เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 ผลงานของผู้ลี้ภัย

บทที่ 13 ผลงานของผู้ลี้ภัย

บทที่ 13 ผลงานของผู้ลี้ภัย


บทที่ 13 ผลงานของผู้ลี้ภัย

ว่านอี้ลืมตาตื่นขึ้นบนเตียง

หลังจาก 'เรด' จากไป เขาได้พูดคุยกับราชาปีศาจอยู่พักใหญ่เพื่อสงบสติอารมณ์

ความยากลำบากและโศกนาฏกรรมถือเป็นเรื่องปกติในบทละคร โลกแห่งบทละครที่ถูกแปรสภาพมาจากวัตถุดิบพิเศษนั้น ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องไม่สงบสุข และร่างต้นของตัวเอกก็ยากที่จะหลีกหนีจากวังวนเหล่านั้นได้

ว่านอี้ไม่ชอบเรื่องราวโศกนาฏกรรม แต่มันกลับมีเยอะเหลือเกิน

และในวินาทีที่ตัวละครตื่นรู้และกลับสู่ 'โรงละคร' ความรู้สึกทั้งหมดของร่างต้นจะถูกส่งผ่านมายังเขาโดยไม่มีการปิดกั้น

เขาเข้าถึงความเจ็บปวดของเรดได้อย่างลึกซึ้ง จึงต้องใช้เวลาสักพักในการปรับอารมณ์

แม้เขาจะเกลียดชังโศกนาฏกรรมเหล่านี้ แต่เพื่อแลกกับพลังที่จะใช้ตั้งหลักในโลกใบนี้ เขาก็จำต้องส่งร่างต้นของเขาเข้าไปในโลกเหล่านั้นต่อไป

"หนังห่วยแตกชะมัด" ว่านอี้พึมพำ

"นายพูดว่าอะไรนะ?" เจิ้งซีที่ดูเหมือนเพิ่งจะตื่น สะดุ้งตกใจกับเสียงที่ดังขึ้นกะทันหันของว่านอี้

"โทษที แค่พูดกับตัวเองน่ะ" ว่านอี้ลุกจากเตียง เดินออกจากห้องไปโดยไม่หันมามองเจิ้งซีเลยแม้แต่น้อย

เจิ้งซีมองตามแผ่นหลังของว่านอี้ด้วยความรู้สึกจนใจ วันนี้เธอต้องตามไกด์ไปยัง 'เส้นขอบเขต' ดังนั้นเธอเองก็ต้องรีบเหมือนกัน

เมื่อว่านอี้เดินออกมา เขาเห็นเฉินชางไฉยืนอยู่กับกลุ่มเด็กใหม่อีกหลายคน และกำลังเดินตรงมาทางที่พักของเขา พอเห็นว่านอี้ออกมา เฉินชางไฉก็รีบโบกมือทักทาย

"กินมื้อเช้าหรือยัง? อะ นี่ส่วนของนาย" เฉินชางไฉยื่นซาลาเปาลูกใหญ่กับน้ำเต้าหู้ขวดหนึ่งมาให้

"ขอบใจครับ" ไกด์เขามีบริการอาหารเช้าให้ด้วยเหรอเนี่ย?

ว่านอี้กัดซาลาเปาคำหนึ่ง... ไส้ผัก

ร่างต้นในหัวโวยวายขึ้นทันที "ซาลาเปาไส้ผักเรอะ!"

"รสชาติจืดชืดไปหน่อยไหมเนี่ย?"

"เขาให้กินฟรีก็อย่าเรื่องมากน่า"

"รีบกินน้ำเต้าหู้เร็วเข้า! ฉันอยากกินน้ำเต้าหู้!"

"นายไม่ได้เป็นคนกินสักหน่อย อย่างมากก็แค่รับรู้รสชาติและสัมผัสผ่านความทรงจำเท่านั้นเอง"

ว่านอี้พูดไม่ออก สมกับที่เป็นตัวเองจริงๆ คึกคักแต่เช้าเชียว

"คนครบแล้ว งั้นมาคุยเรื่องกำหนดการกัน วันนี้พวกเราจะไปทำการทดสอบความเหมาะสม" เฉินชางไฉกล่าว

"การทดสอบความเหมาะสมคืออะไรครับ?" ใครบางคนถามแทรกขึ้นมาอย่างรู้งาน

"พูดง่ายๆ ก็คือการทดสอบว่าพวกนายเหมาะกับระบบพลังแบบไหน มันเป็นเทคนิคที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เมื่อก่อนไม่มีหรอกนะ พวกนายนับว่าโชคดีมากที่วิธีการนี้แพร่หลายแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก"

"ระบบพลัง!" ทุกคนตื่นเต้นขึ้นมาทันที ในความเข้าใจของพวกเขา นี่ก็เหมือนกับการทดสอบพรสวรรค์ และหมายความว่าพวกเขากำลังจะได้เริ่มเรียนรู้วิธีการที่จะแข็งแกร่งขึ้นในโลกนี้

นี่คือประเด็นที่ผู้คนนับไม่ถ้วนให้ความสนใจมากที่สุด

เฉินชางไฉไม่ได้พูดอะไรมาก เขาแค่ส่ายหัวเล็กน้อยแล้วเดินนำทุกคนออกเดินทาง

ว่านอี้รู้สึกว่าเรื่องนี้คงไม่ง่ายดายขนาดนั้น ในเมื่อแก่นแท้ของโลกใบนี้คือชิ้นส่วนแนวคิด การจะผสานเข้ากับระบบพลังก็น่าจะต้องใช้ชิ้นส่วน และความเชื่อมโยงระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ ก็คงไม่ได้เรียบง่ายแค่การนำมาประกอบกันเพื่อฟื้นฟูสภาพแล้วใช้งานได้เลย

เฉินชางไฉพาทั้งเจ็ดคนเดินลัดเลาะผ่านถนนหลายสาย

เขตสลัมดูสงบเงียบอย่างน่าประหลาด อย่างน้อยก็แค่ภาพภายนอกในตอนนี้ เฉินชางไฉในฐานะไกด์ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างขยันขันแข็งมาก ซึ่งทำให้ว่านอี้อดสงสัยไม่ได้ว่าสถานการณ์ระหว่างไกด์คนอื่นกับเด็กใหม่จะเป็นอย่างไร

เขาแอบคิดในแง่ร้ายว่าไกด์บางคนอาจจะขูดรีดเด็กใหม่ก็ได้

แน่นอนว่าเขาจะไม่พูดอะไรที่ทำลายความสามัคคี อย่างมากก็แค่บ่นพึมพำกับร่างต้นในหัวตัวเองเท่านั้น

ไม่นานพวกเขาก็สังเกตเห็นอาคารหลังหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตา ท่ามกลางบ้านชั้นเดียวที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ

อาคารหลังนี้สูงหลายชั้น ตั้งตระหง่านเหนือบ้านเรือนโดยรอบ การออกแบบทรงโค้งที่เป็นเอกลักษณ์และกระจกสีน้ำเงินเข้มช่วยขับเน้นความพิเศษของมัน ด้านหน้ามีลานกว้างเล็กๆ ตรงกลางมีธงรูปดวงอาทิตย์กำลังทอแสงโบกสะบัดอยู่

นี่คือธงและตราสัญลักษณ์ของ 'สหพันธ์รุ่งอรุณ'

"ที่นี่คือสำนักงานจัดการผู้ลี้ภัยประจำเมืองใช่ไหมคะ? ฉันได้ยินรูมเมทพูดถึงอยู่" หญิงสาวในทีมเอ่ยขึ้น

"ใช่ครับ ที่นี่จัดการทุกเรื่องที่เกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ต่อให้พวกเราก่อคดี เขาก็จะเป็นคนรับช่วงต่อและจัดการ ทางเมืองไม่เลี้ยงคนว่างงานหรือคนไร้ค่า ทัศนคติของพวกเขาที่มีต่อผู้ลี้ภัยไม่ได้ดีนัก ดังนั้นผมแนะนำว่าพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปในเขตเมืองจะดีกว่า ถ้าเกิดเรื่องขัดแย้งขึ้นมา พวกคุณจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบแน่นอน" เฉินชางไฉเตือน

"พี่ครับ พี่อยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว แต่ยังเป็นผู้ลี้ภัยอยู่อีกเหรอ?" เด็กใหม่คนหนึ่งถามขึ้น ว่านอี้คิดว่าหมอนี่ถามตรงเกินไปหน่อย

"สถานะผู้ลี้ภัยไม่ได้สลัดทิ้งกันง่ายๆ หรอกนะ ใบรับรองการเป็นพลเมืองถาวรน่ะ แค่มีเงินอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องผ่านการตรวจสอบด้วยว่าได้สร้าง 'แต้มผลงาน' ให้กับเมืองมากพอหรือยัง"

"แต้มผลงาน?"

"ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้ที่ผมมาเป็นไกด์อาสาสมัครก็เพื่อสะสมแต้มผลงาน การเป็นไกด์จะได้แต้มพื้นฐาน และถ้าจำนวนคนที่ผมดูแลรวมถึงผลการปฏิบัติงานของพวกคุณในอีกครึ่งปีข้างหน้าออกมาดี ผมก็จะได้แต้มเพิ่มจากส่วนนั้น นอกจานี้ยังมีวิธีอื่นในการหาแต้มผลงานในเมืองอีก ดูนั่นสิ อย่างตรงนั้น"

เฉินชางไฉชี้มือไปทางหนึ่งขณะพูด

พวกเขาเห็นคนกลุ่มหนึ่ง แม้จะแต่งกายต่างกัน แต่ทุกคนสวมปลอกแขนสีเหลืองที่เขียนว่า 'อาสาสมัครรุ่งอรุณ' บางคนกำลังเดินลาดตระเวน บางคนยืนเฝ้ายามอยู่ตามจุดต่างๆ

"ทีมลาดตระเวนและยามเฝ้าประตูเมืองก็เป็นตำแหน่งยอดฮิต ยามเฝ้าประตูจะได้แต้มผลงานสัปดาห์ละ 1 แต้ม ส่วนทีมลาดตระเวนได้สัปดาห์ละ 2 แต้ม แต่ว่าทำไปสัปดาห์หนึ่งแล้ว สัปดาห์หน้าอาจจะไม่ได้ทำต่อก็ได้นะ แต่ยังไงงานพวกนี้ก็ถือว่าค่อนข้างมั่นคงและปลอดภัย" เฉินชางไฉอธิบาย

"ต้องใช้แต้มผลงานเท่าไหร่ถึงจะผ่านการตรวจสอบครับ?" ว่านอี้ถาม

"ห้าสิบแต้ม และนั่นเป็นแค่เกณฑ์ขั้นต่ำ จำนวนโควตาในการเปลี่ยนสถานะจากผู้ลี้ภัยเป็นพลเมืองถาวรในแต่ละปีมีจำกัด ถึงตอนนั้นก็ต้องมาวัดกันที่คะแนน ใครมีแต้มผลงานเยอะกว่าก็ได้เปรียบ" คิ้วหนาของเฉินชางไฉกระตุกเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความกลัดกลุ้ม

"พี่ชาย ตอนนี้พี่มีกี่แต้มแล้วครับ?" ทุกคนเริ่มรู้สึกกดดัน แต่ก็ยังอยากรู้

"ห้าสิบสองแต้ม ถ้าครั้งนี้ราบรื่น ก็น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะเป็นอาสาสมัครแล้ว หวังว่าพวกคุณเองก็จะราบรื่นเหมือนกันนะ" เดิมทีทุกคนไม่ได้คาดหวังว่าแต้มของเขาจะสูงนัก แต่กลายเป็นว่าเฉินชางไฉมีแต้มสะสมอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว สูงกว่าค่าเฉลี่ยเสียอีก

ทุกคนตระหนักได้ทันทีว่าเหตุผลหนึ่งที่เขามาเป็นไกด์อาสาสมัคร ก็เพื่อความมั่นคงนั่นเอง

"คำแนะนำของผมคือ อย่าไปไล่ล่าแต้มผลงานชั่วคราวด้วยการทำภารกิจเสี่ยงตาย อย่างเช่นการสำรวจเส้นขอบเขตระดับลึก การช่วยทดสอบผลิตภัณฑ์อันตราย หรือการล่า 'ตัวหายนะ' แม้ภารกิจพวกนี้จะให้แต้มสูง แต่มันอันตรายมาก เท่าที่ผมรู้ มีน้อยคนนักที่จะรอดกลับมาได้แบบครบ 32 ประการ" เฉินชางไฉเตือนด้วยความหวังดี

ว่านอี้เริ่มสนใจขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเรื่องการล่าตัวหายนะ

ทันใดนั้น กลุ่มคนที่สวมปลอกแขนสีเหลืองก็เดินเข้ามาใกล้ หัวหน้าทีมยื่นมือมาทักทาย "ชางไฉ ไม่เจอกันนานเลยนะ พาเด็กใหม่มาเหรอ?"

"พี่หวง พี่นี่เก่งจริงๆ ได้ตำแหน่งลาดตระเวนอีกแล้ว" ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสนิทสนมกับเฉินชางไฉพอสมควร เฉินชางไฉยิ้มตอบกลับไป

พี่หวงยิ้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อได้ยินคำชม "จบสัปดาห์นี้ฉันก็จะครบห้าสิบแต้มแล้ว ก็ต้องทุ่มสุดตัวหน่อย"

"งั้นผมขอให้พวกเราสลัดสถานะผู้ลี้ภัยและกลายเป็นพลเมืองถาวรได้สำเร็จนะครับ" เฉินชางไฉกล่าวอวยพร

"แน่นอน... เออ จริงสิ จะบอกอะไรให้นะ ช่วงนี้มีคดี 'ตัวหายนะ' บุกโจมตีเกิดขึ้นในเมืองอีกแล้ว สายข่าวฉันบอกว่าคนร้ายดูเหมือนจะหนีเข้ามาในเขตสลัม นายกับพวกเด็กใหม่ระวังตัวกันด้วยล่ะ" พี่หวงเตือน

คิ้วหนาของเฉินชางไฉขมวดเข้าหากันทันที แต่เขาก็ยังตอบรับ "ขอบคุณที่เตือนครับพี่หวง"

ทั้งสองบอกลากัน

"พี่ครับ คนเมื่อกี้คือใครเหรอ?" มีคนถามขึ้นพลางมองตามหลังพี่หวงไป

"คนรู้จักสมัยที่เคยตั้งทีมสำรวจเส้นขอบเขตระดับลึกด้วยกันน่ะ เขามีเส้นสายข้างบนอยู่บ้าง ครั้งนี้ต่อให้มีแค่ห้าสิบแต้มพื้นฐานก็น่าจะผ่านการตรวจสอบ สิ่งที่เขาพูดเชื่อถือได้ ช่วงนี้พวกนายก็ระวังตัวกันหน่อย อย่าให้ความอยากรู้อยากเห็นพาไปหาเรื่อง และอย่าเดินเพ่นพ่านหลังตะวันตกดิน" เฉินชางไฉกำชับ คิ้วของเขายังคงขมวดมุ่น

"ตัวหายนะ... สรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่ครับ?" ว่านอี้เห็นว่าเป็นจังหวะเหมาะ จึงรีบถามขึ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาสงสัยมาตลอดว่าตัวหายนะไปทำอะไรให้สังคมเกลียดชังนักหนา คงไม่ใช่แค่เพราะมีพรสวรรค์เหนือมนุษย์หรอกนะ ในสถานการณ์ปกติ คนแบบนั้นน่าจะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงแขกคนสำคัญสิ เป็นไปไม่ได้ที่จะกลายเป็นที่รังเกียจของสังคมขนาดนี้

บางทีเสียงของเขาอาจจะดังไปหน่อย คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นต่างหันมามองเขาเป็นตาเดียว

เฉินชางไฉมองซ้ายมองขวา ยังไม่ยอมตอบคำถาม แต่รีบลากพวกเขาเดินข้ามลานกว้างตรงเข้าไปในสำนักงานจัดการผู้ลี้ภัยทันที

"เรื่องนี้ค่อยไปคุยกันในที่ลับตาคน เอาเรื่องธุระให้เสร็จก่อน"

เมื่อได้ยินดังนั้น ว่านอี้ก็ทำได้เพียงยักไหล่และยอมตามน้ำไป

ร่างต้นในหัวเริ่มบทสนทนาขึ้นอีกครั้ง "เป็นเรื่องต้องห้ามขนาดนี้ ดูท่า 'ตัวหายนะ' จะไม่ธรรมดาจริงๆ แฮะ"

"บางทีพวกเราอาจจะเป็นผู้ถูกเลือกก็ได้!"

"อนาคตจะข้ามช็อตไปถึงขั้นเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกเลยเหรอ? น่าตื่นเต้นชะมัด"

"ไม่นะ ถ้าเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก ก็แปลว่าเรามีโอกาสสูงลิ่วที่จะโดนส่งไปตายไม่ใช่เหรอ?"

"งั้นช่างมันเถอะ ลืมมันไปซะ"

"ถึงจะไม่เป็นศัตรูกับคนทั้งโลก ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะโดนลากไปตายเมื่อไหร่"

"ก็จริง"

จบบทที่ บทที่ 13 ผลงานของผู้ลี้ภัย

คัดลอกลิงก์แล้ว