- หน้าแรก
- ระบบคลั่ง คนพลังเทพ
- บทที่ 21 ฉันไม่มีนิสัยชอบเก็บขยะ
บทที่ 21 ฉันไม่มีนิสัยชอบเก็บขยะ
บทที่ 21 ฉันไม่มีนิสัยชอบเก็บขยะ
ท่าทีอันจองหองพองขนของอีกฝ่ายทำเอาผู้จัดการใหญ่เชี่ยถึงกับพูดไม่ออก ส่วนหลินตงไหลสีหน้าเย็นชาลงเล็กน้อย แต่ก็ข่มใจนั่งลง เขาอยากจะดูเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน
“ได้ข่าวว่าแกซื้อบริษัทนี้มาด้วยเงินแค่หนึ่งล้านหยวน?” ติงเฟยถามเสียงห้วน
“ก็ประมาณนั้น” หลินตงไหลไม่ปฏิเสธ
“งั้นก็ดี ตอนนี้ฉันจะขอซื้อบริษัทแกต่อ แกซื้อมาล้านเดียว ฉันจะให้แกหนึ่งร้อยล้าน... กำไรตั้งร้อยเท่า ถือว่าฉันใจป้ำมากแล้วนะ ว่าไง?”
ได้ยินแบบนี้ หลินตงไหลถึงกับหลุดขำออกมา... แต่เป็นขำด้วยความโกรธ “คุณชายติง คุณแน่ใจนะว่าไม่ได้มาเล่นตลกให้ผมดู?”
“แกกล้าว่าฉันเป็นตัวตลก? รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร!”
“ผมไม่สนหรอกว่าคุณเป็นใคร แต่การทำธุรกิจเขาไม่ทำกันแบบนี้” หลินตงไหลลุกขึ้นยืน ตัดบทเสียงเย็น “ผู้จัดการเชี่ย... ส่งแขก!”
“แกกล้า!”
ติงเฟยของขึ้น ลุกพรวดขึ้นมาตวาดลั่น “ไอ้แซ่หลิน! บอกให้เอาบุญนะเว้ย การเข้าซื้อบริษัทแกครั้งนี้เป็นใบสั่งจากทางมณฑล ถ้าแกไม่ขายก็เท่ากับแกงัดข้อกับทางมณฑล งัดข้อกับรัฐบาล!”
“ข้อหาใหญ่โตดีนี่ แต่ต่อให้ติงซื่อกรุ๊ปจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็คงเป็นตัวแทนของรัฐบาลไม่ได้หรอกมั้ง” หลินตงไหลหมดความอดทนแล้ว ตวาดกลับ “ผู้จัดการเชี่ย เชิญพวกเขาออกไป ถ้าไม่ยอมไป ก็เรียก รปภ. มาลากตัวออกไปซะ!”
ทิ้งคำสั่งไว้แค่นั้น เขาก็เดินออกจากห้องไปทันที
ติงเฟยโกรธจนหน้าดำหน้าแดง “ดี! ดีมาก! พวกแกคอยดูเถอะ ฉันจะเล่นงานให้ตายกันไปข้างหนึ่ง!”
พอกลับไป ติงเฟยก็รีบติดต่อหา ‘เหลียงจง’ เบอร์หนึ่งของเมืองหลินไห่ทันที ฟ้องแหลกว่าเจ้าของบริษัทสือซินหยาบคาย ไร้มารยาท แถมยังอ้างชื่อผู้ใหญ่ในมณฑลกดดันให้เหลียงจงหาเรื่องสั่งปิดบริษัท
แต่เหลียงจงรู้อยู่เต็มอกว่าบริษัทสือซินคือของหลินตงไหล ต่อให้ไม่เอ่ยชื่อ เขาก็รู้ทันที และเขาย่อมไม่กล้าไปหาเรื่องหลินตงไหลแน่ๆ จึงตอบแบ่งรับแบ่งสู้ไปว่าจะดำเนินการตามกฎระเบียบ ถ้าบริษัททำผิดจริงถึงจะจัดการได้
ติงเฟยแทบคลั่ง รีบโทรฟ้องพ่อ ‘ติงย่าว’ หวังให้พ่อช่วยจัดการ แต่กลับโดนพ่อด่าเปิงจนเสียหมานานกว่าสิบนาที สุดท้ายพ่อสั่งให้เขาอยู่เฉยๆ แล้วจะส่ง ‘ซูหยา’ ไปจัดการแทน
ที่แท้ติงย่าวไม่ไว้ใจลูกชายคนนี้อยู่แล้ว คนที่เขาให้ตามประกบลูกชายรายงานพฤติกรรมทุกอย่างให้เขารู้หมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อกี้นี้ ‘เบอร์สองของมณฑลหนานเจียง’ (ผู้ว่าการมณฑล) เพิ่งโทรมากำชับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
เขามีความสัมพันธ์อันดีกับ ‘ผู้ว่าการมณฑลหลิว’ ท่านกำชับนักหนาว่าต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย อย่าให้มีปัญหา และที่สำคัญคือ ‘ห้ามกลัวเสียเปรียบ’
ทำให้ดี แล้วทางมณฑลจะมีรางวัลตอบแทนให้อย่างงามในภายหลัง... ในสถานการณ์สำคัญแบบนี้ ติงย่าวจะปล่อยให้ลูกชายตัวดีที่จ้องแต่จะเอาหน้าไปทำเรื่องเสียได้ยังไง
ติงเฟยวางสายด้วยความแค้น ระบายอารมณ์ด้วยการขว้างปาสข้าวของจนพังยับเยิน แต่หลังจากระบายอารมณ์เสร็จ รอยยิ้มชั่วร้ายก็ปรากฏบนใบหน้า...
ดีเหมือนกัน ถึงจะอดสร้างผลงานใหญ่ แต่ก็อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะได้เคลมซูหยา
พ่อเคยเตือนเขาหลายครั้งว่าห้ามยุ่งกับซูหยา เขาคิดว่าพ่อหัวโบราณคร่ำครึ ถ้าเขาปราบพยศซูหยาได้ ต่อไปเธอก็ต้องก้มหน้าก้มตาหาเงินให้ตระกูลเขา แถมยังต้องผลิตทายาทให้เขาอีก ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
...
หลินตงไหลกลับมาที่ห้องทำงานด้วยอารมณ์หงุดหงิด ไม่น่าเชื่อว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างติงซื่อกรุ๊ปจะเลี้ยงดูทายาทออกมาได้ปัญญาอ่อนขนาดนี้ แต่คำขู่ของอีกฝ่ายเขาก็ประมาทไม่ได้
น่าเสียดายที่พลังวิเศษไม่ได้บอกจุดอ่อนของอีกฝ่ายมาให้
นี่เป็นเครื่องเตือนใจว่า อย่าพึ่งพาแต่พลังวิเศษมากเกินไป ถ้าวันหนึ่งพลังหายไป เขาจะทำยังไง?
เพื่อความไม่ประมาท หลินตงไหลโทรหาหวังชินเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับติงซื่อกรุ๊ป ยิ่งรู้ข้อมูล เขาก็ยิ่งตระหนักว่ากลุ่มทุนนี้แข็งแกร่งและน่ากลัวขนาดไหน
ในตอนนั้นเอง หม่าเซียงเซียงก็เดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับล็อกประตูห้องลงกลอนเสร็จสรรพ
“พี่เขยคะ เหนื่อยไหมคะ? หนูชงกาแฟมาให้ พี่เขยลองชิมดูสิคะ”
เธอรู้แล้วว่าหลินตงไหลรวยล้นฟ้า และเธอมโนไปเองว่าเขาน่าจะมีใจให้เธอ โอกาสทองลอยมาตรงหน้าแบบนี้ จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไง
เพื่อเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดใจ ก่อนเข้ามาเธอจงใจดึงคอเสื้อเปิดไหล่ข้างขวาลง เผยให้เห็นผิวขาวเนียนและเนินอกอวบอิ่ม ต้องยอมรับว่าหุ่นของเธอจัดว่าเด็ดดวงจริงๆ ขาเรียวสวย หน้าอกหน้าใจก็ดูมโหฬารกว่าพี่สาวเสียอีก
หลินตงไหลที่กำลังหงุดหงิดอยู่แล้ว ปรายตามองหม่าเซียงเซียงด้วยสายตาเย็นชา “เธอจะทำอะไร?”
“พี่เขยคะ หนูรู้ว่าพี่เข้าใจหนูผิด... จริงๆ แล้วเมื่อก่อนที่หนูทำตัวร้ายกาจ ก็เพราะหนูโกรธ... โกรธที่ในสายตาพี่มีแต่พี่สาวหนูคนเดียว หนูเลยแกล้งทำตัวไม่ดีใส่พี่ หนูแค่อยากให้พี่หย่ากับพี่สาว... แล้วหนูจะได้มีโอกาสบ้าง”
“พี่ไม่รู้หรอกว่าหนูแอบชอบพี่มานานแค่ไหน ทุกครั้งที่เห็นพี่อยู่กับพี่สาว หนูอิจฉาจนแทบบ้า ก็เลยพาลใส่พี่ไปแบบนั้น...”
หม่าเซียงเซียงตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ เห็นหลินตงไหลไม่ว่าอะไร เธอก็ได้ใจเดินอ้อมโต๊ะมาทำท่าจะนั่งลงบนตักของเขา
หลินตงไหลขยับเก้าอี้หนีวูบ
หม่าเซียงเซียงเกือบจะก้นจ้ำเบ้าหน้าคะมำ เธอหน้าเสียเล็กน้อยก่อนจะกระซิบเสียงอ่อน “พี่เขยพี่ยังไม่เชื่อหนูอีกเหรอคะ? หนูไม่ได้โกหกนะคะ... ถ้าไม่เชื่อ หนูยอมยกตัวและหัวใจให้พี่ตอนนี้เลยก็ได้ ที่นี่... ในห้องทำงานนี้ จะเล่นท่ายากแค่ไหนหนูก็ยอม”
“เล่นท่ายากแค่ไหนก็ยอม?” น้ำเสียงของหลินตงไหลแฝงแววเย้ยหยัน
“อื้ม... ยอมหมดเลยค่ะ จะใช้ปาก หรือจะข้างหลังก็ได้... ว้าย! พี่เขยนี่ร้ายจริงๆ คนเขาอายจะตายอยู่แล้ว” หม่าเซียงเซียงแสร้งทำเป็นเขินอายบิดตัวไปมา
มุมปากของหลินตงไหลกระตุกยิ้มเหยียดหยาม “ไม่ต้องอายหรอก เพราะฉันไม่มีวันแตะต้องตัวเธอ... พอดีฉันไม่มีนิสัยชอบ ‘เก็บขยะ’ น่ะ”
“กะ... แกพูดว่าอะไรนะ?” หม่าเซียงเซียงอึ้งกิมกี่
“ฉันบอกว่า... ขยะอย่างเธอ ฉันไม่เอา!” หลินตงไหลย้ำชัดถ้อยชัดคำ
“แก... แก...”
หม่าเซียงเซียงทั้งอายทั้งโกรธจนหน้าแดงก่ำ ผู้ชายตั้งกี่คนอยากได้ตัวเธอจนตัวสั่น แต่นี่เธออุตส่าห์เสนอตัวให้ถึงที่ แถมยังพูดจาเชิญชวนขนาดนั้น กลับโดนเขาดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นขยะ
แถมยังเป็นผู้ชายที่เธอเคยดูถูกมาตลอด ศักดิ์ศรีของเธอแหลกยับเยินไม่มีชิ้นดี
“ไสหัวไป!”
หลินตงไหลไล่ตะเพิด เขาไม่ได้ไล่เธอออกจากงานเพราะขี้เกียจจะยุ่งกับคนพรรค์นี้ แต่นึกไม่ถึงว่าพอรู้ว่าเขารวย ยัยนี่จะหน้าด้านเข้ามาเสนอตัวถึงที่
หม่าเซียงเซียงเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปทั้งน้ำตา ในใจก่นด่าหลินตงไหลสารพัด
ไอ้โง่! อย่าคิดว่าฉันไม่เห็นนะว่าแกมองนมฉันตาเป็นมัน! ก็แค่อยากจะแก้แค้นที่ฉันเคยว่าแกเท่านั้นแหละ คอยดูเถอะ ฉันจะทำให้แกเสียใจ!
...
หลังจากไล่หม่าเซียงเซียงไป หลินตงไหลก็ออกจากบริษัท ไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง ห้าโมงเย็นเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากติงซื่อกรุ๊ปอีกครั้ง
คราวนี้เป็นเสียงผู้หญิงที่ฟังดูมีเสน่ห์เย้ายวนใจ “สวัสดีค่ะท่านประธานหลิน ดิฉัน ‘ซูหยา’ จากติงซื่อกรุ๊ปค่ะ”
“เปลี่ยนคนแล้ว?” หลินตงไหลถามเสียงเรียบ
“ใช่ค่ะ ต้องขออภัยด้วยนะคะที่ก่อนหน้านี้คุณชายรองของเราเสียมารยาทไปหน่อย หวังว่าท่านประธานหลินจะไม่ถือสานะคะ”
“แค่เสียมารยาท? ไม่ใช่ว่าวางแผนกันมาแล้วหรอกเหรอ? ให้คนแรกมาขู่ขวัญ เผื่อฟลุ๊คกดราคาได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็ถือว่าได้ข่มขวัญไว้ก่อน แล้วค่อยส่งคนมาเจรจาต่อ?”
หลินตงไหลแค่นเสียงรู้ทัน
“ท่านประธานหลินมองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้วค่ะ ดิฉันรับประกันได้ว่าไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน... เอาอย่างนี้ดีไหมคะ เย็นนี้ดิฉันขอเชิญท่านทานข้าว เราจะได้คุยกันในรายละเอียด”
“ก็ได้... กำลังหิวพอดี งั้นขอไปกินฟรีสักมื้อแล้วกัน”
หลินตงไหลตอบตกลง
ไม่นานนักเขาก็มาถึงร้านอาหารที่นัดหมาย แต่ทันทีที่เห็นหน้าหญิงสาวที่รออยู่ เขาก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
จบบท