- หน้าแรก
- พลิกตำนานวิญญาณจารย์ ความลับสุดพิศวงแห่งดินแดนโต้วหลัว
- บทที่ 22 หนี้บุญคุณจากราชทินนามพรหมยุทธ์
บทที่ 22 หนี้บุญคุณจากราชทินนามพรหมยุทธ์
บทที่ 22 หนี้บุญคุณจากราชทินนามพรหมยุทธ์
บทที่ 22 หนี้บุญคุณจากราชทินนามพรหมยุทธ์
ตู๋กู๋โป๋เสียเปรียบงั้นหรือ?
เขาต้องติดค้างหนี้บุญคุณเพียงเพื่อแลกกับข้อมูลที่จะล่วงรู้ในสักวันหนึ่งอยู่ดีอย่างนั้นหรือ?
ไม่ ไม่ ไม่... คนอย่างตู๋กู๋โป๋ไม่มีทางยอมเสียเปรียบเด็ดขาด เพราะหากวันนี้เขาไม่ได้พบกับหัวเลี่ย ตู๋กู๋ยัน หลานสาวของเขาก็คงจะเลื่อนระดับเป็นอัครวิญญาณจารย์สามวงแหวน และพลาดโอกาสที่จะได้ครอบครองวงแหวนวิญญาณวงที่สามซึ่งมีอายุเกินขีดจำกัดไปอย่างน่าเสียดาย
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อเขาลั่นวาจาออกไปแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะกลับคำ ในฐานะราชทินนามพรหมยุทธ์ ตู๋กู๋โป๋ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของตนยิ่งกว่าสิ่งใด มันก็แค่หนี้บุญคุณครั้งหนึ่ง ไม่คุ้มค่าพอที่จะให้เขาต้องตระบัดสัตย์
"เรียนท่านพรหมยุทธ์ การกินกาววาฬสามารถช่วยปรับปรุงสมรรถภาพทางกายของวิญญาณจารย์ได้ ยิ่งกาววาฬมีอายุมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น ย่อมสามารถดูดซับวงแหวนวิญญาณที่มีอายุสูงกว่าเกณฑ์ปกติได้ แต่อยู่ภายใต้ขีดจำกัดหมื่นปีครับ"
หัวเลี่ยเปิดเผยสรรพคุณที่แท้จริงของกาววาฬออกมาโดยไม่คิดจะปิดบัง
"กาววาฬงั้นหรือ?"
ตู๋กู๋โป๋เลิกคิ้วขึ้น ใบหน้าฉายแววประหลาดใจ เจ้าสิ่งนี้ไม่ใช่ยาปลุกกำหนัดหรอกหรือ? เหตุใดมันถึงช่วยเสริมสร้างร่างกายได้ด้วย?
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง เงาร่างของตู๋กู๋โป๋ก็วูบไหว เขามาปรากฏกายข้างหัวยวี่พร้อมกับคว้าแขนของเด็กหนุ่มขึ้นมาตรวจดู
ทันทีที่เห็นตู๋กู๋โป๋โผล่มาข้างกายอย่างกะทันหัน หัวยวี่ก็เกือบจะสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ โชคดีที่เขายังพอมีสติและรู้ว่าตู๋กู๋โป๋คงไม่ทำอันตรายตน จึงไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด
ครู่ต่อมา ตู๋กู๋โป๋ก็วางแขนของหัวยวี่ลงพลางพยักหน้าในใจ สิ่งที่หัวเลี่ยพูดมาเป็นความจริง เขาไม่พบร่องรอยการหลอมรวมกระดูกวิญญาณในตัวของหัวยวี่เลยแม้แต่น้อย และในเมื่อหัวยวี่ที่ไม่มีกระดูกวิญญาณสามารถดูดซับวงแหวนวิญญาณเกินอายุได้ ข้ออ้างที่ว่ากาววาฬช่วยปรับปรุงร่างกายย่อมเป็นเรื่องจริง
ทว่าในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของหลานสาวสุดที่รัก ตู๋กู๋โป๋จึงยังไม่วางใจเสียทีเดียว เขาขยับกายอีกครั้งไปโผล่ข้างมู่หยาง และคว้าแขนของเด็กชายขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียดเช่นกัน
"หืม? เจ้าหนู นี่เจ้าเพิ่งจะอายุแปดขวบเองงั้นหรือ?"
เมื่อสังเกตเห็นอายุกระดูกของมู่หยาง ตู๋กู๋โป๋ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ในฐานะราชทินนามพรหมยุทธ์ ตู๋กู๋โป๋มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งว่ามู่หยางมีพลังวิญญาณระดับ 20 ซึ่งเตรียมจะเป็นมหาวิญญาณจารย์อยู่รอมร่อ เด็กทั่วไปเพิ่งจะปลุกวิญญาณยุทธ์ตอนอายุหกขวบ นั่นหมายความว่าเจ้าหนูผมแดงคนนี้เพิ่งจะฝึกฝนมาได้เพียงสองปีเศษ แต่กลับก้าวขึ้นเป็นมหาวิญญาณจารย์สองวงแหวนแล้วอย่างนั้นหรือ?
หรือว่าจะมีอัจฉริยะที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดปรากฏขึ้นบนทวีปนี้อีกคนแล้ว?
"เจ้าหนู เจ้าปลุกวิญญาณยุทธ์อะไรขึ้นมา?" ตู๋กู๋โป๋เอ่ยถามมู่หยาง
อัจฉริยะพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดนั้นมีคุณสมบัติที่จะก้าวไปถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ได้อย่างแน่นอน จึงคู่ควรพอที่จะให้พรหมยุทธ์อย่างเขาให้ความสำคัญ
"เรียนท่านผู้อาวุโส ผมปลุกวิญญาณยุทธ์สายอาหารครับ"
มู่หยางเอ่ยพลางเรียกพลังวิญญาณออกมา แสงสว่างวาบขึ้นในมือพร้อมกับโสมสีเหลืองนวลยาวสี่นิ้วที่ปรากฏออกมาอย่างสงบนิ่ง
"สายอาหารงั้นหรือ? เฮ้อ... ช่างน่าเสียดายจริงๆ"
ตู๋กู๋โป๋ส่ายหัวด้วยความรู้สึกเสียดาย แม้ราชทินนามพรหมยุทธ์สายอาหารในอนาคตจะมีค่ามากเพียงใด แต่ในสายตาของตู๋กู๋โป๋ เมื่อเทียบกับสายต่อสู้ระดับสูงแล้ว มันยังห่างชั้นกันอยู่มากนัก
อย่างไรเสีย พรหมยุทธ์สายอาหารระดับ 91 กับระดับ 95 ขึ้นไปก็ไม่ได้มีข้อแตกต่างกันมหาศาลนัก อย่างมากที่สุดระดับที่สูงกว่าก็แค่มีพลังวิญญาณที่อึดกว่าและสร้างอาหารได้คราวละมากๆ เท่านั้น แต่หากเป็นสายต่อสู้ ช่องว่างระหว่างระดับ 91 กับ 95 นั้นกว้างใหญ่ราวกับฟ้ากับเหว
ในมุมมองหนึ่ง วิญญาณจารย์สายอาหารที่ปลุกพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดขึ้นมาได้นั้น ถูกสงสัยว่าเป็นการสิ้นเปลืองพรสวรรค์ในการฝึกฝนไปโดยเปล่าประโยชน์
มู่หยาง: "..."
น่าเสียดาย?
ปู่อยากมีเรื่องเหรอ? ดูถูกสายอาหารหรือไง? สักวันถ้าผมเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ ผมจะเอาวิญญาณยุทธ์โสมเนี่ยแหละทุบหัวปู่ให้ดู!
แน่นอนว่ามู่หยางได้แต่ก่นด่าอยู่ในใจ เขาไม่กล้าพูดออกมาจริงๆ เพราะกลัวจะโดนปู่พิษสั่งสอนเอา
แม้ตู๋กู๋โป๋จะรู้สึกเสียดายในตัวมู่หยางอยู่บ้าง แต่การตรวจสอบครั้งนี้ก็ช่วยยืนยันสรรพคุณของกาววาฬได้ดียิ่งขึ้น เพราะแม้รูปลักษณ์ของมู่หยางจะดูซีดเซียวเหมือนคนร่างกายอ่อนแอ แต่สมรรถภาพทางกายของเขานั้นเหนือกว่าวิญญาณจารย์ระดับ 20 ทั่วไปมาก และใกล้เคียงกับระดับ 30 เข้าไปทุกที ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับวงแหวนวิญญาณวงที่สองที่มีอายุเกินพันปีได้อย่างแน่นอน
ทันใดนั้น ตู๋กู๋โป๋ก็หันไปกล่าวกับหัวเลี่ย "คำสัญญาของข้ายังคงเป็นจริง หากวันหน้าพวกเจ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไร ให้ไปหาข้าได้ที่คฤหาสน์ตู๋กู๋ในเมืองเทียนโต่ว"
"ขอบพระคุณท่านพรหมยุทธ์ที่เมตตาครับ" หัวเลี่ยประสานมือคารวะ
"ยันยัน ไปกันเถอะ วันนี้เราจะยังไม่ล่าสัตว์วิญญาณ"
ตู๋กู๋โป๋พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะพาตู๋กู๋ยัน หลานสาวของตนเดินจากไป
การล่าสัตว์วิญญาณสามารถรอได้ หลังจากหลานสาวสุดที่รักของเขากินกาววาฬจนร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว ค่อยมาหาวงแหวนวิญญาณที่มีอายุสูงกว่าเดิมก็ยังไม่สาย อย่างไรเสีย ต่อให้ยังไม่มีวงแหวนวิญญาณ การฝึกสมาธิของวิญญาณจารย์ก็จะไม่เสียเปล่า พลังวิญญาณที่ฝึกฝนได้จะถูกซ่อนอยู่ในร่างกาย และเมื่อได้วงแหวนมาจนเลื่อนระดับ พลังที่สะสมไว้ก็จะแสดงผลออกมาเอง
ยิ่งไปกว่านั้น วงแหวนวิญญาณที่มีอายุสูงกว่าย่อมให้พลังงานมากกว่าวงแหวนอายุต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้พลังวิญญาณพุ่งสูงขึ้นมากกว่ายามเลื่อนระดับ การล่าช้าไปสักนิดจึงไม่ได้ส่งผลเสียต่อการฝึกฝนเลย
"ฟู่—"
หลังจากตู๋กู๋โป๋จากไป หัวเลี่ยก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก โชคดีที่เป็นเพียงการเข้าใจผิด มิเช่นนั้นเรื่องในวันนี้คงจบลงได้ยากยิ่ง
แต่จะว่าไป การแลกเปลี่ยนครั้งนี้เขาก็ไม่ได้เสียเปรียบเหมือนกันนี่นา?
ในเมื่อเรื่องกาววาฬไม่มีทางเป็นความลับได้ตลอดไป ทางโรงเรียนจึงได้เตรียมแผนสำรองไว้อยู่แล้ว แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงอะไร กลับกัน เขายังได้หนี้บุญคุณจากตู๋กู๋โป๋มาหนึ่งครั้ง ซึ่งอาจจะได้ใช้ประโยชน์เข้าสักวัน
แม้พละกำลังของตู๋กู๋โป๋จะไม่ใช่ระดับแนวหน้าในบรรดาราชทินนามพรหมยุทธ์ทั่วทวีป แต่เขาก็ยังเป็นยอดฝีมือระดับพรหมยุทธ์ ต่อให้จะถูกมองว่าอ่อนแอเพียงใด ก็ไม่ใช่สิ่งที่วิญญาณพรหมยุทธ์แปดวงแหวนทั่วไปจะไปต่อกรด้วยได้ ในอนาคตไม่ว่าจะขอให้เขาช่วยนำทางในการล่าสัตว์วิญญาณหรือเผชิญกับวิกฤตใดๆ การมีตู๋กู๋โป๋คอยหนุนหลังย่อมเป็นเรื่องดี
ไม่ใช่แค่หัวเลี่ยที่คิดเช่นนี้ มู่หยางเองก็คิดไม่ต่างกัน แถมเขายังรู้สึกเหมือนตัวเองถูกหวยรางวัลใหญ่อีกด้วย
ในฐานะผู้ย้ายจิตมาเกิด เขาจะพลาดโอกาสจากสมุนไพรเซียนจำนวนมหาศาลใน 'บ่อเหมันต์อัคคีหยินหยาง' ไปได้อย่างไร ก่อนหน้านี้มู่หยางเคยกังวลว่าจะทำอย่างไรถึงจะหลอกเอาสมุนไพรเซียนพวกนั้นมาจากตู๋กู๋โป๋ได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถใช้หนี้บุญคุณนี้เป็นการแลกเปลี่ยนได้เลยไม่ใช่หรือ?
อีกอย่าง ตู๋กู๋โป๋ก็ไม่ได้รู้คุณค่าที่แท้จริงของสมุนไพรเซียนเหล่านั้น การจะแลกพืชพรรณแปลกๆ ไม่กี่ต้นในสวนยาสมุนไพรที่มีอยู่นับไม่ถ้วนกับหนี้บุญคุณที่ติดค้างไว้ ตู๋กู๋โป๋คงจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง
อืม... เพื่อไม่ให้มโนธรรมในใจต้องเจ็บปวด หลังจากได้สมุนไพรเซียนมาแล้ว เขาจะบอกวิธีใช้กระดูกวิญญาณเพื่อกักเก็บและบรรเทาพิษในร่างกายให้ตู๋กู๋โป๋เป็นการตอบแทน และถ้าวันหน้าเขาพัฒนา 'เคล็ดวิชาลับแกนวิญญาณ' ได้สำเร็จ เขาก็จะมอบให้ตู๋กู๋โป๋อีกหนึ่งชุด เพื่อเป็นการขอบคุณที่มอบสมุนไพรเซียนมากมายให้เขา
ปัญหาเล็กๆ เพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือ เขาเองก็ไม่ต่างจากตู๋กู๋โป๋ที่เป็นพวก 'ตาถั่ว' ในเรื่องสมุนไพรเซียน ต่อให้สมุนไพรพวกนั้นมาวางอยู่ตรงหน้า เขาก็คงจำไม่ได้แน่ เว้นเสียแต่ต้นที่มีลักษณะเด่นชัดมากๆ ไม่กี่ชนิด
จะให้ไปถามถังซานเรื่องสมุนไพรเซียนงั้นเหรอ?
เหอะ... กับพ่อคนดีศรีสังคมอย่างถังซานน่ะเหรอ เขาขอผ่านดีกว่า
เมื่อเทียบกับการไปถามถังซาน มู่หยางคิดว่าการไปถามพรหมยุทธ์เบญจมาศ เยว่กวน แห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรเซียนยังจะน่าไว้ใจเสียกว่า
แน่นอนว่าเยว่กวนก็ยังเป็นเพียงทางเลือกสำรอง คนที่เหมาะสมที่สุดที่ควรจะไปถามก็คือ หยางอู๋ตี๋ แห่งตระกูลทำลายล้าง เพราะความรู้เรื่องสมุนไพรเซียนไม่ใช่รากฐานการดำรงอยู่ของตระกูลทำลายล้าง แต่มันเป็นเพียงวิชาเสริมเท่านั้น ด้วยชื่อเสียงของโรงเรียนอัคคีโชติบวกกับค่าตอบแทนที่เพียงพอ เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ไร้ความหวัง