เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 มีชีวิตอยู่

บทที่ 12 มีชีวิตอยู่

บทที่ 12 มีชีวิตอยู่


บทที่ 12 มีชีวิตอยู่

"รีด!" เหมยลี่กรีดร้องเรียก

หญิงสาวผมขาวมองรีดด้วยความสนใจ "กลิ่นอายแบบนี้... เธอเองก็เหมือนกับฉันงั้นเหรอ?"

"อซูร่า ถอยไปให้ห่างจากเหมยลี่นะ" รีดเอ่ยเสียงเย็น

อซูร่า... ลูกสาวคนรองตัวจริงของตระกูลฟิเดสโดน และเป็นอสูรกายแวมไพร์ตนแรก

"เธอคงเป็นรีดสินะ? หืม จะว่าไป ในเมื่อเธอถูกรับมาเลี้ยงในตระกูลนี้ ถ้านับตามอายุ เธอก็น่าจะเป็นน้องชายฉันได้เหมือนกัน" หญิงสาวผมขาวที่ชื่ออซูร่าถอยห่างออกมาจากเหมยลี่ตามที่รีดต้องการ ความสนใจของเธอตอนนี้เปลี่ยนมาอยู่ที่ตัวรีดแทน

"เรื่องนั้นไม่เกี่ยว เหมยลี่บริสุทธิ์" รีดกล่าว

"ตราบใดที่เป็นคนของตระกูลนี้ ไม่มีใครบริสุทธิ์ทั้งนั้นแหละ" อซูร่าเชิดคางขึ้นเล็กน้อยพลางกล่าว

"ฉันก่อหายนะครั้งใหญ่นี้ขึ้นเพราะความปรารถนาอันเห็นแก่ตัว ดังนั้นการให้พวกเขาชดใช้ด้วยชีวิตมันก็สมเหตุสมผลแล้วไม่ใช่เหรอ? เหมยลี่บริสุทธิ์งั้นเหรอ? แล้วหล่อนไม่ใช่ผู้ได้รับผลประโยชน์จากความรุ่งเรืองของตระกูลหรือไง?"

อซูร่าหันมามองรีด แววตาที่เคยคมกริบกลับอ่อนลงอย่างน่าประหลาด "จะว่าไป คนที่บริสุทธิ์จริงๆ น่ะคือเธอต่างหาก เด็กน้อยผู้น่าสงสาร... ต้องกลายมาเป็นตัวตายตัวแทนของฉันเพื่อลบล้างความรู้สึกผิดของคนตระกูลนี้ แล้วตอนนี้ยังยอมต่อต้านเพื่อปกป้องพวกเขา แถมยัง... ยอมกลายเป็นสภาพแบบนี้อีก"

รีดกำดาบในมือแน่น

อซูร่ายิ้ม "คิดจะขัดขืนฉันเหรอ?"

"ถ้าเธอไม่ยอมหยุด"

"พลังในกายเธอยังไม่เสถียรเอาซะเลย สำหรับฉันแล้ว เธอก็เหมือนเด็กทารกแรกเกิดนั่นแหละ แถมหลังจากได้ชีวิตใหม่มา เธอยังไม่ได้เติมสารอาหารเลยสักนิด เอาแต่ผลาญพลังที่ไม่เสถียรนั่น พี่สาวขอเตือนด้วยความหวังดีนะ... เธอไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉันหรอก" อซูร่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนขนลุก

"แล้วไง?"

อซูร่ายิ้มพลางเอียงคอ ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาในฉับพลัน "ถ้าเธอยังดื้อดึงจะขัดขืนฉัน ฉันจะทำให้เธอได้ลิ้มรสความเจ็บปวด... และไม่ใช่แค่เจ็บปวดทางกาย ยกตัวอย่างเช่น... ควบคุมร่างกายเธอให้ไปฆ่าเหมยลี่ซะ"

รูม่านตาของรีดหดเกร็ง

วินาทีต่อมา ภาพตรงหน้าก็พร่ามัว ร่างของหญิงสาวผมขาวหายวับไป

ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดที่ข้างหู ใบหน้าของอซูร่าแทบจะแนบชิดกับใบหน้าของรีด "ถ้าทำตัวเป็นเด็กดีแล้วยอมไปกับพี่สาว ฉันอาจจะพิจารณาปล่อยให้เหมยลี่มีชีวิตรอดก็ได้นะ"

"เธอพูดว่า... อึก!"

ฉึก!

ยังไม่ทันที่รีดจะพูดจบ เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกอย่างรุนแรง

มือของอซูร่าแทงทะลุหลังของรีดออกมาทางหน้าอก มือขาวผ่องที่ชุ่มไปด้วยเลือดลูบไล้แผ่นอกของเขาอย่างแผ่วเบา

"กะว่าจะพูดแบบนั้นแหละ แต่ช่างเถอะ ฉันยังอยากให้ยัยนั่นตายอยู่ดี"

ขาของรีดอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น อซูร่ามองมือที่เปื้อนเลือดของตนเองแล้วแลบลิ้นเลียเบาๆ

"อร่อย... ฉันเริ่มจะชอบเธอมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ น้องชายรีด"

"รีด!" เหมยลี่รีบลงจากเตียง หมายจะเข้ามาหารีด

แต่รีดยกมือห้ามอย่างยากลำบาก "อย่าเข้ามา!"

ทันใดนั้น รีดก็รู้สึกว่าร่างกายลุกขึ้นยืนเองโดยไม่อาจควบคุมได้ เขามองร่างกายตัวเองด้วยความตื่นตระหนก

"เมื่อกี้ฉันฉีดเลือดของฉันเข้าไปในตัวเธอ เลือดที่แข็งแกร่งกว่าย่อมครอบงำเลือดที่อ่อนแอกว่าได้สบายๆ น้องชาย... เธอยังอ่อนหัดเกินไปนะ" อซูร่ากล่าว

"เธอจะทำอะไร..."

"ฉันแค่อิจฉานิดหน่อยน่ะ" อซูร่าพูดด้วยรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงกลับฟังดูมืดมน "เราเป็นพี่น้องแท้ๆ แต่ทำไมยัยนั่นถึงได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขและงดงามอยู่ใต้แสงตะวัน มีครอบครัวที่อบอุ่น แถมยังมีน้องชายที่น่ารักและรู้ความ ที่ยอมสละชีวิตเพื่อตัวเองได้ขนาดนี้?"

เหมยลี่มองอซูร่าด้วยใบหน้าซีดเผือด "ฉัน..."

"มีอะไรจะพูดไหมพี่สาว หลังจากได้ฟังเรื่องราวที่ฉันเพิ่งเล่าให้ฟัง?" อซูร่ายิ้ม

ที่แท้ตลอดเวลาที่เธอยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียง เธอกำลังเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เหมยลี่ฟังผ่านทางจิต

สีหน้าของเหมยลี่เต็มไปด้วยความซับซ้อน "ขอโทษ... พวกเราขอโทษเธอด้วย"

"น่าประทับใจจัง ในเมื่อรู้สึกผิดขนาดนั้น ก็จงตายอยู่ที่นี่ แล้วมอบน้องชายคนนี้ให้ฉันซะ" อซูร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ

"พี่ครับ! หนีไป!" รีดมองมือตัวเองที่กำลังยกดาบขึ้น นัยน์ตาแทบฉีกขาดด้วยความโกรธแค้น ร่างกายสั่นระริกพยายามขัดขืน แต่ทำได้เพียงชะลอการเคลื่อนไหวให้ช้าลงเล็กน้อยเท่านั้น

ทันใดนั้น อสูรกายแวมไพร์หลายตนก็เดินเข้ามาพร้อมหิ้วร่างคนคนหนึ่งมาด้วย

เมื่อมาถึง พวกมันก็โยนร่างนั้นลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี

เหมยลี่ยกมือปิดปาก น้ำตาไหลพรากทันที

รีดเองก็กลั้นหายใจ แทบจะคุมสติไม่อยู่

ศพของ... คุณปู่คาร์ชิส สภาพแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ ไม่มีส่วนไหนบนร่างกายที่สมบูรณ์ ดวงตาที่เคยเด็ดเดี่ยวนั้นปิดสนิทตลอดกาล

"ตาแก่นั่นตายสักที วันนี้มันช่างน่าอภิรมย์จริงๆ เอาล่ะ เหลือแค่คนสุดท้าย... เหมยลี่"

อซูร่ามองไปที่เหมยลี่

ปลายดาบของรีดจ่อไปที่เหมยลี่แล้ว เพียงแค่ดันไปข้างหน้าอีกนิดเดียว มันก็จะทะลุร่างอันบอบบางตรงหน้า

จู่ๆ อซูร่าก็ถอนหายใจ

จากนั้นเธอก็มองเหมยลี่แล้วพูดว่า "แทงให้ตายไปเฉยๆ แบบนี้มันดูน่าเบื่อไปหน่อยแฮะ"

ดวงตาของรีดจ้องเขม็งไปที่เธอ ราวกับจะถามว่าจะทำอะไรอีก

"เอาอย่างนี้แล้วกันเหมยลี่ ฉันให้เธอเลือก" อซูร่ากล่าว

เหมยลี่มองหน้าเธอ

"ทางเลือกแรก ฉันฆ่ารีดต่อหน้าเธอ แล้วค่อยฆ่าเธอ จากนั้นให้พวกเธอสองคนกลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกันอย่างมีความสุขในกองเพลิงนี้ หรือทางเลือกที่สอง... ให้รีดฆ่าเธอ แล้วเธอก็ตายไปซะ ส่วนรีดจะมีชีวิตอยู่ต่อ... แน่นอนว่าต้องอยู่ใต้อาณัติของฉัน ว่าไง? เลือกมาสักข้อสิ?"

เหมยลี่กัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด

รีดอยากจะตะโกนห้าม แต่ปากกลับขยับไม่ได้

"สาม... สอง..." อซูร่าเริ่มนับถอยหลัง

"หนึ่ง—"

"ให้ฉันตาย... ไว้ชีวิตรีดเถอะ..." เหมยลี่เอ่ยออกมา

รอยยิ้มของอซูร่ากว้างขึ้น ก่อนจะสะบัดมือ "ลงมือสิ น้องชายที่รัก"

รีดส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง แต่มือกลับเริ่มดันดาบไปข้างหน้า

ในจังหวะที่ดาบกำลังจะแทงทะลุร่างของเหมยลี่ แรงบีบคั้นนั้นก็ผ่อนลงกะทันหัน

รีดชะงัก ยังไม่ทันจะได้คิดอะไร เขาก็ถูกใครบางคนพุ่งเข้ามากอดอย่างแรง

ซวบ—

คมดาบทะลุผ่านหน้าอก ร่างของเหมยลี่ทรุดลงในอ้อมกอดของเขา

เหมยลี่เงยหน้ามองรีด ผ่านม่านน้ำตา เธอยิ้มให้อย่างอ่อนโยนเป็นครั้งสุดท้าย "ขอโทษนะรีด... มีชีวิตอยู่ต่อไปนะ..."

น้ำตาเปียกชุ่มไหลอาบแก้มของรีด นับตั้งแต่เหมยลี่พาเขามาที่บ้านหลังนี้ เขาไม่เคยร้องไห้เลยสักครั้ง และวันนี้... เขาหลั่งน้ำตาออกมาเป็นครั้งแรก

ทำไมถึงเป็นแบบนี้... เขาต่อสู้ดิ้นรนแทบตายเพื่อให้ได้พลังมา แต่สุดท้ายกลับสูญเปล่า... ทั้งหมดนี้ต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ ใช่ไหม?

ในห้วงความคิด เหมือนมีบางอย่างแตกสลาย เขาหันศีรษะไปโดยสัญชาตญาณ

รีดพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์ที่กำลังถูกไฟไหม้อีกแล้ว ข้าวของทุกอย่างบนตัวหายไป เขากำลังนั่งคุกเข่าเปลือยเปล่าอยู่ในโรงละครที่มีแสงสลัว

ว่านอี้ค่อยๆ เดินออกมาหยุดอยู่ตรงหน้ารีด

รีดมองว่านอี้ด้วยสายตาว่างเปล่า หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงลงมาจากดวงตาอย่างไม่อาจควบคุม

ว่านอี้ค่อยๆ คุกเข่าลง

รีดโผเข้ากอดว่านอี้ทันที เสียงสะอื้นไห้ที่พยายามกลั้นไว้ดังก้องไปทั่วโรงละคร

"ทำไม... ทำไมครับ... ทำไม..." เขาพร่ำถามไม่หยุด ไม่รู้ว่าถามใคร บางทีอาจจะมีคำตอบมากมาย... รีดร้องไห้อยู่นานกว่าจะสงบลง ภายใต้การชี้แนะของว่านอี้ เขาเรียนรู้วิธีเสกเสื้อผ้าในโรงละครและสวมใส่มันอย่างเรียบร้อย

ทั้งสองนั่งอยู่บนที่นั่งผู้ชม เงียบงันอยู่นาน

"ฉันคือร่างแยกของนาย และก็คือรีดด้วย เมื่อกี้ฉันจำเรื่องบางอย่างได้แล้ว"

"เพราะนาย 'ตื่นรู้' แล้วไงล่ะ ตื่นจากบทละคร อาจเป็นเพราะการต่อสู้เฉียดตาย หรืออาจเพราะความกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง แน่นอนว่าอาจจะเป็นทั้งสองอย่าง" ว่านอี้กล่าวเสียงนุ่ม

"บทละครสินะ..." รีดถือถ้วยชาร้อน เหม่อมองน้ำชาในถ้วย

"ถึงจะเป็นบทละคร แต่สำหรับนาย มันคือโลกแห่งความเป็นจริงอย่างไม่ต้องสงสัย" ว่านอี้กล่าว

รีดพยักหน้าเบาๆ

หลังจากเงียบไปอีกครู่หนึ่ง ว่านอี้ยกกาแฟขึ้นจิบ "ขอโทษนะที่ต้องให้เจ็บปวด ก่อนหน้านี้ฉันทำได้แค่มอง ไม่สามารถช่วยอะไรนายได้เลย"

"ไม่ครับ ผมไม่ได้คิดจะโทษใคร" รีดส่ายหน้า

"งั้นเหรอ? ฉันยังคิดอยู่เลยว่าจะหาร่างแยกสักตัวมาให้นายระบายอารมณ์เล่น" ว่านอี้เล่นมุกเล็กน้อย แต่รีดไม่ได้ตอบรับ

ว่านอี้จึงถามต่อ "แล้วนายจะทำยังไงต่อไป?"

รีดตอบเสียงเรียบ "กลับไปครับ แล้วหาทางฆ่าอซูร่า"

"แก้แค้นสินะ"

มันไม่ง่ายเลย รีดรู้ดี เพราะโดยเนื้อแท้แล้วเขายังคงถูกอซูร่าควบคุมอยู่

"ยังไงก็ตาม ในเมื่อนายเลื่อนขั้นขึ้นมาบนโรงละครแล้ว นายก็ไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็บอกมา ถึงตอนนี้นายจะเก่งกว่าฉัน แต่ในโรงละครนี้ยังมีคนเก่งๆ อยู่อีกนะ" ว่านอี้กล่าว

รีดตอบว่า "ขอบคุณครับ"

"คนกันเองทั้งนั้น"

ทันใดนั้น ประตูข้างของโรงละครก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง คุณลุงรูปหล่อในชุดทหารเดินกลับเข้ามา

เมื่อเขาเห็นรีด ดวงตาเขาก็เป็นประกาย "เด็กใหม่เหรอ? เร็วชะมัด! นี่เพิ่งรอบแรกเองไม่ใช่เหรอ? นึกว่าจะต้องเขียนบทใหม่สักสองสามรอบกว่าจะตื่นรู้ซะอีก"

แม้รีดจะผ่านประสบการณ์ราวกับตกนรกทั้งเป็น แต่เขาก็ตื่นรู้ได้สำเร็จ เรื่องราวมันยังไม่จบแค่นี้หรอก

ตัวเอกในบทละครส่วนใหญ่มักตายก่อนเวลาอันควรโดยยังไม่ทันได้ทำอะไรสำเร็จ อย่าว่าแต่ตื่นรู้เลย

"สวัสดีครับ" รีดทักทายอย่างสุภาพ สายตาจับจ้องไปที่ชายคนนั้น

"เขา... จริงๆ ก็ไม่ค่อยได้ใช้ชื่อตัวเองแล้ว นายเรียกเขาว่า 'จอมมาร' ก็ได้" ว่านอี้แนะนำคุณลุงมาดเท่ให้รีดรู้จัก

"ผมชื่อ รีด ฟิเดสโดน เรียกว่ารีดก็ได้ครับ" รีดแนะนำตัว

"ทำไมดูซึมๆ จัง เพิ่งร้องไหมาเหรอ?" จอมมารเหลือบมองคราบน้ำตาบนหน้ารีดแล้วถามตรงๆ

"ครับ" รีดตอบรับพยักหน้าโดยไม่ปิดบังหรือเขินอาย

"โดนรังแกมาเรอะ? ขอคิดก่อนนะ... พิธีกรรมสังเวยห้าร้อยคนน่าจะทำให้พลังหนึ่งในสิบของฉันลงไปจุติข้ามมิติได้ ถ้าศัตรูไม่แกร่งเกินไป นายลองดูไหมล่ะ"

"ห้าร้อยคน?" รีดงุนงง

"เครื่องสังเวยน่ะ" จอมมารกล่าว

รีดขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าปฏิเสธ

"นั่นสินะ ห้าร้อยคนมันก็เยอะไปหน่อย คนปกติคงรับเรื่องเครื่องสังเวยยากอยู่แล้ว" จอมมารรู้ตัวว่าพูดเรื่องไร้สาระ จึงนั่งลงข้างๆ ว่านอี้อีกฝั่ง

"รีด นายเป็นแวมไพร์เหรอ?"

"แวมไพร์?"

"ก็อมนุษย์ที่ดูดเลือดน่ะแหละ ภาษาชาวบ้านเรียกแวมไพร์ ภาษาหรูๆ หน่อยก็เผ่าโลหิตหรืออะไรเทือกนั้น" จอมมารอธิบาย

"งั้นผมก็คงเป็นครับ"

ว่านอี้ยื่นบทละครปกสีแดงของรีดให้จอมมาร "นายลองอ่านดูเองสิ อยู่ในนั้นหมดแล้ว"

จอมมารเปิดบทละครอ่านด้วยความสนใจ

เขาอ่านเร็วมาก เพียงพริบตาเดียวก็จบเล่ม แล้วปิดบทละครลงพลางกล่าวว่า "สรุปคือก้าวต่อไปของรีดคือทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น แล้วไปแก้แค้นสินะ?"

"ใช่ครับ" รีดพยักหน้า

"เห็นนายชอบใช้ดาบนี่?"

รีดพยักหน้า

จอมมารพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ถ้านายเอาชนะพี่สาวในระดับของ 'สายเลือด' ไม่ได้ งั้นบางทีนายอาจจะลองพิจารณาเพิ่มความแข็งแกร่งในมุมของ 'ทักษะ' ดูไหม"

"พัฒนาวิชาดาบเหรอครับ? ก็น่าคิด แต่ลำพังแค่วิชาดาบจะชดเชยช่องว่างของพลังขนาดนั้นได้เหรอครับ?" รีดแสดงความสงสัย เดิมทีเขาคิดว่าจะศึกษาไสยเวทต่อ

"สำหรับนาย แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ทักษะเพียวๆ หรอก หลังจากกลายเป็นแวมไพร์ นายก็น่าจะยังมีพลังแฝงที่ยังไม่ได้พัฒนาอีกเยอะ ลองผสานพลังของแวมไพร์ ดาบของนาย และไสยเวทที่นายเคยเรียนรู้... รวมสามสิ่งนี้เป็นหนึ่งเดียว อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพก็ได้นะ" จอมมารชี้แนะ

รีดครุ่นคิดตาม

"ในโรงละครแห่งนี้ นายอยากลองอะไรก็ลองได้เลย ถ้าต้องการคู่ซ้อม ฉันยินดีเสมอ อ้อ ไสยเวทในโลกของนายดูเหมือนจะมีความคล้ายคลึงกับการเล่นแร่แปรธาตุอยู่บ้าง นายลองไปขอคำแนะนำจาก 'หมอเหลียง' ดูก็ได้ ให้หัวหน้าคณะเรียกตัวมาให้สิ" จอมมารกล่าว

"หมอเหลียง? หัวหน้าคณะ?" รีดงง

"หัวหน้าคณะเป็นฉายาที่พวกนั้นตั้งให้ฉันน่ะ ไม่ต้องไปใส่ใจมากหรอก" ว่านอี้อธิบาย "หมอเหลียงคือหมอเท้าเปล่า* (หมอชาวบ้าน) แล้วก็เป็นตัวละครที่ตื่นรู้เหมือนกัน เขาเก่งเรื่องลูกเล่นแพรวพราว รู้เรื่องแปลกๆ เยอะแยะ ดีไม่ดีอาจจะรู้เรื่องข้ามมิติด้วย ถ้านายต้องการอะไรก็ถามเขาได้"

"อ๋อ ครับ..." รีดพยักหน้า

ภายใต้การดูแลอย่างอบอุ่นของว่านอี้และจอมมาร อารมณ์ที่โศกเศร้าของรีดก็ค่อยๆ สงบลง

หลังจากพักผ่อนสักพัก เขาก็ลุกขึ้น "ผมควรกลับไปได้แล้ว"

"รักษาตัวด้วย" ว่านอี้กล่าว

"โชคดีนะ" จอมมารให้กำลังใจ

รีดพยักหน้าแล้วเดินออกทางประตูข้างของโรงละคร

เมื่อผลักประตูเปิดออก เขาก้าวเข้าสู่ความมืดมิด

สติสัมปชัญญะวูบไหวจากมืดสู่สว่าง เขารู้สึกตัวอีกครั้งว่ากำลังโอบกอดร่างไร้วิญญาณที่อุณหภูมิเริ่มลดลง

หัวใจเขาสั่นไหวเล็กน้อย เขาหันไปมองอซูร่าด้วยดวงตาสีแดงฉานที่ไร้ประกาย

อซูร่ามองเขา พบว่าความผันผวนทางอารมณ์ของเขาสงบกว่าที่คาดไว้

"ถ้าอยากอยู่ตรงนี้สักพักก็ตามใจ ตอนนี้เรามีสายเลือดเชื่อมโยงกันแล้ว ปกติฉันจะไม่จำกัดอิสระเธอมากนัก แต่ถ้าฉันเรียกหา เธอต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าฉันภายในสองชั่วโมง" อซูร่าพูดจบก็หันหลังเดินจากไป

เหลือเพียงรีดที่กอดศพของเหมยลี่ไว้อย่างเงียบงัน...

กลางดึก ฝนเริ่มตกลงมา

สายฝนอันหนักหน่วงดับไฟที่ลุกโหมกระหน่ำคฤหาสน์ ท่ามกลางคฤหาสน์ที่อบอวลไปด้วยควันไฟ รีดแบกศพสี่ศพไปยังมุมสวนที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์

เขาใช้มือเปล่าขุดดิน ฝังร่างพวกเขา แล้วพูนดินขึ้นเป็นหลุมศพเรียบง่ายสี่หลุม

ท่านแม่ ท่านพ่อ คุณปู่ พี่สาว

ผมยาวสีแดงไวน์ของรีดเปียกโชกแนบลู่ไปกับตัวท่ามกลางสายฝน หลังจากยืนมองอยู่นาน เขาก็หันหลังเดินจากไป

เขากลับไปที่ห้องลับ ด้วยการออกแบบที่ดี ไฟจึงไหม้เข้าไปไม่ถึง หนังสือภายในยังคงสภาพสมบูรณ์

รีดเก็บรวบรวมหนังสือทั้งหมดแล้วนำติดตัวไปด้วย

ก่อนจากไป เขามองสถานที่ที่เป็นทั้งความอบอุ่นและความโศกเศร้านี้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่รั้งรออีก

ภาพความตายของคนในครอบครัวฉายวาบเข้ามาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายมาหยุดอยู่ที่คำพูดก่อนตายของเหมยลี่

"การมีชีวิตอยู่... มันเป็นเรื่องยากจริงๆ" เขาพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว

รู้สึกดีที่มีชีวิตรอด แต่ก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีไปเสียทั้งหมด

จบบทที่ บทที่ 12 มีชีวิตอยู่

คัดลอกลิงก์แล้ว