- หน้าแรก
- วุ่นชะมัด เมื่อผมและเหล่าร่างแยกต้องมาเล่นละครตบตาโลก
- บทที่ 21 ตำนานเมือง
บทที่ 21 ตำนานเมือง
บทที่ 21 ตำนานเมือง
บทที่ 21 ตำนานเมือง
วันนี้ ณ มิติเวลาเส้นขอบเขตที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเมืองบนเกาะลอยฟ้า 014 เกิดเรื่องน่าสะพรึงกลัวขึ้น... ทั่วทั้งเมืองตกอยู่ในความหวาดผวา ผู้ใหญ่ต่างพากันพาคนแก่และเด็กหลบซ่อนตัวในบ้าน บางคนถึงกับเปิดใช้งานหลุมหลบภัยส่วนตัว
ใครที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาเห็นฉากนี้เข้าคงนึกว่าสงครามกำลังจะปะทุ
แต่สำหรับเมืองแห่งนี้ สถานการณ์ตอนนี้ก็คงไม่ต่างจากสงครามเท่าไหร่นัก
เมื่อเวลา 03:28 น. ตำรวจเมืองตรวจพบร่องรอยของอาชญากรที่เป็นที่ต้องการตัวที่สุดในย่านชานเมืองฝั่งตะวันออก จึงรีบส่งกองกำลังเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธชุดใหญ่เข้าไป หวังจะสังหารอาชญากรตัวร้ายให้สิ้นซากคาที่
ทว่า ไม่นานนัก ทุกคนที่ส่งไปก็ขาดการติดต่อ
ทันใดนั้น สถานีโทรทัศน์ของเมืองก็ถูกแฮ็กและแพร่ภาพวิดีโอสยองขวัญออกสู่สายตาสาธารณชน ภาพเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธจำนวนมากพรุนไปด้วยรูกระสุน รวมถึงซากเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกยิงร่วงและยังมีควันดำพวยพุ่ง
นอกจากนี้ แม้เลือดจะสาดกระจายไปทั่ว แต่กลับไร้เงาร่างของมนุษย์ และไร้ร่องรอยของอาชญากร ผลลัพธ์ที่ออกมานี้ถือเป็นการตบหน้าเมืองฉาดใหญ่!
คนธรรมดาส่วนใหญ่ในเมืองไม่เข้าใจความหมายของวิดีโอนี้ แต่ชาวบ้านย่านชานเมืองฝั่งตะวันออกบางคนดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง และเริ่มโพสต์คำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์ลงในอินเทอร์เน็ต
ตัวอย่างเช่น ชาวเน็ตรายหนึ่งเล่าว่าเขาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดังสนั่นหวั่นไหวในช่วงเช้ามืด เสียงปืนที่รัวกระหน่ำราวกับอยู่ในสนามรบ เมื่อมองออกไปจากที่พัก เขาเห็นรถหุ้มเกราะแล่นตะบึงไปตามท้องถนนและเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธบินว่อนอยู่บนฟ้า
แต่หลังจากพวกมันมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่หนึ่งในย่านชานเมืองฝั่งตะวันออก แม้เสียงความวุ่นวายจะดังขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อทุกอย่างสงบลง พยานผู้เห็นเหตุการณ์ที่นอนไม่หลับเฝ้ารออยู่นานสองนาน กลับไม่เห็นเฮลิคอปเตอร์เหล่านั้นบินกลับออกมาอีกเลย
จนกระทั่งฟ้าเริ่มสาง เขาจึงเห็นร่างหนึ่งยืนอยู่บนถนนด้านนอก สวมสูทสีดำ ผูกเนกไทสีดำ
ตอนนั้นพยานเริ่มง่วงและไม่คิดจะรออีกต่อไป ตั้งใจจะกลับไปนอนต่อ จึงจำรายละเอียดของสิ่งที่เห็นได้ไม่ชัดนัก
เขาจำได้เพียงว่ามือทั้งสองข้างของคนคนนั้นดูสั้นผิดปกติ ถือปืนสีดำสนิทสองกระบอก และมีอะไรบางอย่างสีเทาเงินอยู่บนหัว
พยานคิดว่าคงมีใครใส่ชุดแฟนซีมาเดินเล่นตอนเช้าตรู่ จึงไม่ได้ใส่ใจและกลับไปนอน
"ตอนที่ผมหันหลังกลับไป เหมือนจะเห็นคนคนนั้นมองมาที่ผม แล้วยิ้มให้ด้วย!" นี่คือประโยคสุดท้ายที่พยานโพสต์ลงเน็ต
ทว่าคำบอกเล่าของเขากลับไม่ได้รับการยอมรับ แต่กลับถูกเยาะเย้ยว่าแต่งเรื่องผีหลอกเด็ก
อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียของกองกำลังเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธนั้นเป็นที่ประจักษ์ ผู้คนจึงปักใจเชื่อว่ามีกลุ่มก่อการร้ายแทรกซึมเข้ามาในเมืองจนพรุนไปหมดแล้ว และทุกคนในเมืองกำลังตกอยู่ในอันตราย
ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็ออกปฏิบัติการภายใต้การประสานงานของเมือง
คนกลุ่มนี้แต่งกายหลากหลายรูปแบบ รูปร่างหน้าตาแตกต่างกัน และที่สำคัญที่สุดคือระดับความสามารถที่ไม่เท่าเทียมกัน
พวกเขาล้วนเป็นพวกประหลาดที่ทำตัวกลมกลืนกับเมืองนี้ สร้างเส้นสายในด้านต่างๆ และมีภูมิหลังที่ลึกลับ
โดยเนื้อแท้แล้ว พวกเขาคือนักสำรวจต่างถิ่นที่บุกรุกเข้ามาในมิติเวลานี้ตามธรรมชาติ
"นี่มันโลกที่มีความลึกต่ำชัดๆ ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้วะ?" ชายหนุ่มท่าทางหยาบกระด้างอดสบถออกมาไม่ได้ เขาได้ยินมาว่าการสร้างเส้นสายในมิติเวลาแบบนี้จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่พอเกิดเรื่องบ้าๆ นี่ขึ้น พวกเขากลับถูกเมืองลากตัวออกมาจัดการปัญหาซะงั้น
"เรื่องปกติ ถ้าเคยไปมิติเวลาเส้นขอบเขตมาบ้างจะรู้ว่ามันไม่ได้ยากอะไร เมื่อคนนอกสร้างความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ให้กับมิติเวลา หากมิติเวลาไม่สามารถดึงพลังมาจัดการคนนอกภายใต้สถานการณ์ที่สมเหตุสมผลได้ มันก็จะใช้กลยุทธ์ 'ยืมมือเสือฆ่าหมาป่า' ให้คนนอกสู้กับคนนอกเอง" ชายในชุดโค้ทกันฝนและหมวกทรงสูง ซึ่งแต่งกายเหมือนนักสืบในนิยายกล่าวขึ้น
"มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ" ชายหนุ่มดูเหมือนจะเป็นมือใหม่ จึงรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้
"งั้นพวกเราก็โดนบังคับทำงานเหรอ?" หญิงสาวหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตา ผมดำยาวตรง รีบถามต่อทันที
"ไม่เลย ความเสี่ยงและโอกาสมักมาคู่กัน ตราบใดที่มีส่วนร่วมในการต่อสู้กับคนนอกที่เป็นเป้าหมาย หรือทำประโยชน์ให้มิติเวลาในขณะที่มันกำลังเลียแผลตัวเอง คุณจะมีโอกาสได้รับเศษเสี้ยวต่างๆ ที่มิติเวลาประทานให้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์" ชายนักสืบพูดพร้อมรอยยิ้ม
ทั้งหญิงสาวและชายหนุ่มหรี่ตาลงโดยไม่รู้ตัว
อัตราดรอปร้อยเปอร์เซ็นต์! สำหรับคนที่ผ่านความยากลำบากในโลกนี้มาแล้ว พวกเขาเข้าใจคุณค่าของมันอย่างลึกซึ้ง!
คนอื่นๆ ในทีมชุดแรกไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นอะไรมากนัก ดูเหมือนจะรู้กลไกนี้อยู่แล้ว
"เดี๋ยวสิ งั้นเราต้องไปสู้กับคนนอกที่จัดการกองกำลังเฮลิคอปเตอร์ของเมืองจนพังพินาศในเช้าเดียวเนี่ยนะ? เราจะสู้ไหวเหรอ?" ชายหนุ่มตอบสนองเร็วมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉลาดทันคนหรือแค่กลัวตายกันแน่
"หึ ผมเดาว่าฝ่ายตรงข้ามน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควร และคงเตรียมการมาอย่างดีเพื่อจัดการเมืองนี้ ถึงได้ทำสำเร็จในเวลาสั้นๆ"
"ทำไมไม่คิดว่าเขาเก่งมากล่ะ?" หญิงสาวถาม
"ถ้ามีทีมชุดแรกที่เก่งขนาดนั้นจริง พวกเขาคงเอาเวลาไปลงในมิติเวลาเส้นขอบเขตที่มีความลึกสูงกว่านี้เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่าแล้วล่ะ" นักสืบหัวเราะเบาๆ
"แปลว่าเรามีลุ้นสินะ!?" ดวงตาของชายหนุ่มเป็นประกาย
นักสืบยิ้มโดยไม่พูดอะไร
หญิงสาวเงียบลง ขมวดคิ้วครุ่นคิด ส่วนคนอื่นๆ ก็ซุบซิบกับเพื่อน หรือไม่ก็ยืนเงียบๆ อยู่คนเดียว
ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงเขตตึกร้างที่ยังสร้างไม่เสร็จ ด้วยการสนับสนุนจากทั้งเมือง พวกเขาจึงค้นหาที่ซ่อนที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดของศัตรูได้อย่างรวดเร็ว
"ระวังตัวด้วย ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่คนโง่ อาจจะมีกับดัก" ชายนักสืบเตือนอีกครั้ง
ทว่าไม่มีใครสนใจคำเตือนของเขา
กลุ่มคนเดินเข้าไปในตึกร้าง ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปสู้ตามสไตล์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มมองไปรอบๆ บรรยากาศวังเวงชวนให้นึกถึงหนังผีที่เคยดู ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"หนังผีบอกไว้ว่าแยกกันเดินเท่ากับหาที่ตายนะเว้ย!" เขากระซิบ
"ศัตรูเป็นคน ไม่ใช่ผี การรวมกลุ่มกันรังแต่จะเป็นเป้านิ่งให้เขาถล่มง่ายขึ้นต่างหาก" หญิงสาวที่เดินผ่านมาได้ยินเข้าก็ปรายตามองด้วยความเหยียดหยาม ทำเอาชายหนุ่มกัดฟันกรอด... ในขณะนี้ กลุ่มสามคนได้ขึ้นมาถึงชั้นสี่
"ไม่มีกับดักเลยแฮะ ถึงชั้นสี่แล้ว สูงกว่านี้ก็ไม่เหมาะจะวางกับดักแล้วล่ะ จะกลายเป็นขังตัวเองซะเปล่าๆ"
"หรือว่าอีกฝ่ายไม่ได้วางกับดักเลย?"
"มั่นใจขนาดนั้นเชียว?"
"คงไม่ใช่ว่าทีมชุดแรกมาเพื่อ 'ตบเด็ก' หรอกนะ แบบนั้นน่าเบื่อตายชัก!"
ทันใดนั้น เงาดำวูบหนึ่งก็พุ่งผ่านด้านหลังพวกเขาไป
หัวหน้าทีมหันขวับกลับไปมอง แต่ไม่พบอะไร
"มีอะไรเหรอ?"
"อย่าทำตัวตื่นตูมสิ!"
ขณะที่อีกสองคนกำลังตกใจและบ่นอุบ คนที่หันกลับไปมองจู่ๆ ก็กระโจนหลบไปด้านข้าง พร้อมตะโกนลั่น "เร็ว หลบ!"
ฟุ่บ ฟุ่บ!
สิ้นเสียงแผ่วเบาสองครั้ง สองคนที่ยังยืนงงอยู่ก็สิ้นใจคาที่ รูเลือดปรากฏขึ้นกลางหน้าผาก ร่างทรุดฮวบลงกับพื้น
ผู้รอดชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่มุมห้องเหงื่อแตกพลั่ก ตัวสั่นเทิ้ม
"เมื่อกี้มันอะไรกัน! แทบไม่มีเสียงเลย แล้วสองคนนั่นก็ตายคาที่! ถ้าฉันไม่ได้ฝึกสัญชาตญาณนักรบมา ป่านนี้คงลงไปนอนคุยกับรากมะม่วงแล้ว! มีตัวอะไรบางอย่างอยู่ในตึกนี้!"
ขณะที่เขากำลังคิดอย่างรวดเร็ว
เคร้ง เคร้ง —
เสียงกังวานใสดังขึ้นแทบเท้า
เขาก้มลงมองตามเสียง เห็นปลอกกระสุนขึ้นสนิมสองปลอก
"นี่มัน... ปลอกกระสุน? กระสุนปืน?! เป็นไปไม่ได้! กระสุนขนาดนี้จะมีความเร็วและพลังทำลายล้างขนาดนั้นได้ยังไง! แถมยังเงียบกริบ... เดี๋ยวสิ ปลอกกระสุนพวกนี้มาจากไหน!"
เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดผวา พบปากกระบอกปืนสีดำสนิทจ่ออยู่ที่หน้าผากในระยะเผาขน
ยังไม่ทันที่เสียงกรีดร้องจะหลุดออกจากปาก เสียงปืนเก็บเสียงก็ดังขึ้นเบาๆ และเขาก็ตามรอยเพื่อนร่วมทีมไป
'พี่โมเดิร์น' ค้นศพทั้งสามอย่างละเอียด เก็บเศษเสี้ยวที่พวกมันหามาได้เข้ากระเป๋า
"ได้ของดีเพียบ การตกปลาครั้งนี้ไม่เสียเปล่าจริงๆ" พี่โมเดิร์นเผยรอยยิ้มชั่วร้าย