- หน้าแรก
- ยอดทาสเฒ่าซ่อนลาย ระบบกลืนกินปีศาจ
- บทที่ 44 - ผู้สืบทอดแห่งสำนัก
บทที่ 44 - ผู้สืบทอดแห่งสำนัก
บทที่ 44 - ผู้สืบทอดแห่งสำนัก
บทที่ 44 - ผู้สืบทอดแห่งสำนัก
เมื่อได้ยินดังนั้น คุณชายสวีก็หรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วกล่าวเสียงเรียบ
"คนพวกนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับแม่นางฉิน แต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้จะไม่มีเบื้องหลัง
ฉินเฉิงเฉิงไม่น่าจะมีปัญญาจัดฉากการรับสมัครที่ซับซ้อนขนาดนี้ได้ ไปสืบมาซิว่าใครเป็นกุนซืออยู่เบื้องหลังนาง"
"คุณชายสายตาเฉียบแหลม! ผู้เฒ่าคนนี้จะรีบไปจัดการให้ขอรับ"
"อีกเรื่อง ส่งข้อมูลละเอียดของผู้หญิงที่ฉินเฉิงเฉิงออกหน้าปกป้องเมื่อคราวก่อนมาให้ข้าด้วย"
ต่งชางอานดวงตาเป็นประกายทันที "คุณชายขอรับ นังผู้หญิงที่ชื่อฮั่วซานเหนียงคนนั้นต้องเกี่ยวข้องกับวิชา 'เคล็ดกายาวัชระ' ของทางสำนักที่หายไปแน่ๆ ท่านมาครั้งนี้เพื่อสืบเรื่องนี้ใช่ไหมครับ รับรองว่าถ้าขุดคุ้ยจากตัวนาง จะต้องเจอตัวการแน่นอน"
"ปากมาก เรื่องที่ข้าจะทำไม่ต้องให้เจ้ามาสาระแน
แค่ผู้ฝึกกายาชั้นต่ำคนหนึ่งที่หนีออกจากสำนัก มีค่าพอให้คุณชายอย่างข้าลงมาสืบเองด้วยรึ? เรื่องนั้นคนของหอคุมกฎเขาจัดการกันเอง
ถ้าไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามเจ้าแตะต้องคนรอบกายฉินเฉิงเฉิงแม้แต่ปลายเล็บ ถ้าทำให้ภาพพจน์ของข้าในสายตาแม่นางฉินต้องมัวหมอง ข้าจะเอาเรื่องเจ้า!"
"ผู้เฒ่าไม่กล้าขอรับ"
เมื่อสนทนากันจบ สวีซื่อเซียนก็ตาเป็นประกายเมื่อเห็นร่างงดงามของฉินเฉิงเฉิงที่ด้านล่าง เขาเหยียบกระบี่บินที่ประดับด้วยอัญมณีระยิบระยับ พุ่งลงไปหาฉินเฉิงเฉิงอย่างรวดเร็วแต่นุ่มนวล
"ฮ่าฮ่าฮ่า แม่นางฉิน ช่างบังเอิญจริงๆ สวีคนนี้ได้รับคำสั่งจากสำนักให้มาตรวจตราที่นี่ ไม่นึกเลยว่าจะได้พบแม่นางฉินโดยบังเอิญแบบนี้!"
บังเอิญ?
ฉินเฉิงเฉิงจะไม่รู้วัตถุประสงค์ของสวีซื่อเซียนผู้นี้ได้อย่างไร เขาเป็นลูกหลานผู้อาวุโสในสำนัก มีวิชาลับสำหรับการผสานหยินหยาง คงเล็งผลประโยชน์จากการร่วมฝึกวิชาดนตรีผสานจิตวิญญาณครั้งแรกของนาง เพื่อยกระดับพลังเวทและคุณภาพวิญญาณของตัวเองเป็นแน่
เมื่อเห็นตัวตังเมมาแล้ว ฉินเฉิงเฉิงก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ แล้วฝืนยิ้มออกมา
"คุณชายสวีให้เกียรติมาเยือน ผู้น้อยเสียมารยาทที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับเจ้าค่ะ"
"ไม่เลยไม่เลย แม่นางฉินยอมลดตัวมาพักที่ตลาดชุมชนเล็กๆ ของสำนักเรา นับเป็นเกียรติของสำนักเรายิ่งนัก!
แม่นางรับสมัครพ่อครัววิญญาณ หรือว่าจะไม่ถูกปากอาหารของเหลาในย่านนี้?
ข้าเองก็ได้เรียนรู้วิชาครัวจากในสำนักมาบ้าง ตอนนี้สามารถปรุงโต๊ะจีนวิญญาณระดับหนึ่งได้ และยังมีเมนูเด็ดอีกหลายอย่าง มิสู้ให้สวีคนนี้อยู่ที่หอสดับเสียง คอยเป็นพ่อครัวส่วนตัวให้แม่นาง ดีหรือไม่?"
คุณชายสวีสวมชุดคลุมสีม่วงหรูหรา สวมมงกุฎหยก เอวห้อยอุปกรณ์วิเศษเปล่งแสงระยิบระยับหลายชิ้น ทุกชิ้นล้วนแผ่แรงกดดันระดับสองขึ้นไป
ใบหน้าของเขาหล่อเหลาแต่แฝงความเจ้าชู้ กระบี่บินที่เท้าก็ประดับเพชรพลอยแสบตา กลิ่นอายความร่ำรวยฟุ้งกระจายจนผู้บำเพ็ญเพียรเร่ร่อนที่ดูมอมแมมทั้งตลาดแทบอยากจะมุดดินหนี
ฉินเฉิงเฉิงได้ยินดังนั้นก็หลุบตาลง มุมปากฝืนยิ้มบางๆ น้ำเสียงอ่อนโยนแต่ห่างเหิน
"คุณชายสวีล้อเล่นแล้ว ท่านเป็นถึงศิษย์สายตรงผู้สูงส่งของสำนักมังกรหยก จะให้มาลดตัวทำงานในครัวได้อย่างไร? หากเรื่องแพร่งพรายออกไป คนอื่นจะหาว่าหอสดับเสียงไม่รู้กฎเกณฑ์เอาได้นะเจ้าคะ"
สิ้นเสียง สวีซื่อเซียนก็หัวเราะลั่น ขยับตัวทีหยกพกที่เอวก็ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง
"ฮ่าฮ่าฮ่า! แม่นางฉินจะเกรงใจไปไย?"
เขาสะบัดชายเสื้อ ปรมาจารย์ชีพจรค่ายกลที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลังก็ประสานมือร่ายคาถาทันที ธงค่ายกลสิบแปดต้นพุ่งลงสู่พื้นดินราวกับฝูงปลา
ใจกลางตลาดชุมชนพลันเกิดคลื่นพลังปราณมหาศาล ถ้ำวิญญาณระดับสองที่เคยถูกระเบิดทำลายไป บัดนี้กลับฟื้นคืนชีพราวกับลำธารฤดูใบไม้ผลิที่ละลายจากน้ำแข็ง แรงกดดันระดับสองพัดผ่านไปทั่วถนนราวกับสายลมแห่งวสันตฤดู
"ตลาดซอมซ่อพรรค์นี้จะคู่ควรกับแม่นางได้อย่างไร!"
"ในเมื่อแม่นางฉินให้เกียรติมาพักในเขตปกครองของสำนักมังกรหยก สวีคนนี้จำต้องดูแลให้ดีที่สุด ชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งธรรมดาๆ จะคู่ควรกับแม่นางได้เยี่ยงไร?
ขอเวลาให้ข้าสักหนึ่งเดือน รอข้าฟื้นฟูชีพจรวิญญาณระดับสองให้สมบูรณ์ แล้วจะเชิญหอสดับเสียงย้ายเข้าไป แม่นางพักนานเท่าไหร่ ก็งดเก็บค่าเช่านานเท่านั้น"
ความป๋าของคุณชายสวี ทำให้ผู้คนทั้งลานตาค้างอ้าปากหวอ
ถ้ำชีพจรวิญญาณระดับสอง? ปรมาจารย์ชีพจรค่ายกลระดับสูง?
แต่ละคำล้วนเป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรเร่ร่อนเหล่านี้ไม่อาจเอื้อมถึงได้ชั่วชีวิต
เฉินอี้กับหลิวเฉิงกังยืนอยู่ริมฝูงชน แหงนหน้ามองผู้สืบทอดสำนักที่เปล่งประกายเจิดจ้าอยู่กลางอากาศ
หลิวเฉิงกังดวงตาเป็นประกายด้วยความอิจฉา ถอนหายใจเสียงเบา "มีแต่คนใหญ่คนโตที่มีหวังจะสร้างแกนทองคำแบบนี้แหละ ถึงจะคู่ควรกับแม่นางฉิน... เสี่ยวเฉินเอ๋ย ผู้ฝึกตนรากหญ้าอย่างพวกเรา คงทำได้แค่แหงนมองเท่านั้นแหละ"
เฉินอี้มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มจางๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร
แววตาของเขาสงบนิ่งราวน้ำนิ่ง ไม่มีความสนใจในตำแหน่งที่คนนับหมื่นจับจ้องนั้นแม้แต่น้อย
โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นผันผวน ภัยถึงชีวิตอาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ ต่อให้เขามีฝีมือ มีของวิเศษ เขาก็เลือกที่จะซ่อนคมเสมอมา
การอวดเบ่งวางก้ามขนาดนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการแบไต๋ให้ศัตรูเห็น มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเองเปล่าๆ
หลิวเฉิงกังนึกขึ้นได้ว่าเฉินอี้เพิ่งสมัครเป็นพ่อครัววิญญาณผ่าน หันมามองเฉินอี้ด้วยแววตาล้อเลียน
"เสี่ยวเฉิน นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมีฝีมือทำอาหารขนาดนี้ ถึงขั้นเจาะเข้าไปในดงนางฟ้าได้!"
เขาถูมือไปมา ลดเสียงลงกระซิบ "ถ้าข้ามีความสามารถแบบนี้นะ ยอมตายก็จะขอเข้าไปแย่งตำแหน่งดูสักตั้ง ได้ยลโฉมนางฟ้าพิณหยกทุกวัน ยอมอายุสั้นลงสักปีสองปีก็คุ้มแล้ว!"
เฉินอี้ฟังแล้วในหัวก็นึกถึงประกาศรับสมัครงานในชาติก่อน... คลับหรูรับสมัครกุ๊กเงินเดือนสูง พร้อมสวัสดิการอาบอบนวดครบวงจร
สายตาของหลิวเฉิงกังตอนนี้ ก็คงกำลังจินตนาการไปในทางนั้นชัดๆ
เขารีบส่ายหน้า แสร้งทำเป็นเฉยเมย "พี่หลิวล้อเล่นแล้ว ข้าไม่ได้สนใจเรื่องอิสตรีหรอก แค่คนแก่ใกล้ลงโลง ขอแค่ชีวิตบั้นปลายสงบสุขก็พอ"
หยุดคิดนิดหนึ่ง เขาก็เสริมว่า "อีกอย่าง ข้าเข้าไปหอสดับเสียงก็ทำแค่ในครัวหลังบ้าน มีค่ายกลกั้นระหว่างส่วนที่พักนางฟ้า ปกติก็มีแต่ยายแก่ๆ มารับอาหาร ไม่ได้เจอหน้าใครหรอก"
พูดไปเขาก็พยักหน้าในใจ... เดี๋ยวต้องไปบอกฉินเฉิงเฉิงให้ตั้งกฎนี้ขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว
ในเมื่อคุณชายสวีดูจะเป็นตัวปัญหา ตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการทำลายความระแวงของเขาไปเลยดีกว่า จะได้ไม่มีเรื่องยุ่งยากตามมาทีหลัง
ยังไงสำหรับหอสดับเสียง การเพิ่มค่ายกลกั้นเขตสักวง ก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
หลังจากเข้าหอสดับเสียง พ่อครัวหมายเลขหนึ่งและเฉินอี้ที่เป็นหมายเลขสอง ต่างได้รับบ้านพักแยกส่วนตัว
ส่วนพ่อครัวอีกสามคนที่ดูแลอาหารของศิษย์ทั่วไป ต้องพักรวมกัน
พ่อครัวอ้วนแซ่หยางหมายเลขหนึ่ง รับผิดชอบทำอาหารให้แขกวีไอพีที่มาใช้บริการ
ส่วนเฉินอี้ ในนามคือดูแลอาหารของนางฟ้าระดับหัวกะทิไม่กี่คน แต่ความจริงภายใต้การจัดการลับๆ ของฉินเฉิงเฉิง เฉินอี้แค่ทำอาหารให้นางคนเดียวก็พอ
เฉินอี้ใช้นิ้วลูบไล้ลายเนื้อสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งขั้นกลางบนเขียง คิ้วขมวดมุ่น เขาเงยหน้ามองฉินเฉิงเฉิงที่กำลังจิบชา แล้วลองเกริ่นดู
"แม่นาง เนื้อสัตว์ธรรมดาพวกนี้จัดการง่ายก็จริง แต่ว่า..."
"แต่อะไร?" ฉินเฉิงเฉิงวางถ้วยชา ปรายตามองมา
"แต่ข้าถนัดจัดการวัตถุดิบระดับสูงกว่านี้ อย่างเช่นระดับหนึ่งขั้นสูง โดยเฉพาะพวกสัตว์ปีศาจกลายพันธุ์ที่มีสายเลือดพิเศษ..."
เสียงเฉินอี้ค่อยๆ เบาลง "แน่นอนว่า ถ้ามีสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นต้นด้วย ก็ยิ่งดีเยี่ยมเลยครับ"
พูดไปเขาก็เริ่มเขินเอง
สัตว์ปีศาจระดับสองมูลค่าสูงลิบ แถมหายาก
พลังเลือดเนื้อของมันบริสุทธิ์ คลื่นพลังวิญญาณเข้มข้น หากได้กลืนกินและหลอมรวม ประกายทองในร่างเขาต้องยกระดับขึ้นแบบก้าวกระโดดแน่ๆ
เขาเล็งสัตว์ปีศาจระดับสองมานานแล้ว
ถ้าอยู่ที่ร้านยันต์ หวังพึ่งหลิวเฉิงกังคงไม่มีทางเป็นไปได้
แต่อยู่กับฉินเฉิงเฉิง เฉินอี้เลยลองเสี่ยงขอเผื่อฟลุ้ค มีหรือไม่มีก็ลองตีเนียนถามไปก่อน
ผลปรากฏว่า ฉินเฉิงเฉิงฟังจบก็ของขึ้นทันที
"เฉินอี้! เจ้าเห็นข้าเป็นแรงงานทาสคอยล่าสัตว์ปีศาจให้เจ้าหรือไงฮะ?"
[จบแล้ว]