- หน้าแรก
- วุ่นชะมัด เมื่อผมและเหล่าร่างแยกต้องมาเล่นละครตบตาโลก
- บทที่ 13 ผลงานของผู้ลี้ภัย
บทที่ 13 ผลงานของผู้ลี้ภัย
บทที่ 13 ผลงานของผู้ลี้ภัย
บทที่ 13 ผลงานของผู้ลี้ภัย
ว่านอี้ลืมตาตื่นขึ้นบนเตียง
หลังจาก 'เรด' จากไป เขาได้พูดคุยกับราชาปีศาจอยู่พักใหญ่เพื่อสงบสติอารมณ์
ความยากลำบากและโศกนาฏกรรมถือเป็นเรื่องปกติในบทละคร โลกแห่งบทละครที่ถูกแปรสภาพมาจากวัตถุดิบพิเศษนั้น ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องไม่สงบสุข และร่างต้นของตัวเอกก็ยากที่จะหลีกหนีจากวังวนเหล่านั้นได้
ว่านอี้ไม่ชอบเรื่องราวโศกนาฏกรรม แต่มันกลับมีเยอะเหลือเกิน
และในวินาทีที่ตัวละครตื่นรู้และกลับสู่ 'โรงละคร' ความรู้สึกทั้งหมดของร่างต้นจะถูกส่งผ่านมายังเขาโดยไม่มีการปิดกั้น
เขาเข้าถึงความเจ็บปวดของเรดได้อย่างลึกซึ้ง จึงต้องใช้เวลาสักพักในการปรับอารมณ์
แม้เขาจะเกลียดชังโศกนาฏกรรมเหล่านี้ แต่เพื่อแลกกับพลังที่จะใช้ตั้งหลักในโลกใบนี้ เขาก็จำต้องส่งร่างต้นของเขาเข้าไปในโลกเหล่านั้นต่อไป
"หนังห่วยแตกชะมัด" ว่านอี้พึมพำ
"นายพูดว่าอะไรนะ?" เจิ้งซีที่ดูเหมือนเพิ่งจะตื่น สะดุ้งตกใจกับเสียงที่ดังขึ้นกะทันหันของว่านอี้
"โทษที แค่พูดกับตัวเองน่ะ" ว่านอี้ลุกจากเตียง เดินออกจากห้องไปโดยไม่หันมามองเจิ้งซีเลยแม้แต่น้อย
เจิ้งซีมองตามแผ่นหลังของว่านอี้ด้วยความรู้สึกจนใจ วันนี้เธอต้องตามไกด์ไปยัง 'เส้นขอบเขต' ดังนั้นเธอเองก็ต้องรีบเหมือนกัน
เมื่อว่านอี้เดินออกมา เขาเห็นเฉินชางไฉยืนอยู่กับกลุ่มเด็กใหม่อีกหลายคน และกำลังเดินตรงมาทางที่พักของเขา พอเห็นว่านอี้ออกมา เฉินชางไฉก็รีบโบกมือทักทาย
"กินมื้อเช้าหรือยัง? อะ นี่ส่วนของนาย" เฉินชางไฉยื่นซาลาเปาลูกใหญ่กับน้ำเต้าหู้ขวดหนึ่งมาให้
"ขอบใจครับ" ไกด์เขามีบริการอาหารเช้าให้ด้วยเหรอเนี่ย?
ว่านอี้กัดซาลาเปาคำหนึ่ง... ไส้ผัก
ร่างต้นในหัวโวยวายขึ้นทันที "ซาลาเปาไส้ผักเรอะ!"
"รสชาติจืดชืดไปหน่อยไหมเนี่ย?"
"เขาให้กินฟรีก็อย่าเรื่องมากน่า"
"รีบกินน้ำเต้าหู้เร็วเข้า! ฉันอยากกินน้ำเต้าหู้!"
"นายไม่ได้เป็นคนกินสักหน่อย อย่างมากก็แค่รับรู้รสชาติและสัมผัสผ่านความทรงจำเท่านั้นเอง"
ว่านอี้พูดไม่ออก สมกับที่เป็นตัวเองจริงๆ คึกคักแต่เช้าเชียว
"คนครบแล้ว งั้นมาคุยเรื่องกำหนดการกัน วันนี้พวกเราจะไปทำการทดสอบความเหมาะสม" เฉินชางไฉกล่าว
"การทดสอบความเหมาะสมคืออะไรครับ?" ใครบางคนถามแทรกขึ้นมาอย่างรู้งาน
"พูดง่ายๆ ก็คือการทดสอบว่าพวกนายเหมาะกับระบบพลังแบบไหน มันเป็นเทคนิคที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เมื่อก่อนไม่มีหรอกนะ พวกนายนับว่าโชคดีมากที่วิธีการนี้แพร่หลายแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก"
"ระบบพลัง!" ทุกคนตื่นเต้นขึ้นมาทันที ในความเข้าใจของพวกเขา นี่ก็เหมือนกับการทดสอบพรสวรรค์ และหมายความว่าพวกเขากำลังจะได้เริ่มเรียนรู้วิธีการที่จะแข็งแกร่งขึ้นในโลกนี้
นี่คือประเด็นที่ผู้คนนับไม่ถ้วนให้ความสนใจมากที่สุด
เฉินชางไฉไม่ได้พูดอะไรมาก เขาแค่ส่ายหัวเล็กน้อยแล้วเดินนำทุกคนออกเดินทาง
ว่านอี้รู้สึกว่าเรื่องนี้คงไม่ง่ายดายขนาดนั้น ในเมื่อแก่นแท้ของโลกใบนี้คือชิ้นส่วนแนวคิด การจะผสานเข้ากับระบบพลังก็น่าจะต้องใช้ชิ้นส่วน และความเชื่อมโยงระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ ก็คงไม่ได้เรียบง่ายแค่การนำมาประกอบกันเพื่อฟื้นฟูสภาพแล้วใช้งานได้เลย
เฉินชางไฉพาทั้งเจ็ดคนเดินลัดเลาะผ่านถนนหลายสาย
เขตสลัมดูสงบเงียบอย่างน่าประหลาด อย่างน้อยก็แค่ภาพภายนอกในตอนนี้ เฉินชางไฉในฐานะไกด์ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างขยันขันแข็งมาก ซึ่งทำให้ว่านอี้อดสงสัยไม่ได้ว่าสถานการณ์ระหว่างไกด์คนอื่นกับเด็กใหม่จะเป็นอย่างไร
เขาแอบคิดในแง่ร้ายว่าไกด์บางคนอาจจะขูดรีดเด็กใหม่ก็ได้
แน่นอนว่าเขาจะไม่พูดอะไรที่ทำลายความสามัคคี อย่างมากก็แค่บ่นพึมพำกับร่างต้นในหัวตัวเองเท่านั้น
ไม่นานพวกเขาก็สังเกตเห็นอาคารหลังหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตา ท่ามกลางบ้านชั้นเดียวที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
อาคารหลังนี้สูงหลายชั้น ตั้งตระหง่านเหนือบ้านเรือนโดยรอบ การออกแบบทรงโค้งที่เป็นเอกลักษณ์และกระจกสีน้ำเงินเข้มช่วยขับเน้นความพิเศษของมัน ด้านหน้ามีลานกว้างเล็กๆ ตรงกลางมีธงรูปดวงอาทิตย์กำลังทอแสงโบกสะบัดอยู่
นี่คือธงและตราสัญลักษณ์ของ 'สหพันธ์รุ่งอรุณ'
"ที่นี่คือสำนักงานจัดการผู้ลี้ภัยประจำเมืองใช่ไหมคะ? ฉันได้ยินรูมเมทพูดถึงอยู่" หญิงสาวในทีมเอ่ยขึ้น
"ใช่ครับ ที่นี่จัดการทุกเรื่องที่เกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ต่อให้พวกเราก่อคดี เขาก็จะเป็นคนรับช่วงต่อและจัดการ ทางเมืองไม่เลี้ยงคนว่างงานหรือคนไร้ค่า ทัศนคติของพวกเขาที่มีต่อผู้ลี้ภัยไม่ได้ดีนัก ดังนั้นผมแนะนำว่าพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปในเขตเมืองจะดีกว่า ถ้าเกิดเรื่องขัดแย้งขึ้นมา พวกคุณจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบแน่นอน" เฉินชางไฉเตือน
"พี่ครับ พี่อยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว แต่ยังเป็นผู้ลี้ภัยอยู่อีกเหรอ?" เด็กใหม่คนหนึ่งถามขึ้น ว่านอี้คิดว่าหมอนี่ถามตรงเกินไปหน่อย
"สถานะผู้ลี้ภัยไม่ได้สลัดทิ้งกันง่ายๆ หรอกนะ ใบรับรองการเป็นพลเมืองถาวรน่ะ แค่มีเงินอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องผ่านการตรวจสอบด้วยว่าได้สร้าง 'แต้มผลงาน' ให้กับเมืองมากพอหรือยัง"
"แต้มผลงาน?"
"ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้ที่ผมมาเป็นไกด์อาสาสมัครก็เพื่อสะสมแต้มผลงาน การเป็นไกด์จะได้แต้มพื้นฐาน และถ้าจำนวนคนที่ผมดูแลรวมถึงผลการปฏิบัติงานของพวกคุณในอีกครึ่งปีข้างหน้าออกมาดี ผมก็จะได้แต้มเพิ่มจากส่วนนั้น นอกจานี้ยังมีวิธีอื่นในการหาแต้มผลงานในเมืองอีก ดูนั่นสิ อย่างตรงนั้น"
เฉินชางไฉชี้มือไปทางหนึ่งขณะพูด
พวกเขาเห็นคนกลุ่มหนึ่ง แม้จะแต่งกายต่างกัน แต่ทุกคนสวมปลอกแขนสีเหลืองที่เขียนว่า 'อาสาสมัครรุ่งอรุณ' บางคนกำลังเดินลาดตระเวน บางคนยืนเฝ้ายามอยู่ตามจุดต่างๆ
"ทีมลาดตระเวนและยามเฝ้าประตูเมืองก็เป็นตำแหน่งยอดฮิต ยามเฝ้าประตูจะได้แต้มผลงานสัปดาห์ละ 1 แต้ม ส่วนทีมลาดตระเวนได้สัปดาห์ละ 2 แต้ม แต่ว่าทำไปสัปดาห์หนึ่งแล้ว สัปดาห์หน้าอาจจะไม่ได้ทำต่อก็ได้นะ แต่ยังไงงานพวกนี้ก็ถือว่าค่อนข้างมั่นคงและปลอดภัย" เฉินชางไฉอธิบาย
"ต้องใช้แต้มผลงานเท่าไหร่ถึงจะผ่านการตรวจสอบครับ?" ว่านอี้ถาม
"ห้าสิบแต้ม และนั่นเป็นแค่เกณฑ์ขั้นต่ำ จำนวนโควตาในการเปลี่ยนสถานะจากผู้ลี้ภัยเป็นพลเมืองถาวรในแต่ละปีมีจำกัด ถึงตอนนั้นก็ต้องมาวัดกันที่คะแนน ใครมีแต้มผลงานเยอะกว่าก็ได้เปรียบ" คิ้วหนาของเฉินชางไฉกระตุกเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความกลัดกลุ้ม
"พี่ชาย ตอนนี้พี่มีกี่แต้มแล้วครับ?" ทุกคนเริ่มรู้สึกกดดัน แต่ก็ยังอยากรู้
"ห้าสิบสองแต้ม ถ้าครั้งนี้ราบรื่น ก็น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะเป็นอาสาสมัครแล้ว หวังว่าพวกคุณเองก็จะราบรื่นเหมือนกันนะ" เดิมทีทุกคนไม่ได้คาดหวังว่าแต้มของเขาจะสูงนัก แต่กลายเป็นว่าเฉินชางไฉมีแต้มสะสมอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว สูงกว่าค่าเฉลี่ยเสียอีก
ทุกคนตระหนักได้ทันทีว่าเหตุผลหนึ่งที่เขามาเป็นไกด์อาสาสมัคร ก็เพื่อความมั่นคงนั่นเอง
"คำแนะนำของผมคือ อย่าไปไล่ล่าแต้มผลงานชั่วคราวด้วยการทำภารกิจเสี่ยงตาย อย่างเช่นการสำรวจเส้นขอบเขตระดับลึก การช่วยทดสอบผลิตภัณฑ์อันตราย หรือการล่า 'ตัวหายนะ' แม้ภารกิจพวกนี้จะให้แต้มสูง แต่มันอันตรายมาก เท่าที่ผมรู้ มีน้อยคนนักที่จะรอดกลับมาได้แบบครบ 32 ประการ" เฉินชางไฉเตือนด้วยความหวังดี
ว่านอี้เริ่มสนใจขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเรื่องการล่าตัวหายนะ
ทันใดนั้น กลุ่มคนที่สวมปลอกแขนสีเหลืองก็เดินเข้ามาใกล้ หัวหน้าทีมยื่นมือมาทักทาย "ชางไฉ ไม่เจอกันนานเลยนะ พาเด็กใหม่มาเหรอ?"
"พี่หวง พี่นี่เก่งจริงๆ ได้ตำแหน่งลาดตระเวนอีกแล้ว" ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสนิทสนมกับเฉินชางไฉพอสมควร เฉินชางไฉยิ้มตอบกลับไป
พี่หวงยิ้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อได้ยินคำชม "จบสัปดาห์นี้ฉันก็จะครบห้าสิบแต้มแล้ว ก็ต้องทุ่มสุดตัวหน่อย"
"งั้นผมขอให้พวกเราสลัดสถานะผู้ลี้ภัยและกลายเป็นพลเมืองถาวรได้สำเร็จนะครับ" เฉินชางไฉกล่าวอวยพร
"แน่นอน... เออ จริงสิ จะบอกอะไรให้นะ ช่วงนี้มีคดี 'ตัวหายนะ' บุกโจมตีเกิดขึ้นในเมืองอีกแล้ว สายข่าวฉันบอกว่าคนร้ายดูเหมือนจะหนีเข้ามาในเขตสลัม นายกับพวกเด็กใหม่ระวังตัวกันด้วยล่ะ" พี่หวงเตือน
คิ้วหนาของเฉินชางไฉขมวดเข้าหากันทันที แต่เขาก็ยังตอบรับ "ขอบคุณที่เตือนครับพี่หวง"
ทั้งสองบอกลากัน
"พี่ครับ คนเมื่อกี้คือใครเหรอ?" มีคนถามขึ้นพลางมองตามหลังพี่หวงไป
"คนรู้จักสมัยที่เคยตั้งทีมสำรวจเส้นขอบเขตระดับลึกด้วยกันน่ะ เขามีเส้นสายข้างบนอยู่บ้าง ครั้งนี้ต่อให้มีแค่ห้าสิบแต้มพื้นฐานก็น่าจะผ่านการตรวจสอบ สิ่งที่เขาพูดเชื่อถือได้ ช่วงนี้พวกนายก็ระวังตัวกันหน่อย อย่าให้ความอยากรู้อยากเห็นพาไปหาเรื่อง และอย่าเดินเพ่นพ่านหลังตะวันตกดิน" เฉินชางไฉกำชับ คิ้วของเขายังคงขมวดมุ่น
"ตัวหายนะ... สรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่ครับ?" ว่านอี้เห็นว่าเป็นจังหวะเหมาะ จึงรีบถามขึ้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาสงสัยมาตลอดว่าตัวหายนะไปทำอะไรให้สังคมเกลียดชังนักหนา คงไม่ใช่แค่เพราะมีพรสวรรค์เหนือมนุษย์หรอกนะ ในสถานการณ์ปกติ คนแบบนั้นน่าจะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงแขกคนสำคัญสิ เป็นไปไม่ได้ที่จะกลายเป็นที่รังเกียจของสังคมขนาดนี้
บางทีเสียงของเขาอาจจะดังไปหน่อย คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นต่างหันมามองเขาเป็นตาเดียว
เฉินชางไฉมองซ้ายมองขวา ยังไม่ยอมตอบคำถาม แต่รีบลากพวกเขาเดินข้ามลานกว้างตรงเข้าไปในสำนักงานจัดการผู้ลี้ภัยทันที
"เรื่องนี้ค่อยไปคุยกันในที่ลับตาคน เอาเรื่องธุระให้เสร็จก่อน"
เมื่อได้ยินดังนั้น ว่านอี้ก็ทำได้เพียงยักไหล่และยอมตามน้ำไป
ร่างต้นในหัวเริ่มบทสนทนาขึ้นอีกครั้ง "เป็นเรื่องต้องห้ามขนาดนี้ ดูท่า 'ตัวหายนะ' จะไม่ธรรมดาจริงๆ แฮะ"
"บางทีพวกเราอาจจะเป็นผู้ถูกเลือกก็ได้!"
"อนาคตจะข้ามช็อตไปถึงขั้นเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกเลยเหรอ? น่าตื่นเต้นชะมัด"
"ไม่นะ ถ้าเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก ก็แปลว่าเรามีโอกาสสูงลิ่วที่จะโดนส่งไปตายไม่ใช่เหรอ?"
"งั้นช่างมันเถอะ ลืมมันไปซะ"
"ถึงจะไม่เป็นศัตรูกับคนทั้งโลก ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะโดนลากไปตายเมื่อไหร่"
"ก็จริง"