- หน้าแรก
- วุ่นชะมัด เมื่อผมและเหล่าร่างแยกต้องมาเล่นละครตบตาโลก
- บทที่ 25 ดูเหมือนทุกคนจะคิดว่าตัวเองเก่งกันจังนะ
บทที่ 25 ดูเหมือนทุกคนจะคิดว่าตัวเองเก่งกันจังนะ
บทที่ 25 ดูเหมือนทุกคนจะคิดว่าตัวเองเก่งกันจังนะ
บทที่ 25 ดูเหมือนทุกคนจะคิดว่าตัวเองเก่งกันจังนะ
ถูเหวินเหวิน ปีนี้อายุยี่สิบ ควรจะตั้งใจเรียนทักษะส่วนบุคคลที่จำเป็นในเส้นแบ่งมิติในมหาวิทยาลัยของเมือง สะสมการเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพสักสองสามครั้ง ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นแบ่งมิติ
ทว่าเห็นได้ชัดว่าเธอไม่ใช่คนประเภทอยู่นิ่งได้ หลังจากเรียนปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยจบ เธอก็เกิดอาการอยู่ไม่สุข แล้วตัดสินใจหนีออกจากบ้านอย่างเด็ดเดี่ยวตอนขึ้นปีการศึกษาใหม่ เข้าไปปะปนกับกลุ่มผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่เพื่อสัมผัสรสชาติของการ "เริ่มจากศูนย์" อย่างแท้จริง
เพียงแต่คนที่เพิ่งหนีออกจากบ้าน มีการเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพหนึ่งครั้ง มีเมล็ดพันธุ์พลัง และอาวุธสั่งทำพิเศษอย่างเธอ พยายามจะปลอมตัวเป็นมือใหม่ มันดูโจ่งแจ้งเกินไปหน่อย
การเดินเล่นในสลัมอาจจะไม่เป็นไร แต่พอเข้าสู่เส้นแบ่งมิติ ไม่ว่าจะแกล้งทำเป็น "ใสซื่อ" แค่ไหน ก็ตบตาพวกคนเก๋าเกมไม่ได้หรอก
เธอก็พอรู้สถานการณ์ตัวเองอยู่บ้าง เลยชอบที่จะคบหากับมือใหม่ที่มีสภาพคล้ายๆ กัน หรืออ่อนหัดกว่า
แต่ไม่นานเธอก็เบื่อ
พอเปิดเผยฐานะนิดหน่อย คนพวกนั้นก็พยายามประจบสอพลอเสนอตัวช่วยสร้างคอนเนกชันทันที ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ฐานะทางบ้านเธอด้วยซ้ำ แต่พอได้ยินว่ามาจากในเมือง ตาก็ลุกวาวกันเป็นแถว
พอนานวันเข้า เธอก็เริ่มเข้าใจสภาพสังคมของผู้ลี้ภัยภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
แม้จะไม่ได้คาดหวังอะไรมากตั้งแต่แรก แต่มันก็น่าผิดหวังอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกโดดเดี่ยวและการตระหนักรู้ที่สมบูรณ์แบบนี้กลับทำให้ถูเหวินเหวินรู้สึกดีกับตัวเอง โดยเชื่อว่าเธอได้เติบโตขึ้นแล้วจริงๆ
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เธอไปเจอกับพวกเกรียนเข้าจนจิตตกไปพักใหญ่
เธอเคยลังเลว่าจะกลับไปซุกอกเมืองที่ปลอดภัยดีไหม แต่พอเทียบความแย่กับความแย่กว่า เธอก็ยังเลือกชีวิตปัจจุบัน
หลังจากฟังถูเหวินเหวินเล่าจบ ว่านอี้รู้สึกว่าแม่นี่มันแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ
แหม ถ่อมตัวจนน่าหมั่นไส้เชียวนะ ถ้าพูดประโยคพวกนี้ออกมาดังๆ อย่าว่าแต่ "ความโดดเดี่ยว" เลย รับรองว่ามีผู้ลี้ภัยใจดีมากมายพร้อมจะช่วยให้เธอ "เฉิดฉายและอุทิศตน" ในทางกายภาพแน่นอน
ว่านอี้บ่นอุบในใจ
แม้ถูเหวินเหวินจะพูดเหมือนได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะจากการใช้ชีวิตกับผู้ลี้ภัย แต่ว่านอี้กลับรู้สึกว่าเธอควรไปฝึกทักษะการสื่อสารให้มากกว่านี้ดีกว่า
ว่านอี้มาที่นี่เพื่อล้วงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเมืองผ่านทางเธอ
ดูภายนอกเหมือนเด็กใสซื่อหลอกง่าย แต่พอได้คุยจริงๆ กลับพบว่า... หลอกง่ายกว่าที่คิดซะอีก
พูดกันตามตรง ว่านอี้รู้สึกว่าทักษะการสื่อสารของตัวเอง ถ้าไม่ติดลบ ก็คงเข้าใกล้ศูนย์ โชคดีที่มีแม่แบบให้เรียนรู้
ต้องขอบคุณเหลียงเหรินเต้าจริงๆ หมอนั่นไม่ตายในสนามรบ แถมยังเลือกฉากจบแบบเดี่ยว ถอยฉากออกมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน ฝีมือเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้ง
ว่านอี้รู้สึกว่าตัวเองเพิ่งเรียนรู้ได้แค่ผิวเผินเท่านั้น
ถูเหวินเหวินมองหน้าตาเหม่อลอยของว่านอี้แล้วถามว่า "นี่นายฟังฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย?"
"ฟังอยู่ ตั้งใจฟังมากด้วย" ว่านอี้ตอบกลับด้วยแววตาว่างเปล่า
แต่ความน่าเชื่อถือนี่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
ถูเหวินเหวินถอนหายใจ
หลังจากชนเข้ากับคนตรงหน้า เธอเป็นคนแรกที่จำได้ว่าคนคนนี้คือว่านอี้ ที่อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง 'ประเด็นสำคัญ' ของสำนักงานจัดการผู้ลี้ภัย
รายชื่อเฝ้าระวังประเด็นสำคัญมีหลายประเภท ทั้งรายชื่อด้านความแข็งแกร่ง รายชื่อด้านผลงาน และรายชื่อด้านความอันตราย
รายชื่อด้านความอันตรายก็ตามชื่อ คือรายชื่อผู้ลี้ภัยที่ถูกประเมินว่ามีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคมในเมือง
และว่านอี้ก็โดดเด่นในรายชื่อผลงาน และติดอันดับต้นๆ ในรายชื่อความอันตราย
เรื่องนี้มักจะทำให้สำนักงานจัดการส่งเจ้าหน้าที่พิเศษมาแฝงตัวสังเกตการณ์ ทำการประเมินหลายขั้นตอน และได้ผลสรุปที่มีลายเซ็นรับรองจากคนมากกว่าสามคน
ถูเหวินเหวินไม่เข้าใจระบบหรอก แต่ตอนเห็นว่านอี้ครั้งแรก เธอก็กลัวจริงๆ นั่นแหละ
แต่พอคิดอีกที รายชื่อบอกแค่ "เฝ้าระวังเป็นพิเศษ" ไม่ได้บอกว่าอีกฝ่ายมีปัญหาแน่ๆ ทำไมต้องกลัวด้วย?
วิญญาณขบถเลยเข้าสิง ทำให้เธอยิ่งมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับว่านอี้
ส่วนมุกจีบสาวเชยๆ ที่ผสมปนเปความลิเกกับนิยายวัยรุ่นของเขาน่ะเหรอ เธอฟังจนเบื่อมาตั้งแต่เด็ก แถมเคยเจอที่เด็ดกว่านี้มาเยอะ เลยไม่เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด
แต่ถูเหวินเหวินก็รู้ตัวดีว่า ท่าทีของว่านอี้ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจงใจเข้าหาเธอ
แม้จะแอบดูแคลนในใจ แต่ถูเหวินเหวินก็เป็นฝ่ายชวนคุยอย่างกระตือรือร้น
ผลปรากฏว่า พอว่านอี้เห็นเธอคุยเก่ง ก็ดูเหมือนจะปล่อยจอย นั่งดูเธอพล่ามน้ำลายแตกฟอง เขาไม่อยากพูดสักคำ แค่ตอบกลับมาบ้างตอนเธอถาม เธอก็แทบจะกราบขอบคุณแล้ว
นี่คือธาตุแท้ของหมอนี่สินะ?!
จริงๆ ก็ไม่ใช่หรอก
ว่านอี้อยู่ในสภาพนี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะมีร่างแยกช่วยประมวลผลข้อมูล แต่ขณะเดียวกันเขาก็ต้องประสานงานกับตัวเองด้วย ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ว่านอี้ก็ขี้เกียจขยับตัว หรือแม้แต่จะแกล้งทำเป็นแสดงละครตบตา
ยังไงซะ เรื่องไหนที่ฟังไม่ทัน ร่างแยกก็ช่วยขุดความจำออกมาให้ได้ สะดวกจะตาย
ขณะฟังถูเหวินเหวินพล่าม เขาก็กำลังกลั่นกรองข้อมูลที่ได้จากร่างแยกหลายร่างที่ปล่อยออกไปหลังจากเข้ามาในตลาดมืด
ตลาดมืดแห่งนี้ใหญ่มาก เฉินฉางไฉเคยพาเขาไปตลาดมืดใต้บ่อนคาสิโนตอนหาซื้อวิถีแปรเปลี่ยนพลังจิต แต่เทียบสเกลกับที่นี่ไม่ได้เลย
แถมจากข้อมูลที่ร่างแยกรวบรวมมา ดูเหมือนว่าตลาดมืดแห่งนี้จะมี 'จ้าวตลาดมืด' ตัวจริงเสียงจริง ที่ว่ากันว่ามีเส้นสายกับเบื้องบนในเมือง ถึงขั้นใช้เงินแลกแต้มผลงานได้โดยตรง
เขาเลยแอบคาดหวังว่าจะได้อะไรดีๆ กลับไปจากที่นี่บ้าง
ทันใดนั้น ถูเหวินเหวินก็มองเขาอย่างไม่สบอารมณ์แล้วถามว่า "นายกำลังหาของที่เหมาะกับตัวเองอยู่เหรอ? เมล็ดพันธุ์พลังหรือชิ้นส่วน?"
"ทั้งสองอย่าง" ว่านอี้ตอบสั้นๆ
"พลังจิตกับพลังงานด้านลบเหรอ? เลิกฝันเถอะ ต่อให้เจอ นายก็ไม่มีปัญญาซื้อหรอก" เพราะท่าทีของว่านอี้มันน่าหมั่นไส้ ทำให้ถูเหวินเหวินรู้สึกเหมือนเจอพวก "เจ้าชู้ประตูดิน จีบแล้วเท" เธอเลยเลือกที่จะพูดจาขัดหูว่านอี้ซะหน่อย
"ก็ไม่แน่มั้ง?" ผิดคาด ว่านอี้กลับยิ้มให้
ถูเหวินเหวินขมวดคิ้ว แม้จะได้ยินเรื่องราวของว่านอี้มาบ้าง แต่เธอก็ยังเดาไม่ออกว่าความมั่นใจของเขามาจากไหน
"ไม่เป็นไรหรอก ถ้าหาไม่ได้จริงๆ อีกไม่กี่วันฉันก็กะว่าจะไปเส้นแบ่งมิติระดับลึกอยู่แล้ว" จู่ๆ ว่านอี้ก็พูดขึ้นมาลอยๆ
ถูเหวินเหวินอึ้งไป เสียงเธอเผลอดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว "ไปเส้นแบ่งมิติระดับลึก?! นายบ้าไปแล้วเหรอ?!"
"คุณหนู เบาเสียงหน่อย" ว่านอี้เตือนสติเรื่องเสียงดัง ถูเหวินเหวินรีบเอามือปิดปาก มองซ้ายมองขวา พบว่าคนเยอะและไม่มีใครสนใจพวกเขาเท่าไหร่ จึงถอนหายใจโล่งอก
พอตั้งสติได้ ถูเหวินเหวินก็ถามต่อ "ระดับลึกที่ว่านี่ลึกแค่ไหน?"
"เริ่มจากห้าสิบขึ้นไปแล้วกัน" ว่านอี้ตอบ
"ตอนนี้นายไม่มีอะไรสักอย่าง! ไม่มีพลัง ไม่มีการเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพ คนธรรมดาเข้าไปในห้วงมิติเวลาแบบนั้นก็เป็นแค่ตัวประกอบไร้ทางสู้ในหนังสยองขวัญชัดๆ!"
"เคยดูหนังสยองขวัญด้วยเหรอเนี่ย ตัวเลือกความบันเทิงในเมืองดูจะครบครันดีนะ"
"ก็งั้นๆ แหละ โรงหนังจะฉายเรื่องอะไรก็ขึ้นอยู่กับว่ามีชิ้นส่วนหนังใหม่ๆ เข้ามาหรือเปล่า... เดี๋ยว! อย่าเปลี่ยนเรื่อง!"
ว่านอี้ชำเลืองมองเธอกลับแล้วพูดว่า "ไม่ใช่เธอไปซะหน่อย ทำไมต้องกลัวขนาดนั้นด้วย?"
"ฉันเคยเข้าเส้นแบ่งมิติระดับลึกครั้งหนึ่ง คนในโลกนั้นแทบจะเป็นบ้ากันหมด! แค่เดินบนถนนก็อาจตกเป็นเป้าของฆาตกรต่อเนื่องได้ แล้วต่อให้นายเก่งแค่ไหน พอมันเปิดโหมดล่าเหยื่อ นายก็จะอ่อนแอลงฮวบฮาบ สุดท้ายก็กลายเป็นลูกแกะรอวันเชือด! ถ้าไม่ใช่เพราะเส้นแบ่งมิติวนลูปเป็นรอบๆ ฉันสงสัยว่ามิติเวลาเดียวคงไม่พอให้พวกมันฆ่าแน่!" ถูเหวินเหวินพูดด้วยความตื่นตระหนก
เห็นได้ชัดว่านี่คงเป็นปมในใจของเธอ
นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เธอเข้าเส้นแบ่งมิติระดับลึก ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่กล้าเข้าเส้นแบ่งมิติที่มีความลึกเกินสามสิบอีกเลย
"แล้วไง? ตอนนี้ฉันไม่มีจุดที่จะก้าวหน้าได้เลย จะให้ฉันไม่ยอมเสี่ยง แล้วใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายในสลัมต่อไปงั้นเหรอ?" แม้ว่านอี้จะรู้สึกว่าอนาคตของเขาสดใสก็เถอะ
"มีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่าตายไม่ใช่เหรอ? ไม่เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า... อะไรนะ ภูเขาเขียวกับฟืนน่ะ"
"ตราบใดที่ภูเขาเขียวยังอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีฟืนเผา ใช่ไหม?"
"นั่นแหละ!"
"ถึงจะชอบพูดกันว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตก็ย่อมมีความหวัง แต่ข้อแม้คือคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องยึดมั่นในความหวังและมีจิตใจที่มุ่งมั่นเสมอ" ว่านอี้กล่าว "แต่คนจำนวนมากที่ตอนแรกคิดว่าการมีชีวิตอยู่คืออนาคต กลับค่อยๆ ถูกกัดกร่อนความตั้งใจ จนหมดอาลัยตายอยาก ไร้จุดหมาย และสุดท้ายก็ลืมไปว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร"
ถูเหวินเหวินเงียบไป นี่มันแทงใจดำจุดบอดของเธอเข้าเต็มเปา
"นายมั่นใจว่าจะรอดกลับมาเหรอ?"
"เรื่องนั้นฉันมั่นใจมาก พวกเราเตรียมตัวกันมาอย่างเต็มเปี่ยมแล้วไม่ใช่เหรอ?" ว่านอี้ตอบ
"งั้น... ถ้านายจะไป ขอฉันไปด้วยได้ไหม?!" ถูเหวินเหวินรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกมา
จากนั้นเธอก็ได้รับสายตาจากว่านอี้ราวกับมองคนปัญญาอ่อน "ไม่"