ย? เพิ่งจะเป็นเจ้าสำนักก็คิดจะขายสำนักกินซะแล้ว?"
"ด้วยพลังระดับขอบเขตกลั่นลมปราณเนี่ยนะจะเป็นเจ้าสำนัก? สำนักเทียนอวิ๋นสิ้นไร้ไม้ตอกแล้วจริงๆ!"
เสียงหัวเราะดังระงม
เจิ้งอี้กำหมัดแน่น ตัวสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความอับอายและคับแค้นใจ
เมื่อเห็นดังนั้น นายหน้าก็โบกมืออย่างรำคาญ
"เอาล่ะๆ นักพรตน้อย ข้าจะบอกความจริงให้ สำนักเทียนอวิ๋นไม่มีราคาค่างวดอะไรหรอก ไม่มีใครเอาหรอก ล้มเลิกความคิดนั้นซะเถอะ!"
ความหวังริบหรี่สุดท้ายดับวูบลงอย่างสมบูรณ์
เจิ้งอี้หันหลังเดินจากไป ท่าทางห่อเหี่ยว
ที่แผงลอยข้างทาง เขาใช้เหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญที่เหลือจากค่ายาท่านอาจารย์ซื้อหมั่นโถวมาสามลูก
'ขายสำนักไม่ได้'
'ดูเหมือนทางเลือกเดียวคือกลับไปรื้อป้ายเก่าๆ ที่สลักอักษร "สำนักเทียนอวิ๋น" นั่นมาทำเป็นโลงศพแก้ขัดให้ท่านอาจารย์'
'แล้วก็หาที่วิวสวยๆ หลังเขาฝังท่านไว้ที่นั่น'
เจิ้งอี้เดินไปพลางคิดไปพลาง รู้สึกถึงความวังเวงและสิ้นหวังอย่างที่สุด
พอเดินมาถึงมุมถนนมืดๆ แห่งหนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงทุบตีและเสียงด่าทอหยาบคาย
"บัดซบ! ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามขโมยของกิน!"
"คายออกมานะ! ข้าจะตีเจ้าให้ตายเลย ไอเด็กเวร!"
เจิ้งอี้เงยหน้าขึ้นเห็นอันธพาลข้างถนนเสื้อผ้าซอมซ่อหลายคนกำลังรุมเตะต่อยขอทานตัวผอมแห้ง
เด็กขอทานดูอายุเพียงเจ็ดแปดขวบ เนื้อตัวมอมแมม
เขาเอามือปิดปากแน่น เคี้ยวและกลืนบางอย่างลงไปอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ยอมส่งเสียงร้องแม้แต่แอะเดียวท่ามกลางพายุหมัดเท้า
อันธพาลคนหนึ่งดูเหมือนจะโมโหจัด เตะเข้าที่ท้องของขอทานเต็มแรง
"อั้ก!"
ขอทานทนไม่ไหวอีกต่อไป คายเศษอาหารที่ปนน้ำลายซึ่งยังไม่ได้กลืนออกมา แล้วเริ่มไอโขลกขลกอย่างรุนแรง
เมื่อเห็นดังนั้น พวกอันธพาลก็ยิ่งได้ใจ ลงมือหนักข้อขึ้น ดูเหมือนตั้งใจจะตีขอทานให้ตายคาตีนจริงๆ
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ความทรงจำในวันหิมะตกเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นมาในหัวของเจิ้งอี้อย่างไม่อาจควบคุม
เขาขดตัวอยู่ในป่า ทั้งหนาวทั้งหิว คิดว่าตัวเองคงต้องตายแน่แล้ว
ตอนนั้นเอง ท่านอาจารย์ก็ปรากฏตัวขึ้น
อารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดระเบิดออกมาในวินาทีนี้!
เจิ้งอี้พุ่งตัวออกไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
แม้เขาจะมีเพียงพลังขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นสี่ แต่ก็เกินพอที่จะจัดการกับอันธพาลปุถุชนไม่กี่คน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีประสบการณ์การต่อสู้โชกโชนที่สั่งสมมาจากชาติก่อน
หมัดหนึ่งกระแทกเข้าเต็มดั้งจมูกของหัวหน้าแก๊งอันธพาล มันร้องโหยหวน เลือดกำเดาไหลอาบหน้า
ตามด้วยลูกเตะตัดลำตัว อันธพาลอีกคนที่กำลังจะลอบกัดถูกเตะกระเด็นลงไปกองกับพื้น
ท่วงท่าของเขาหมดจดเฉียบขาด ไร้ลีลาฟุ่มเฟือย ทุกหมัดทุกเท้าแฝงไว้ด้วยพลังปราณอันน้อยนิด
เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็ซัดอันธพาลทั้งหมดลงไปนอนกองกับพื้น
"บัดซบ เป็นผู้บำเพ็ญเพียร!"
"จ...เจ้าจำไว้! อย่าหนีไปไหนนะ!"
หลังจากทิ้งคำพูดตามสูตร พวกมันก็แตกกระเจิงหายไปที่ท้ายตรอก
เจิ้งอี้สูดหายใจลึก ระบายความอัดอั้นในอกออกมาได้บ้าง
เขาหันไปมองขอทาน
เด็กน้อยนอนอยู่บนพื้น ยื่นมือดำเมี่ยมออกมา ค่อยๆ เก็บเศษอาหารที่เพิ่งอาเจียนออกมา แล้วยัดกลับเข้าปาก
หัวใจของเจิ้งอี้บีบรัดอีกครั้ง
เขาก้าวเข้าไป นั่งยองๆ แล้วยัดหมั่นโถวสามลูกที่เพิ่งซื้อมาใส่อ้อมอกของขอทาน
"กินซะ"
ขอทานชะงัก
เขาเงยหน้าขึ้นมองเจิ้งอี้ตาแป๋ว
บนใบหน้ามอมแมมนั้น ดวงตาคู่หนึ่งฉายประกายเจิดจ้าอย่างน่าประหลาด
เจิ้งอี้ไม่พูดอะไรอีก เขาลุกขึ้นปัดฝุ่น แล้วเดินเหม่อลอยกลับไปยังประตูสำนัก
เมื่อกลับมาถึงหน้าประตูสำนัก
เจิ้งอี้เงยหน้ามองแผ่นป้ายที่ตัวอักษรแทบจะเลือนหายเพราะถูกลมทรายกัดกร่อน
ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์
"ช่างเถอะ..."
เจิ้งอี้ยิ้มขื่น
"ให้สำนักเทียนอวิ๋น... มันพังพินาศไปในมือข้านี่แหละ"
เขาถอยหลังไปไม่กี่ก้าว แล้วกระโดดถีบตัวลอยตัวขึ้นสูง คว้าจับป้ายชื่อสำนัก
จากนั้น รวบรวมแรงทั้งหมดงัดแผ่นป้ายออกจากคาน
โครม!
แผ่นป้ายตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ฝุ่นตลบฟุ้ง
เจิ้งอี้โซซัดโซเซลงสู่พื้น มองดูแผ่นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของสำนักแล้วยิ้มขื่น
'ท่านอาจารย์หนอท่านอาจารย์ ท่านอุทิศทั้งชีวิตเพื่อปกป้องสำนักแห่งนี้ ตอนนี้ให้สำนักเทียนอวิ๋นถูกฝังไปพร้อมกับท่านเถอะ'
นี่อาจจะเป็นจุดจบที่สมเกียรติที่สุดสำหรับสำนักเทียนอวิ๋นแล้ว
เขาก้มลง แบกป้ายไม้หนักอึ้งขึ้นบ่าอย่างทุลักทุเล แล้วเดินทีละก้าวไปยังห้องนอนอันเงียบสงบของท่านอาจารย์
ทว่า เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง
เจิ้งอี้หันกลับไปมอง
ร่างเล็กผอมบางกำลังวิ่งเหยาะๆ ตามมา ในอ้อมแขนกอดหมั่นโถวสามลูกเอาไว้แน่น
นั่นมันเจ้าขอทานที่เพิ่งช่วยไว้นี่?
"เจ้ามาที่นี่ทำไม?"
ขอทานไม่ตอบ
ภายใต้สายตาตกตะลึงของเจิ้งอี้ เขาวางหมั่นโถวลงบนขั้นบันไดหินสะอาดสะอ้าน ย่อเข่าลง แล้วคุกเข่า
ตึง!
เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหินสีเขียวเย็นเฉียบอย่างแรง
เจิ้งอี้วางป้ายบนบ่าลงแล้วถามว่า
"เจ้าทำอะไร? ลุกขึ้น!"
ขอทานไม่ลุก เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นจ้องมองเจิ้งอี้
เจิ้งอี้มองเขา ทันใดนั้นก็เข้าใจอะไรบางอย่าง จึงถามอย่างอ่อนใจว่า "เจ้า... อยากจะมาฝากตัวเป็นศิษย์ข้ารึ?"