- หน้าแรก
- วุ่นชะมัด เมื่อผมและเหล่าร่างแยกต้องมาเล่นละครตบตาโลก
- บทที่ 20 การเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพของร่างแยก
บทที่ 20 การเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพของร่างแยก
บทที่ 20 การเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพของร่างแยก
บทที่ 20 การเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพของร่างแยก
"พวกนายกำลังประลองกันอยู่เหรอ?"
"รีดบอกว่าอยากรู้ขีดจำกัดของตัวเอง ก็เลยให้ผมช่วยซ้อมมือให้หน่อย" จอมมารตอบ
"งั้นฉันไม่กวนละ เชิญตามสบาย" ว่านอี้เตรียมจะขอตัว
"ไม่จำเป็น ผมได้คำตอบแล้ว" รีดเอ่ยขึ้น
จอมมารกอดอกพยักหน้ารับเล็กน้อย
ทั้งสามคนเดินกลับจากหลังเวทีมายังที่นั่งคนดู พลางพูดคุยสัพเพเหระ
"ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนไป วิทยาการของมนุษย์ช่างน่าทึ่งจริงๆ ผมพยายามศึกษาเพิ่มเติมอยู่ ถ้าเป็นไปได้ มันอาจกลายเป็นอาวุธสำหรับต่อกรกับอซูร่าได้" รีดกล่าว
"แต่พวกแวมไพร์เองก็น่าจะสนใจของพวกนี้เหมือนกัน พวกมันอาจจะมองว่าเป็นโอกาสก็ได้นะ" จอมมารแย้ง
"ก็จริง แต่แวมไพร์ส่วนใหญ่ถ้าไม่เข็ดขยาดจากสงครามนองเลือดในอดีต ก็หยิ่งผยองเกินกว่าจะใส่ใจกิจการของมนุษย์ ต่อให้สนใจเทคโนโลยี ก็คงหวังแค่จะเสวยสุขจากสิ่งประดิษฐ์สำเร็จรูปของมนุษย์มากกว่า น้อยคนนักที่จะคิดพัฒนาด้วยตัวเอง" รีดอธิบาย
"ก็นะ นโยบายมอมเมาประชาชนของนายได้ผลดีจริงๆ นั่นแหละ" ว่านอี้เสริม
รีดไม่ได้แค่สนับสนุนมนุษย์ แต่ยังวางหมากในหมู่แวมไพร์ด้วย
อซูร่าไม่เคยสนใจการปกครอง นางสนแต่จะเสวยสุขกับชีวิตอมตะอันทรงพลัง ภายใต้การยุยงของรีด เหล่าแวมไพร์ใต้อาณัติต่างแก่งแย่งชิงดี วางแผนหักหลังกันไม่จบสิ้น จมดิ่งสู่ความขัดแย้งภายใน
ในขณะเดียวกัน แนวคิดที่ว่าแวมไพร์สูงส่งกว่าเผ่าพันธุ์อื่นก็เป็นสิ่งที่เขาปลูกฝัง แม้แวมไพร์ส่วนใหญ่จะคิดเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่รีดก็คอยหล่อเลี้ยงทัศนคตินี้ให้สืบทอดรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้แม้แต่ตอนพ่ายแพ้ในสงครามนองเลือด พวกมันก็จะรู้สึกเพียงความอัปยศ ไม่ได้ตระหนักว่ามนุษย์มีความสามารถทัดเทียมตน
รีดคอยผลักดันทุกอย่างอยู่อย่างเงียบเชียบ
เมื่อเห็นรีดเล่าเรื่องราวเหล่านี้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ดวงตาสีแดงฉานราวกับเลือดสดๆ ว่านอี้และจอมมารต่างเงียบไปครู่หนึ่ง
หลังจากบ่นในใจว่าพวกนักแสดงที่ตื่นรู้แต่ละคนนี่รับมือยากชะมัด ว่านอี้ก็เปลี่ยนจากหัวข้อหนักๆ มาเล่าปัญหาที่เขาเพิ่งเจอ
เมื่อฟังจบ จอมมารก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ฉันสังเกตว่าทฤษฎีชิ้นส่วนที่ผู้นำทางของนายพูดถึง ระบุว่ามนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคลก็ก่อกำเนิดมาจากชิ้นส่วนเช่นกัน แต่ถึงแม้ทฤษฎีนี้จะใช้กับนายได้ แต่มันอาจจะใช้กับร่างแยกของนายไม่ได้นะ"
ว่านอี้ชะงักไป เขาเพิ่งนึกถึงจุดบอดข้อนี้
ร่างแยกทั่วไปเหมือนกับเขาเปี๊ยบ ทำให้เขามองข้ามปัญหาพื้นฐานบางอย่างไป
ในทฤษฎีของโลกนี้ สสารทุกอย่างล้วนก่อกำเนิดจากชิ้นส่วนแนวคิดที่แตกสลาย แล้วร่างแยกที่ว่านอี้สร้างขึ้นมาล่ะคืออะไร?
ชิ้นส่วนของชิ้นส่วนงั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ร่างแยกของว่านอี้ก็ต้องมีขีดจำกัด คนหนึ่งคนคือชิ้นส่วนหนึ่งชิ้น จะแบ่งได้สักกี่ครั้งกันเชียว? ฟังดูไร้สาระเกินไป
"แล้วเรื่องอิทธิพลของชิ้นส่วนล่ะ? ร่างแยกไม่ใช่ชิ้นส่วน แต่การมีอยู่ของชิ้นส่วนก็ไม่น่าจะถูกลบล้างไปพร้อมกับร่างแยกนี่นา?" ว่านอี้ถาม
คราวนี้รีดเป็นฝ่ายตอบ "ชิ้นส่วนจะส่งผลต่อรูปแบบการดำรงอยู่ของชิ้นส่วนอื่น ดังนั้นชิ้นส่วนจึงไม่สามารถส่งผลต่อรูปแบบการดำรงอยู่ที่ว่างเปล่าอย่างร่างแยกทั่วไปของนายได้ ส่วนเรื่องอิทธิพลทางจิตใจและความรับรู้... อาจจะเกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อจิตสำนึกของนายกับร่างแยกอื่นๆ ก็ได้นะ"
หมึกหยดเดียวทำให้น้ำในชามดำได้ง่ายดาย แต่ไม่อาจเปลี่ยนสีแม่น้ำหรือมหาสมุทรได้
จิตสำนึกของว่านอี้เชื่อมต่อกับร่างแยกจำนวนมหาศาล ร้อยคนเป็นหนึ่ง หนึ่งคนเป็นร้อย ด้วยจิตสำนึกมากมายที่ช่วยประคองสภาวะจิตใจ ร่างแยกย่อมไม่ถูกรบกวนได้ง่ายๆ
ว่านอี้ย้อนนึกถึงตอนรับมือกับผลข้างเคียงของการเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพ การมีตัวตนที่มั่นคงคือสิ่งสำคัญที่สุด
ตอนที่เย่เจิ้งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็นปืน ผู้นำทางของเขาตบเรียกสติเขาจนตื่น
ส่วนตัวว่านอี้เอง การตระหนักรู้ในตัวตนของเขานั้นเรียกได้ว่ามั่นคงดุจหินผา ถ้าคนหนึ่งหลงทาง ร่างแยกนับไม่ถ้วนก็จะรุมตบเรียกสติพร้อมบอกว่า "เป็นว่านอี้วันหนึ่ง ก็ต้องเป็นว่านอี้ตลอดไป" ดังนั้นเขาไม่มีทางหลงทางได้แน่
แม้จะเป็นแค่การคาดเดา แต่ว่านอี้รู้สึกว่ามันน่าจะถูกต้องเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
ถ้าขืนกินต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้ต้องใช้ชิ้นส่วนอีกกี่ชาติถึงจะส่งผลต่อกลุ่มก้อนจิตสำนึกร่างแยกอันมหาศาลขนาดนี้ได้ ยังไม่นับว่าว่านอี้ผลิตร่างแยกเพิ่มขึ้นทุกวันอีกนะ
เรื่องนี้ดูท่าจะไม่มีวันจบสิ้น
"ดูเหมือนจะใช้วิธีเดิมไม่ได้แล้วสินะ" ว่านอี้พึมพำ ก่อนจะหันไปขอบคุณจอมมารและรีด
"ดีแล้วที่มีทิศทาง ฉันรอวันที่หัวหน้าคณะจะมาประลองกับฉันอยู่นะ" จอมมารหัวเราะร่า
รีดเองก็กล่าวเช่นกัน "อืม หวังว่าหัวหน้าคณะจะแข็งแกร่งขึ้นไวๆ นะครับ"
"ถึงจะรู้ว่าจริงใจ แต่ฟังแล้วเหมือนโดนหลอกด่ายังไงไม่รู้แฮะ" ว่านอี้มุมปากกระตุก
ความเหลื่อมล้ำมันอยู่ที่นี่นี่เอง คำพูดของคนเก่ง ต่อให้หวังดีแค่ไหน มันก็แทงใจดำคนอ่อนแออยู่วันยันค่ำ...
หลังจากส่งรีดและจอมมารกลับไป ว่านอี้ก็นั่งรออะไรบางอย่างอยู่ในโรงละคร
ครู่ต่อมา ว่านอี้อีกคนในชุดสูทสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า
"โย่ พี่โมเดิร์น"
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ร่างแยกที่ประจำอยู่ในไทม์ไลน์เมืองยุคปัจจุบันคนนี้ถึงได้ฉายานี้มา ช่วงหลังมานี้ การนั่งดูชีวิตจริงแบบ GTA ของเขาถือเป็นความบันเทิงหลักของเหล่าร่างแยก ทำให้พวกนั้นสงบปากสงบคำขึ้นเยอะ ว่านอี้เลยพลอยได้ความสงบสุขกลับคืนมาบ้าง
"เข้าใจแล้ว งั้นไม่ต้องลองผิดลองถูกให้เสียเวลา เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพเลยใช่ไหม?" พี่โมเดิร์นถามตรงประเด็น
"ใช่ เพื่อให้สังเกตการณ์ได้แม่นยำและป้องกันอุบัติเหตุ เลยนัดมาทำที่โรงละครนี่แหละ" ว่านอี้ตอบ
ร่างแยกก็คือเขา ตราบใดที่ร่างต้นอนุญาต ร่างแยกก็ล็อกอินเข้าโรงละครได้เหมือนกัน
และต่างจากการอัปโหลดจิตสำนึก ร่างแยกสามารถล็อกอินเข้ามาได้ทั้งตัว ว่านอี้ยิ่งรู้สึกว่าความสามารถร่างแยกกับโรงละคร อาจจะเป็นสิ่งเดียวกันโดยพื้นฐาน
พี่โมเดิร์นพยักหน้าแล้วพูดว่า "งั้นเหล่าสหาย ถ้าฉันเป็นอะไรไป อย่าคิดถึงฉันมากนักนะ"
สิ้นคำพูด ในหัวของว่านอี้ก็เต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวน
"พี่โมเดิร์น! พวกเราจะคิดถึงพี่!"
"พี่โมเดิร์นคือผู้บุกเบิก! ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพวกเรา!"
"พี่คือโพรมีธีอุสของพวกเรา!"
"ขอโรงละครคุ้มครองพี่โมเดิร์นให้ปลอดภัย!"
"ขอแลกอายุขัยสามสิบปีของไอ้หมาบ้าร่างต้น เพื่อความปลอดภัยของพี่โมเดิร์น!"
ว่านอี้ปวดหัวกับความหนวกหู แต่ก็ชินเสียแล้ว เขามองพี่โมเดิร์นที่มีขอบตาดำคล้ำเป็นเอกลักษณ์ "ลำบากนายแย่เลยนะ"
พี่โมเดิร์นยิ้มกว้าง "ไม่เป็นไร ยังไงฉันก็สนุกมาคุ้มแล้ว"
พูดจบ เขาก็สูดหายใจเข้าลึก แล้วจุดชนวนชิ้นส่วนมหาศาลที่สะสมไว้ในร่าง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพ
ร่างแยกทั้งหมดเงียบกริบ ร่วมรับรู้ความรู้สึกของการเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกับว่านอี้
ทว่า ทั้งว่านอี้และร่างแยกทั้งหมด กลับเห็นเพียงภาพเหตุการณ์ก่อการร้ายและฉากหนังสงครามแวบเข้ามาในหัวแค่ชั่วพริบตา นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
จากนั้น ดวงตาของพี่โมเดิร์นก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
แคว่ก!
ร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เสื้อสูทฉีกขาดด้วยกล้ามเนื้อที่ขยายตัว จากแขนขา หน้าอก ไหล่ และแผ่นหลัง มีลำกล้องปืนบิดเบี้ยว เก่าคร่ำครึ และขึ้นสนิมจำนวนนับไม่ถ้วนงอกออกมา มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ปืนพกขนาดเล็กไปจนถึงกระบอกปืนใหญ่ที่ยื่นออกมาจากด้านหลัง
ใบหน้าส่วนบนถูกแทนที่ด้วยปากกระบอกปืนกลแกตลิงสีเงิน ตัดกับสีดำทึมของร่างกายอย่างชัดเจน
เพียงชั่วพริบตา พี่โมเดิร์นที่ดูปกติก็กลายสภาพเป็นตัวประหลาด ราวกับแบกคลังแสงเคลื่อนที่เอาไว้!
ว่านอี้ไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ที่ร่างกายตัวเอง แสดงว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดเฉพาะกับร่างแยกคนนี้เท่านั้น
ชิ้นส่วนผสมปนเปจำนวนมหาศาลถูกสะสมไว้ และเนื่องจากถูกไล่ล่าตามจับมาเป็นเวลานาน เขาจึงได้รับชิ้นส่วนเกี่ยวกับอาวุธปืนมาเยอะมาก ทั้งหมดนี้เมื่อถูกเผาผลาญ จึงนำไปสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้
ร่างกายกำยำสูงราวสามเมตร ปืนและกระบอกปืนใหญ่นับไม่ถ้วนกองทับถมกันอย่างสะเปะสะปะ เป็นภาพที่ดูสับสนวุ่นวายแต่ก็แฝงไว้ด้วยสุนทรียภาพแห่งความรุนแรง
"พี่โมเดิร์น?"
"โว้ว! นี่ฉันกลายเป็นตัวอะไรไปแล้วเนี่ย?" ร่างประหลาดส่งเสียงอุทานแหบพร่า
เยี่ยมมาก ไม่มีผลกระทบอื่นแทรกซ้อนจริงๆ ด้วย
"เปลี่ยนกลับได้ไหม?"
"ได้ ความรู้สึกนี้ง่ายเหมือนสั่งให้น้องชายตามธรรมชาติอ่อนตัวลงเลย!"
"อย่ามาเล่นมุกสกปรกในที่แบบนี้สิ"
ท่ามกลางเสียงบ่นของว่านอี้ อาวุธทั้งหมดบนตัวสัตว์ประหลาดปืนก็หดกลับเข้าไปในร่างกาย ร่างกายของเขาหดเล็กลงในพริบตา กลับคืนสู่รูปลักษณ์เดิมของว่านอี้
"ฟู่ว~ โคตรเท่เลยแฮะ!" ดูเหมือนพี่โมเดิร์นเองจะพอใจมาก
จริงๆ แล้วว่านอี้ก็พอใจไม่แพ้กัน
ปืนผาหน้าไม้พวกนั้นคงไม่ใช่แค่ของประดับฉากแน่
เพียงแต่ในสถานการณ์นี้ การจะไปให้ถึงการเปลี่ยนผ่านขั้นที่สองคงต้องใช้เวลาอีกนานโข
"ดีใจจังที่พี่โมเดิร์นรอดมาได้!"
"ฉันอยากได้ร่างเท่ๆ แบบนั้นบ้าง!"
"เมื่อไหร่ร่างต้นจะจัดให้บ้างเนี่ย?"
ว่านอี้เมินเสียงจอแจในหัว แล้วหันไปพูดกับพี่โมเดิร์น "ไปลองวิชาหน่อยสิ โดนไล่ล่ามาตั้งนาน คงคันไม้คันมือแย่แล้วใช่ไหม?"
พี่โมเดิร์นยื่นมือออกมา มือข้างนั้นเปลี่ยนสภาพเป็นปืนกลขึ้นสนิม ส่งเสียงขึ้นลำกล้องดังแกรกกรากบาดหู "ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ฉันอยากทดสอบอำนาจการยิงต่างหาก"
เขายิ้มร่าอย่างสะใจ