- หน้าแรก
- ระบบคลั่ง คนพลังเทพ
- บทที่ 20 ท่าทีอันจองหอง
บทที่ 20 ท่าทีอันจองหอง
บทที่ 20 ท่าทีอันจองหอง
เมื่อหลินตงไหลมาถึงหน้าโรงพยาบาลและกำลังจะเดินเข้าไป ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกทักทายอย่างกระตือรือร้นดังขึ้น
“ตงไหล!”
เขาหันไปมอง พบว่าเป็น ‘กัวเฉิง’ ที่กำลังฉีกยิ้มประจบประแจงเต็มที่
“มีธุระอะไร?” หลินตงไหลถามเสียงเรียบ สีหน้าเย็นชา
“ไม่มีอะไรหรอก พอดีได้ข่าวว่าคุณพ่อของนายไม่สบาย ในฐานะเพื่อนเก่า ก็ต้องแวะมาเยี่ยมเยียนหน่อยสิ” กัวเฉิงยิ้มร่า โค้งตัวลงต่ำอย่างนอบน้อม
“เพื่อนเก่า?”
“เหอะๆ ฉันจำได้ว่ามีคนเคยพูดว่า เขาไม่มีเพื่อนเกรดต่ำแบบฉัน แถมยังบอกว่ามีเพื่อนแบบฉันมันน่าขายหน้าไม่ใช่เหรอ?”
กัวเฉิงหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่ง แต่ยังคงรักษารอยยิ้มสู้เสือ “ตงไหล... ตอนนั้นฉันมันเด็กไม่รู้ความ ปากพล่อยไปหน่อย นายอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ”
ลำพังแค่ท่าทีพินอบพิเทาของหวังยงที่มีต่อหลินตงไหล ก็ทำเอากัวเฉิงขวัญผวาไปแล้ว ยิ่งล่าสุดเขาไปสืบรู้มาว่าเจ้าของบริษัทสือซินที่กำลังเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองก็คือหลินตงไหล เขายิ่งช็อกตาตั้ง
ตอนแรกเขากะจะไปขอส่วนแบ่งโครงการก่อสร้าง แต่พอรู้ตื้นลึกหนาบางว่าหลินตงไหลรู้ล่วงหน้าเรื่องการย้ายบ่อขยะ เขาก็ขนลุกซู่ด้วยความทึ่งแกมหวาดกลัว
คนที่มีเส้นสายระดับรู้ข่าวลับสุดยอดแบบนี้... ถ้าไม่รีบมาประจบสอพลอตอนนี้ จะรอไปถึงเมื่อไหร่!
เด็กไม่รู้ความ?
หลินตงไหลส่ายหน้าในใจกับคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ผ่านไปไม่กี่วันกลายเป็นเด็กไม่รู้ความไปซะแล้ว แต่โบราณว่าไว้ ‘คนยิ้มมาจะเอาไม้หน้าสามฟาดก็กระไรอยู่’ อีกฝ่ายอุตส่าห์ลดตัวลงมาขนาดนี้ แถมไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงอะไร ก็ช่างมันเถอะ
“ตกลงมีธุระอะไร?”
กัวเฉิงรู้ทันทีว่าหลินตงไหลเริ่มเปิดใจแล้ว จึงรีบเข้าประเด็น “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก คือพรุ่งนี้เย็นจะมีงานเลี้ยงรุ่น เลยอยากชวนนายไปร่วมงานด้วยกัน”
“ไม่ไป!”
หลินตงไหลปฏิเสธทันควัน
“เอ่อ... แต่โจวซินอี๋ก็ไปนะ”
“เธอไปแล้วเกี่ยวอะไรกับฉัน”
“แล้วก็... ‘ซ่งเถี่ย’ ก็มานะ ฉันจำได้ว่าสมัยเรียนพวกนายสนิทกันมาก”
หลินตงไหลชะงัก ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาในหัว ซ่งเถี่ยคือเพื่อนสนิทที่คอยช่วยเหลือเขามาตลอด
“เวลา... สถานที่?”
“พรุ่งนี้ทุ่มตรง! ภัตตาคารเฟิ่งหวง!”
“ได้!”
หลินตงไหลตอบรับสั้นๆ
เดิมทีกัวเฉิงตั้งใจจะเข้าไปเยี่ยมพ่อแม่ของหลินตงไหลด้วย แต่พอดูจากท่าทีเย็นชาของอีกฝ่ายแล้ว เขาจึงตัดสินใจถอยดีกว่า เอาไว้ค่อยหาโอกาสกระชับความสัมพันธ์ในงานเลี้ยงรุ่นพรุ่งนี้ก็น่าจะยังไม่สาย
หลินตงไหลเดินกลับเข้ามาในห้องพักฟื้น ภาพแรกที่เห็นคือหลินเข่อเหรินกำลังง่วนอยู่กับการดูแลพ่อแม่เขาอย่างขะมักเขม้น ในมือถือมีดปอกแอปเปิลอย่างคล่องแคล่ว
แม่ของเขานั่งมองด้วยรอยยิ้มแก้มปริ ดูมีความสุขเหลือเกิน
“ตงไหล มาแล้วเหรอ!”
แม่หลินหันมาเห็นลูกชายก็ยิ้มร่า “ลูกดูเสี่ยวหลินสิ ทำงานละเอียดลออ ใส่ใจทุกอย่าง ถ้าไม่ได้หนูเขาคอยดูแล พ่อกับแม่คงลำบากกว่านี้เยอะ”
“ไม่หรอกค่ะคุณป้า นี่เป็นหน้าที่ของหนูอยู่แล้ว” หลินเข่อเหรินหน้าแดงระเรื่อ
“พูดไปนั่น หนูทำดีเกินหน้าที่ไปเยอะเลยจ้ะ ดีกว่าลูกสะใภ้บ้านอื่นตั้งกี่เท่า” แม่หลินหยอดคำหวาน
คำชมนี้ทำเอาหลินเข่อเหรินยิ่งเขินหนัก หน้าแดงลามไปถึงใบหู เธอรีบพูดแก้เขินว่า “คุณป้าชมเกินไปแล้วค่ะ... จริงสิ จะว่าไปหนูต้องขอบคุณพี่หลินด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้พี่หลินเตือนสติ ป่านนี้แม่หนูคงขายบ้านทิ้งไปแล้ว ถ้ารู้ทีหลังคงเสียใจแย่”
“จริงด้วย พี่หลินคะ! ได้ข่าวว่าบ่อขยะแถวนั้นจะย้ายออก แล้วจะมีการปรับปรุงพื้นที่ครั้งใหญ่ ราคาบ้านต้องพุ่งกระฉูดแน่ พี่ได้ยินข่าวนี้หรือยังคะ?”
“อืม ได้ยินแล้ว!”
หลินตงไหลพยักหน้ายิ้มๆ
“ขอบคุณพี่จริงๆ นะคะ” หลินเข่อเหรินกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ถึงฉันจะรู้วงในมา แต่ถ้าเธอไม่เชื่อใจฉัน มันก็เปล่าประโยชน์... ที่แม่เธอไม่ขาย เพราะเธอเชื่อใจฉันต่างหาก”
หลินตงไหลตอบกลับ
“ไม่ว่าพี่หลินจะพูดอะไร... หนูก็เชื่อหมดแหละค่ะ” หลินเข่อเหรินก้มหน้างุด พูดเสียงเบาหวิวด้วยความขัดเขิน
แม่หลินผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนชีวิต เห็นอาการของพยาบาลสาวก็ดูออกทะลุปรุโปร่ง จึงรีบตีเหล็กเมื่อยังร้อน “เสี่ยวหลินอย่าไปชมมันมาก เดี๋ยวเจ้าลูกชายป้าจะเหลิงเอา... ว่าแต่เสี่ยวหลินหยุดงานเมื่อไหร่จ๊ะ เดี๋ยวป้าให้ตงไหลพาไปเที่ยว”
หลินตงไหลกำลังจะอ้าปากบอกว่าเธอคงไม่ต้องให้เขาพาไปหรอก แต่หลินเข่อเหรินชิงตอบสวนขึ้นมาทันที
“หนู... หนูหยุดวันอาทิตย์นี้ค่ะ~”
หลินตงไหลอึ้งไปนิดหนึ่ง
แม่หลินเห็นลูกชายเงียบ ก็ถลึงตาใส่ “ได้ยินไหม! น้องหยุดวันอาทิตย์ อย่าลืมพาเขาไปเที่ยวล่ะ!”
“ครับๆ ทราบแล้วครับ”
หลินตงไหลจำใจรับปาก
หลินเข่อเหรินทั้งเขินทั้งดีใจ แต่พอนึกขึ้นได้ว่ามีงานต้องทำต่อ จึงขอตัวออกไปก่อน
หลังจากนั้นไม่นาน หลินตงไหลก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้จัดการใหญ่เชี่ย
“ว่าไงเหล่าเชี่ย?”
“ท่านประธานหลินครับ ‘คุณชายรองติงเฟย’ จาก ‘ติงซื่อกรุ๊ป’ บุกมาที่สำนักงานครับ บอกว่าต้องการพบท่าน จะเจรจาธุรกิจใหญ่ด้วย” ผู้จัดการใหญ่เชี่ยรายงาน
“ติงซื่อกรุ๊ป?”
หลินตงไหลขมวดคิ้ว เขาไม่คุ้นกับชื่อนี้... แต่เดี๋ยวนะ เหมือนตอนคุยโทรศัพท์กับหวังยง หวังยงเคยเปรยๆ ว่ากลุ่มทุนที่เข้ามากว้านซื้อชุมชนแออัดแข่งกับพวกเขาคือติงซื่อกรุ๊ปนี่นา
จู่ๆ โผล่มาหาเขาแบบนี้ หรือว่าจะมาขอซื้อโครงการลวี่เฉิงและที่ดินรอบๆ?
“อืม เขาบอกให้ท่านรีบมาด่วนเลยครับ” น้ำเสียงของผู้จัดการใหญ่เชี่ยฟังดูจนปัญญา ท่าทางอีกฝ่ายคงไม่ได้มาดีเหมือนคนมาเจรจาธุรกิจทั่วไป
ได้ยินแบบนั้น หลินตงไหลก็หมดอารมณ์จะคุย “นายบอกเขาไปว่าตอนนี้ฉันไม่ว่าง”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมไปบอกให้”
ผู้จัดการใหญ่เชี่ยวางสายไป แต่ผ่านไปไม่ถึงนาทีก็โทรกลับมาอีกครั้ง น้ำเสียงร้อนรนกว่าเดิม “ท่านประธานครับ ไม่ได้การแล้วครับ... เขาขู่ว่าถ้าท่านไม่รีบมาพบเขาเดี๋ยวนี้ เขาจะสั่งคนพังสำนักงานขายของเราให้เละ!”
“ท่านประธานครับ ติงซื่อกรุ๊ปไม่ธรรมดานะครับ ไม่เพียงแต่เงินทุนหนาปึ้ก แต่ได้ข่าวว่าเส้นสายในระดับมณฑลของพวกเขาแข็งโป๊กเลย... ท่านพอจะเจียดเวลาเข้ามาดูหน่อยได้ไหมครับ ไม่อยากให้เรื่องมันบานปลาย”
“ก็ได้... พอดีว่างอยู่ เดี๋ยวฉันเข้าไปดูหน่อย”
หลินตงไหลวางสายแล้วลองค้นหาข้อมูลในไป่ตู้ดู ก็พบว่าเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีอิทธิพลมหาศาลจริงๆ
เขาเรียกแท็กซี่ไปที่สำนักงานขาย ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง
ทันทีที่เขาปรากฏตัว บรรยากาศในสำนักงานขายก็เปลี่ยนไป พนักงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขายหรือฝ่ายธุรการ ต่างมองเขาด้วยสายตาเทิดทูนบูชา เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อเทียบกับไม่กี่วันก่อน
โดยเฉพาะพวกเซลล์สาวๆ สวยๆ ต่างพากันส่งสายตาหวานเชื่อมให้เขา แทบจะถวายตัวเป็นแฟนกันตรงนั้นเลยทีเดียว
ในสายตาพวกเธอตอนนี้ หลินตงไหลไม่ใช่แค่หนุ่มหล่อ แต่เป็นเทพบุตรผู้มีตาทิพย์และทรงอิทธิพล ที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสทำเงินมหาศาลได้ในพริบตา
“ท่านประธานหลิน!”
“สวัสดีค่ะท่านประธาน!”
“...”
หม่าเซียงเซียงยืนมองภาพเพื่อนร่วมงานรุมล้อมหลินตงไหลด้วยความรู้สึกสับสนปนเป สีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด
เพิ่งผ่านไปแค่สองวัน... จากคนที่เธอเคยเยาะเย้ยถากถางว่าเป็นขยะ รอวันจบเห่ กลับกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านที่ทุกคนต้องก้มหัวให้
นึกถึงคำพูดดูถูกที่เธอเคยพ่นใส่เขา แล้วดูตอนนี้สิ เพื่อนร่วมงานแทบไม่มีใครอยากคุยกับเธอ เพราะกลัวโดนหางเลขไปด้วย
แต่เอ๊ะ...
ทำไมเขาถึงไม่ไล่ฉันออกล่ะ?
หม่าเซียงเซียงเริ่มคิดเข้าข้างตัวเอง หรือว่าลึกๆ แล้วเขายังมีใจให้ฉัน?
ถ้าเป็นแบบนั้น... เรื่องที่เขารวยล้นฟ้าขนาดนี้จะให้พี่สาวรู้ไม่ได้เด็ดขาด ขืนพี่รู้ พี่ต้องกลับมาง้อเขาแน่ๆ... สู้ฉันฉวยโอกาสนี้ใช้ความใกล้ชิดในฐานะน้องเมียเก่า ปีนขึ้นเตียงเขาแล้วคว้าตำแหน่งคุณนายมาครองเองไม่ดีกว่าเหรอ?
“ท่านประธานหลิน เชิญทางนี้ครับ ผมให้พวกเขารอในห้องรับรองแล้ว” ผู้จัดการใหญ่เชี่ยรีบเดินนำทาง
“อืม”
หลินตงไหลเดินตามเข้าไปในห้องรับรอง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป เขาก็เห็นกลุ่มคนนั่งอยู่ โดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าด้วยท่าทางยโสโอหังอยู่ตรงกลาง
พอชายคนนั้นเห็นเขาเดินเข้ามา ก็ปรายตามองแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูก “ผู้จัดการเชี่ย... นี่มันเรื่องบ้าอะไร? ไหนล่ะท่านประธานของแก? พาไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ไหนเข้ามาทำไม?”
ผู้จัดการใหญ่เชี่ยรีบแนะนำ “คุณชายติงครับ ท่านนี้แหละครับคือประธานกรรมการบริหารของบริษัทเรา... ท่านประธานหลิน!”
ติงเฟยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแค่นหัวเราะ “แกเนี่ยนะประธานบริษัท? นึกว่าเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนซะอีก... เฮ้อ ได้ยินกิตติศัพท์มาเยอะ เจอตัวจริงก็น่าผิดหวังชะมัด”
“เอาเถอะ ในเมื่อแกเป็นประธาน... ก็นั่งลงสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
จบบท