- หน้าแรก
- ยอดทาสเฒ่าซ่อนลาย ระบบกลืนกินปีศาจ
- บทที่ 32 - ฉินเฉิงเฉิง
บทที่ 32 - ฉินเฉิงเฉิง
บทที่ 32 - ฉินเฉิงเฉิง
บทที่ 32 - ฉินเฉิงเฉิง
ฉินเฉิงเฉิงย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝงในการมาเยือนครั้งนี้
อาการปวดหัวของนางรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากภายในไม่กี่ปีนี้ยังแก้ผนึกวิญญาณในห้วงความรู้ไม่ได้ ไม่เพียงแต่ความหวังในการสร้างแก่นทองคำจะมลายหายไป นางอาจจะต้องจบชีวิตลงด้วยซ้ำ
นางจำเป็นต้องหาคนมาช่วยคลายผนึกวิญญาณในห้วงความรู้ให้ ซึ่งความสามารถในการกลืนกินเสียงพิณที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะแก้ปัญหาให้นางได้
หลายปีก่อน นางวิเคราะห์จากหยกบันทึกภาพจนจำกัดวงผู้ต้องสงสัยได้ว่าเป็นกลุ่มนักบู๊ปุถุชนราวยี่สิบกว่าคน
จากการสืบสวนตลอดสามปีที่ผ่านมา คนที่ยังมีชีวิตอยู่ มีระดับพลังเพิ่มขึ้น และเลื่อนขั้นเป็นนักบู๊ขอบเขตปราณกำเนิดจนกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียร มีเหลืออยู่เพียงสองคน
คนแรกคือเด็กฝึกงานทำยันต์วัยสามสิบแปดปีในร้านข้างๆ คนที่สองคือหนึ่งในผู้ดูแลตลาดตระกูลตง ห่าวโหย่วเหริน
ทั้งสองคนนี้ต่างมีความลับซ่อนอยู่ ฉินเฉิงเฉิงเลือกที่จะรั้งอยู่ในตลาดระดับต่ำแห่งนี้ก็เพื่อการนี้
แน่นอนว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับห้วงความรู้ ซึ่งเป็นจุดที่ลึกลับและเปราะบางที่สุดของนาง นางย่อมไม่เปิดเผยให้ใครรู้ง่ายๆ เรื่องนี้เร่งด่วนแต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป
หากสามารถกุมความลับชี้เป็นชี้ตายของอีกฝ่ายได้ พร้อมกับทำให้อีกฝ่ายเต็มใจช่วยแก้ผนึกวิญญาณให้ แล้วสาบานด้วยวิญญาณว่าจะไม่แพร่งพราย นั่นถึงจะสมบูรณ์แบบ
เดิมทีการมีสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นสูงสุดมาป้วนเปี้ยน ทำให้ผู้คนในตลาดชุมชนเซียนทะเลสาบตระกูลตงหวาดผวา เพราะมีปีศาจร้ายระดับนี้อยู่ข้างกาย อาจตายได้ทุกเมื่อ
แต่การมาของ 'เซียนหญิงฉิน' หรือ 'แม่นางฉิน' กลับทำให้ตลาดแห่งนี้คึกคักขึ้นมาทันตาเห็น
ผู้ที่หลงใหลในตัวนางมีมากมายจนนับไม่ถ้วน แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาก็ยังถือว่าเป็นเกียรติที่ได้ยลโฉมนางสักครั้ง ส่วนผู้สร้างรากฐานที่มีสถานะสูงส่ง ต่างก็ภูมิใจที่ได้ฟังนางบรรเลงเพลง
ต้องรู้ว่าฉินเฉิงเฉิงในฐานะศิษย์เอกสายตรงของหอสดับเสียง มีทักษะไม้ตายอยู่ หากนางยอมสิ้นเปลืองพลังเล่นเพลงเทพนิยายให้ใครฟังเป็นการส่วนตัว
คนผู้นั้นจะดำดิ่งสู่มรรคาแห่งเสียงดนตรี เกิด 'การรู้แจ้ง' ชั่วขณะ อาจเข้าใจในวิชาคาถา หรือมองทะลุปัญหาการฝึกตน แม้แต่การใช้โอกาสนี้ทะลวงคอขวดของระดับพลังก็ยังเป็นไปได้!
และมีข่าวลือว่า หากได้ครองคู่เป็นดาวคู่เคียงหมอนกับศิษย์เอกหอสดับเสียง ได้ร่วมฝึกฝนคู่กัน นานวันเข้าภายใต้อิทธิพลของเสียงดนตรี จะส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อการยกระดับจิตวิญญาณ
ดังนั้น แม้ฉินเฉิงเฉิงจะมีเพียงระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง แต่ผู้ที่ตามจีบนางที่เป็นระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย หรือแม้แต่ระดับแก่นเทียม ก็มีไม่น้อย
เพียงแต่ตลอดหลายปีมานี้ นางกังวลกับผนึกในห้วงความรู้มาโดยตลอด ตราบใดที่ยังหาทางแก้ปัญหาร้ายแรงนี้ไม่ได้ นางย่อมไม่ตอบรับไมตรีจากใครหน้าไหนทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ ภาพลักษณ์อันสูงส่งและเย็นชาของเซียนหญิงฉินจึงแพร่สะพัดไปทั่วโลกบำเพ็ญเพียร ยิ่งกระตุ้นให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่มั่นใจในฝีมือตัวเองสนใจนางมากขึ้น หากใครพิชิตใจนางได้ ย่อมกลายเป็นตำนานเล่าขานไปนับพันปี
ครึ่งปีมานี้ ตลาดชุมชนเซียนทั้งตลาดพลันคึกคักมีชีวิตชีวา ถ้ำที่พักและร้านค้าที่เคยว่างเปล่า ตอนนี้หาเช่าแทบไม่ได้ ผู้บำเพ็ญเพียรที่แวะเวียนมาเที่ยวชมและฝึกฝนมีจำนวนมากกว่าตอนที่ตระกูลหลี่ยังอยู่เสียอีก ผู้สร้างรากฐานที่มาพักประจำก็มีอยู่หลายคน
เพียงแต่ถึงกระนั้น กิจการของหอสดับเสียงก็ไม่ได้มีลูกค้าทุกวัน เพราะราคาแพงหูฉี่ ฟังเพลงบรรเลงจากศิษย์ระดับกลั่นลมปราณทั่วไปต้องใช้ห้าสิบหินวิญญาณเป็นอย่างต่ำ พวกที่มีฝีมือสูงหน่อยก็ร้อยถึงห้าร้อยหินวิญญาณ
นี่แค่เพลงธรรมดาๆ นะ
ส่วนการบรรเลงด้วยตนเองของเซียนหญิงฉินนั้น ประเมินราคาไม่ได้
ราคานี้อย่าว่าแต่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปเลย แม้แต่เจ้าของร้านค้าในตลาดก็ยังเอื้อมไม่ถึง
โชคดีที่เซียนหญิงฉินไม่ใช่คนขี้เหนียว
หลังจากมาอยู่ที่นี่ได้ครึ่งปี นางประกาศว่าจะตอบแทนตลาด ขอบคุณตระกูลตงที่ยกเว้นค่าเช่าร้าน และขอบคุณเพื่อนบ้านที่ช่วยดูแล จึงขออาสาบรรเลงเพลงให้ฟังหนึ่งเพลง เพลงนี้นางจะนั่งดีดในหอสดับเสียง โดยไม่เปิดค่ายกลกันเสียง
ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนในตลาดสามารถรับฟังได้
ยิ่งไปกว่านั้น ฉินเฉิงเฉิงยังไม่ถือตัว เดินไปแจ้งวันเวลาและข้อควรระวังในการฟังเพลงวิญญาณตามร้านค้าข้างเคียงด้วยตัวเอง เพื่อให้ทุกคนได้ฉวยโอกาสนี้ฝึกฝน ไม่ให้พลาดโอกาสดีๆ
หลิวเฉิงกังเจ้าของร้านยันต์เห็นฉินเฉิงเฉิงมาเยือนถึงที่ ก็ดีใจจนเนื้อเต้น "แม่นางฉินถึงกับมาเชิญข้าด้วยตัวเอง? หรือว่านางจะมีใจให้ข้า?"
เขาจัดเสื้อผ้าหน้าผม น้ำเสียงสั่นเครือ ลืมสังขารที่แก่ชราและพิการของตัวเองไปจนหมดสิ้น ถึงขนาดที่พอนางกลับไปแล้ว เขายังเดินไปยืนสูดดมกลิ่นหอมที่นางทิ้งไว้ในอากาศตรงจุดที่นางเคยยืน
อย่าว่าแต่หลิวเฉิงกังที่หลงผิดเลย
เฉินอี้เองก็มีความรู้สึกแบบนั้น เขาถึงกับรู้สึกว่าก่อนไปนางปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ดูเหมือนจะให้ความสนใจเขาเป็นพิเศษ
แต่เขาก็ส่ายหน้าทันที หนึ่งในสามความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ของชีวิตคือ 'นางฟ้ามีใจให้ข้า' เขาเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรเร่ร่อนระดับกลั่นลมปราณขั้นต้น เด็กฝึกงานทำยันต์ ชายวัยกลางคนอายุสามสิบแปดที่ยังโสดและไร้หนทางสร้างรากฐาน เป็นชนชั้นล่างของโลกเซียน ไม่มีทางไปข้องเกี่ยวกับบุคคลระดับสูงอย่างฉินเฉิงเฉิงได้หรอก ต่อให้มีโอกาสข้องเกี่ยว เขาก็จะหนีไปให้ไกล คนระดับนั้นไม่รู้ว่าวันๆ ถูกผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงจับจ้องอยู่กี่คู่ เขาไม่กล้าเอาตัวเข้าไปเสี่ยง
วันแสดงดนตรี ด้านหน้าหอสดับเสียงเนืองแน่นไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรที่มารรอฟัง
ฉินเฉิงเฉิงนั่งสง่างามอยู่บนแท่นสูง นิ้วเรียวงามกรีดกรายลงบนสายพิณ เสียงดนตรีใสกังวานดุจสายน้ำไหลรินแผ่ซ่านออกไป ชั่วพริบตานั้น พลังวิญญาณทั่วทั้งตลาดดูเหมือนจะถูกเสียงพิณชักนำ กลายเป็นหมอกจางๆ ลอยล่อง ต้นไม้ใบหญ้าไหวเอนราวกับเปล่งแสงวิญญาณออกมา
เสียงพิณค่อยๆ ดังขึ้น เหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านผิวน้ำ ระลอกคลื่นแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับกลั่นลมปราณต่างพากันนั่งขัดสมาธิหลับตา สีหน้าเคลิบเคลิ้ม บางคนคิ้วคลายเหมือนบรรลุธรรม บางคนปลายนิ้วสั่นระริกเหมือนกำลังวาดลวดลายคาถา ยิ่งไปกว่านั้น บางคนคลื่นพลังรอบตัวค่อยๆ สูงขึ้น ราวกับแตะขอบเขตของการเลื่อนระดับ!
ทว่า เฉินอี้กลับนั่งไม่ติดเหมือนมีหนามทิ่มก้น
เขาโคจร 'เคล็ดลมหายใจเต่าวารีพฤกษา' เต็มกำลัง ใช้ญาณหยั่งรูปิดกั้นการรับรู้ทางหูราวกับกำแพงเหล็ก แต่เสียงพิณนั้นกลับเหมือนมีชีวิต แทรกซึมเข้ามาในห้วงความรู้ของเขาได้ทุกทิศทาง!
"ไม่ชอบมาพากลแล้ว... เสียงพิณนี่กำลังเล็งเป้ามาที่ข้า!"
เฉินอี้เหงื่อกาฬไหลพราก พลังวิญญาณที่แฝงมากับเสียงพิณถาโถมเข้าใส่แนวป้องกันของเขาราวกับคลื่นยักษ์ คนอื่นฟังแล้วเหมือนเสียงสวรรค์ช่วยฝึกตน แต่สำหรับเขา มันคือเสียงมารสะกดวิญญาณ!
ในที่สุด
"ติง!"
โน้ตดนตรีอันไพเราะตัวหนึ่งเจาะทะลุการป้องกันของญาณหยั่งรู้ เข้าสู่ห้วงความรู้ของเฉินอี้จนสั่นสะเทือน!
[ตรวจพบการรุกรานจากวิญญาณแปลกปลอม]
[กำลังกลืนกิน...]
ระบบทำงานอัตโนมัติ พลังวิญญาณในเสียงพิณนั้นเหมือนหิมะเจอแดดจัด ถูกกลืนกินจนหมดสิ้นในพริบตา
บนแท่นสูง นิ้วของฉินเฉิงเฉิงชะงักไปชั่วครู่ที่แทบสังเกตไม่เห็น ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปยังมุมที่เฉินอี้อยู่ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มที่เข้าใจทุกอย่าง
[เป็นเจ้านี่เอง]
เสียงพิณหยุดลงกะทันหัน
"จบแล้วหรือ!?"
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรลืมตาขึ้นอย่างงุนงง เห็นเพียงฉินเฉิงเฉิงอุ้มพิณลุกขึ้น ชายแขนเสื้อผ้าโปร่งพลิ้วไหว "วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว"
ทันใดนั้น เสียงอื้ออึงทั่วลานก็เปลี่ยนเป็นคำพูดเห็นอกเห็นใจอย่างรวดเร็ว
"แม่นางฉินบรรเลงติดต่อกันตั้งสามก้านธูป สิ้นเปลืองพลังจิตมาก สมควรพักผ่อนแล้ว!"
"เมื่อครู่ 'บทเพลงชำระใจ' ท่อนนั้นทำให้พลังเวทข้าบริสุทธิ์ขึ้นสามส่วน ขอบพระคุณแม่นางฉินที่ประทานให้!"
ขณะที่ฝูงชนมองส่งฉินเฉิงเฉิงจากไป ข้างหูเฉินอี้กลับมีเสียงส่งผ่านกระแสจิตอันเย็นชาดังขึ้น
"คืนนี้ยามจื่อ (ห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง) ที่ถ้ำที่พักหลังเรือน ไม่เจอไม่เลิกรา"
รูม่านตาของเฉินอี้หดเกร็ง เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็เห็นเพียงแผ่นหลังของฉินเฉิงเฉิงที่หายลับไปหลังม่านไข่มุก และกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียร "สุนัขรับใช้" นอกม่านที่ยังคงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหลงใหล
ยามจื่อ
เฉินอี้ย่อมไม่ไป
อีกฝ่ายเป็นระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง เขาเป็นแค่ระดับกลั่นลมปราณขั้นกลาง พลังต่อสู้เทียบเท่าผู้ฝึกกายาระดับหนึ่งขั้นสูงสุด สู้ระดับสร้างรากฐานขั้นกลางไม่ได้เลย
อีกอย่างตั้งแต่เขา "ปลุก" รากปราณได้อย่างเป็นทางการเมื่อปีก่อน เขาก็มี "ถ้ำที่พัก" เป็นของตัวเองแล้ว
ที่เรียกว่าถ้ำที่พัก จริงๆ ก็แค่ห้องห้องหนึ่งในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้านยันต์ พักอยู่รวมกับเด็กฝึกงานคนอื่นอีกไม่กี่คน ได้รับการหล่อเลี้ยงจากชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งขั้นต่ำเท่านั้น
นี่เป็นสวัสดิการที่ตระกูลตงมอบให้ช่างเขียนยันต์ของตน
ขอแค่เขาไม่ออกไปหาฉินเฉิงเฉิงเป็นการส่วนตัว หากนางจะบุกเข้ามาในเรือนพัก ก็ต้องทำลายค่ายกลป้องกันของเรือน
เฉินอี้พนันว่าฉินเฉิงเฉิงเองก็ไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องนี้
เพียงแต่ เฉินอี้ยังประเมินความสามารถของผู้สร้างรากฐานต่ำเกินไป
ยามจื่อผ่านไปได้เพียงหนึ่งก้านธูป
เฉินอี้ยังคงซ่อนตัวฝึกฝนอยู่ในห้อง
ทว่าวินาทีถัดมา กลิ่นหอมก็โชยมาแตะจมูก
เบื้องหน้าเฉินอี้ นางฟ้าผู้เลอโฉมปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชียบ มองดูเขาด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
[จบแล้ว]