- หน้าแรก
- วุ่นชะมัด เมื่อผมและเหล่าร่างแยกต้องมาเล่นละครตบตาโลก
- บทที่ 6 เข้าเมืองเพื่อหาคนนำทาง
บทที่ 6 เข้าเมืองเพื่อหาคนนำทาง
บทที่ 6 เข้าเมืองเพื่อหาคนนำทาง
บทที่ 6 เข้าเมืองเพื่อหาคนนำทาง
เมื่อเดินตรงไป ไม่นานนักพวกเขาก็เห็นลานกว้างขนาดใหญ่ที่มีจอขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่
หวันอี้สังเกตเห็นป้ายเด่นชัดข้างๆ เขียนว่า 'ผู้ลี้ภัยที่เพิ่งเข้าเมือง กรุณาไปที่ลานกว้างเพื่อรับชมวิดีโอ!'
เหล่าร่างแยกเริ่มซุบซิบกันทันที
"วิดีโอปฐมนิเทศเหรอ ใส่ใจรายละเอียดดีแฮะ"
"คิดถึงสมัยก่อนเลย จำได้ว่าตอนประถม โรงเรียนชอบเปิดหนังกลางแปลงให้ดูในสนามเด็กเล่น"
ที่หวันอี้อ้างว่าจำเรื่องราวได้แค่สี่ปีหลังนั้นเป็นเรื่องโกหก ในความเป็นจริง ความทรงจำของเขาปกติมากและไม่ได้ลืมอะไรไปเท่าไหร่ ต่อให้ลืม ร่างแยกของเขาก็ช่วยขุดคุ้ยความทรงจำเหล่านั้นกลับมาได้อยู่ดี
หลังจากผู้ข้ามมิติมาถึงโลกนี้ ความทรงจำในอดีตชาติจะค่อยๆ เลือนรางลง ท้ายที่สุดก็จะลืมไปเกือบหมด เหลือไว้เพียงความทรงจำสำคัญๆ บางส่วนที่ฝังใจเท่านั้น
การจำได้แค่สามหรือสี่ปีหลังถือเป็นเรื่องปกติที่สุด แต่ก็มีบางคนที่จำได้แค่ปีหรือสองปี หรือกระทั่งลืมไปจนหมดสิ้น
ทว่าโลกใบนี้ดูเหมือนจะโปรดปรานผู้ที่มีความทรงจำมากและชัดเจน ซึ่งไม่แน่ชัดว่าปัจจัยนี้ส่งผลต่ออะไรบ้าง อย่างไรก็ตาม หวันอี้เลือกที่จะเพลย์เซฟไว้ก่อน
เขาเดินไปที่มุมหนึ่งของลานกว้าง หาที่ว่างแล้วนั่งลง
เมื่อได้เข้ามาในเมือง ความกังวลของผู้คนโดยรอบก็ลดลงไปบ้าง ทุกคนเริ่มผ่อนคลายอารมณ์ด้วยการพูดคุยกัน
เพียงแต่การแต่งกายของหวันอี้ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้
แต่เหล่าร่างแยกกลับหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
เมื่อผู้คนรวมตัวกันได้จำนวนหนึ่ง ภาพก็ปรากฏขึ้นบนจอ
เสียงสังเคราะห์แบบหุ่นยนต์เริ่มบรรยาย พร้อมกับข้อความประกอบในรูปแบบคล้ายสไลด์พาวเวอร์พอยต์
โลกใบนี้ประกอบด้วยเกาะลอยฟ้านับไม่ถ้วน ซึ่งรวมตัวกันเป็น 'หมู่เกาะลอยฟ้า' เกาะลอยฟ้าที่พวกเขาอยู่ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ 'หมู่เกาะลอยฟ้าสหพันธ์รุ่งอรุณ' มีรหัสเมืองคือ 014
ต่างจากโลกปกติในอดีตชาติ โลกใบนี้เรียกได้ว่าโกลาหลและเต็มไปด้วย 'ความไม่ลงรอย' ที่ซึ่งภาพมายาและความจริงที่พวกเขาเคยรู้จักล้วนมีโอกาสเกิดขึ้นจริงได้
สิ่งที่ควรเป็นปกติกลับมีอยู่จริง และจินตนาการที่ไม่ควรมีอยู่ก็กลายเป็นความจริง
และทั้งหมดนั้นซ่อนอยู่ภายใน 'แถบ' นั้น
'แถบ' ที่ว่านี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า 'เส้นขอบเขต'
มันคือสิ่งที่คล้ายแถบยาว ก่อตัวขึ้นจากการรวมตัวของเศษเสี้ยวแนวคิด (Concept Fragments) จำนวนมหาศาลจากอดีตชาติ
ภายในเส้นขอบเขตยังมีเศษเสี้ยวของมนุษย์ปะปนอยู่ ทุกๆ ระยะหนึ่ง เส้นขอบเขตจะกระจายเศษเสี้ยวออกมา และเศษเสี้ยวของมนุษย์มีแนวโน้มที่จะหลุดออกมาจากเส้นขอบเขตและตกลงสู่ภายนอกมากที่สุด เมื่อเศษเสี้ยวของมนุษย์เหล่านี้ตกลงบนเกาะลอยฟ้า พวกเขาก็จะกลายเป็นผู้ข้ามมิติแต่ละคน
เศษเสี้ยวแนวคิดเป็นรากฐานในการสร้างระเบียบของโลกนี้ และยังเป็นสกุลเงินหลักอีกด้วย เศษเสี้ยวบางชิ้นยังสามารถเป็นหนทางให้ผู้คนได้รับพลัง ซึ่งนี่คืออุตสาหกรรมที่เหล่าผู้ลี้ภัยผู้ข้ามมิติที่เพิ่งเข้าเมืองจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม
หวันอี้ตั้งใจดูวิดีโอ แต่ไม่นานคิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นอีกครั้ง
เหล่าร่างแยกวิจารณ์กันเซ็งแซ่ "สรุปสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเศษเสี้ยวแนวคิดสินะ? ชัดเจนเลยว่าถ้าอยากรอดที่นี่ ก็ต้องมุดเข้าไปในเส้นขอบเขตเพื่อหาเศษเสี้ยวพวกนั้น"
"แล้วมันต่างอะไรกับการขุดเหมืองเนี่ย?"
"ก็แค่ต่างกันที่รูปแบบนั่นแหละ"
"ยังไงซะ มันก็แค่วิดีโอแนะนำสำหรับมือใหม่ ข้อมูลก็ต้องตื้นเขินเป็นธรรมดา"
ตอนท้ายของวิดีโอแนะนำให้ผู้ลี้ภัยผู้ข้ามมิติไปที่ด้านหลังลานกว้างเพื่อเลือก 'คนนำทาง' คนนำทางจะคอยดูแลผู้ลี้ภัยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในเมืองและการทำงานในภายหลัง
หลังจากวิดีโอจบลง มันก็เริ่มเล่นซ้ำทันที เพราะยังมีคนที่เพิ่งเข้าเมืองและจำเป็นต้องดูอยู่อีก
หวันอี้เดินไปที่ครึ่งหลังของลานกว้าง ซึ่งมีผู้คนมารวมตัวกันพอสมควรแล้ว
หลังจากสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง เขาพบว่าคนที่เรียกว่าคนนำทาง ดูเหมือนจะเป็นผู้ลี้ภัยผู้ข้ามมิติตัวเก๋า
คาดว่าทางเมืองคงให้ค่าตอบแทนแก่คนนำทาง พวกเขาถึงยอมรับงานน่ารำคาญอย่างการดูแลเด็กใหม่แบบนี้
"เฮ้ พี่ชาย!" ขณะที่หวันอี้กำลังสังเกตการณ์อยู่ จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง
หวันอี้หันกลับไปเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินยิ้มเข้ามาหา เขามีหน้าตาธรรมดา แต่คิ้วหนาๆ ของเขาดูมีชีวิตชีวามาก
เมื่อเดินมาถึงตัวหวันอี้ อีกฝ่ายก็ทักทายอย่างกระตือรือร้น "พี่ชาย เป็นเด็กใหม่เพิ่งเข้าเมืองใช่ไหม?"
"ใช่" หวันอี้พยักหน้าเล็กน้อย
"ผมเป็นคนนำทางอาสาสมัคร พี่ชายสนใจไปกับผมไหม? รับรองว่าถามอะไรตอบได้หมด และภายในสัปดาห์ของการนำทาง ผมพาพี่เข้าเส้นขอบเขตได้อย่างน้อยสามครั้งแน่นอน เป็นไง?" ชายหนุ่มยิ้มแย้มตลอดเวลา แต่คิ้วคู่นั้นดึงดูดสายตาจริงๆ จนหวันอี้อดมองไม่ได้
หวันอี้ละสายตาแล้วมองไปรอบๆ "ทำไมถึงเลือกฉัน?"
ชายหนุ่มคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะโดนถามแบบนี้ จึงตอบพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ "พี่ชาย ถึงพี่จะปิดบังไว้อย่างดี แต่ถ้าสังเกตดีๆ ก็ยังเห็นคราบเลือดติดอยู่ พี่ต้องผ่านอะไรมาเยอะแน่ๆ ความต้านทานทางจิตใจน่าจะดีกว่าเด็กใหม่ทั่วไป"
สมเหตุสมผล
"ตกลง" หวันอี้ตอบสั้นๆ
"พี่ชายเป็นคนพูดน้อยสินะ? แต่ไม่เป็นไร พูดน้อยทำมาก เดี๋ยวก็รวยเละ! ผมชื่อ 'เฉินชางไฉ' แล้วพี่ชายล่ะชื่ออะไร?"
"หวันอี้" ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบพูด แต่เขาแค่เก็บคำพูดส่วนใหญ่ไว้ในใจ
"โอเค งั้นเราไปหาที่พักให้พี่ก่อนดีกว่า" เฉินชางไฉพูดพลางเริ่มคลำหาของในตัว
"ที่นี่มีจัดหาที่พักให้ด้วยเหรอ?" หวันอี้แปลกใจเล็กน้อย
"มีสิ ดูบ้านรอบๆ นี่สิ แถวนี้เขาเรียกกันทั่วไปว่า 'ย่านสลัม' เอาไว้ให้ผู้ลี้ภัยอยู่อาศัย ระยะเวลาพักอาศัยคือหนึ่งปี หลังจากนั้นบ้านจะถูกเรียกคืนเพื่อรอรับคนชุดต่อไป อ๊ะ เจอแล้ว ขอบัตรประจำตัวหน่อยครับลูกพี่" พูดจบ เฉินชางไฉก็หยิบวัตถุคล้ายโทรศัพท์ออกมาและยื่นมือไปทางหวันอี้
หวันอี้ยื่นบัตรประจำตัวให้
เฉินชางไฉรูดบัตรกับอุปกรณ์ ไม่นานตัวเลขชุดหนึ่งก็ปรากฏบนหน้าจอเล็กๆ
"เอ้านี่ พี่หาบ้านตามเลขนี้ได้เลย ปกติผู้ลี้ภัยหกคนจะแชร์ห้องกัน ถ้าอยู่กับรูมเมตไม่ได้ ก็ต้องขยันทำงานเก็บเงินไปเช่าบ้านในเมืองชั้นในเอานะ" เฉินชางไฉพูดอย่างกระตือรือร้น
หวันอี้พูดว่า "โอเค งั้นเรารีบไปกันเถอะ"
"อื้ม เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมจะรีบไปหาพี่เป็นคนแรกเลย" เฉินชางไฉพยักหน้า
"พรุ่งนี้เช้า? ไม่ได้จะพาไปเส้นขอบเขตตอนนี้เลยเหรอ?" หวันอี้ถามด้วยความงุนงง
"เอ่อ..." เฉินชางไฉชะงัก "พี่ชาย เพิ่งมาถึงแท้ๆ อย่าเพิ่งหักโหมเลย ผมนึกว่าพี่อยากจะพักผ่อนที่ห้องสักคืนก่อนซะอีก"
"ไม่จำเป็น" หวันอี้กล่าว
เฉินชางไฉได้ยินดังนั้น คิ้วหนาๆ ของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"มีอะไรลำบากใจหรือเปล่า?" หวันอี้ถาม
"เอ่อ คนนำทางอาสาสมัครไม่ได้ดูแลแบบตัวต่อตัวน่ะครับ ผมกะว่าจะรับคนเพิ่มอีกสักหน่อยในวันนี้ แล้วพรุ่งนี้ค่อยพาพวกพี่ไปเปิดประสบการณ์ที่เส้นขอบเขตพร้อมกัน" เฉินชางไฉแจงแผนการ
"งั้นทำไมไม่รับคนตอนนี้เลย แล้วทุกคนก็ไปเส้นขอบเขตทันทีล่ะ?" หวันอี้ถามสวน
"ก็ต้องดูความสมัครใจของคนอื่นด้วยครับ" เฉินชางไฉตอบ
"งั้นนายหาคนต่อเถอะ เดี๋ยวฉันเดินตามดูด้วย" หวันอี้บอก
เฉินชางไฉถอนหายใจเบาๆ คิดในใจว่าดูเหมือนจะเจอคนที่มีความคิดแปลกประหลาดเข้าให้แล้ว
ช่างเถอะ คนที่มีเป้าหมายชัดเจนมักจะมีอนาคตที่ไม่เลว ถือว่าเป็นการลงทุนก็แล้วกัน
ดังนั้นเฉินชางไฉจึงรับสมัครคนต่อ โดยมีหวันอี้เดินตามหลังต้อยๆ
ขณะเดินผ่านแถวหนึ่ง หวันอี้มองไปแล้วถามเฉินชางไฉ "นั่นแถวอะไร? ทำไมถึงต้องมีข้อกำหนดเรื่องความจำด้วย?"
แถวนั้นมีคนมุงอยู่พอสมควร ป้ายข้างๆ ระบุว่าผู้ที่มีความทรงจำหกปีขึ้นไปสามารถมาเข้าแถวได้
เฉินชางไฉมองตามเสียง เห็นแถวนั้นแล้วก็เข้าใจทันที
"นั่นแถวสำหรับคัดเลือก 'วานปี้เหริน' (ผู้เติมเต็ม) น่ะครับ"
"วานปี้เหริน?"
"สิ่งสำคัญที่สุดในโลกนี้คือเศษเสี้ยวแนวคิด แต่ไม่ใช่ทุกชิ้นจะใช้ได้เลย เศษเสี้ยวก็คือเศษเสี้ยว บางชิ้นต้องทำให้สมบูรณ์ก่อนถึงจะแสดงมูลค่าได้" เฉินชางไฉอธิบาย
"งั้นวานปี้เหรินก็คือคนที่เอาเศษเสี้ยวมาประกอบกันได้งั้นเหรอ? แล้วมันเกี่ยวกับความจำยังไง?" หวันอี้ถามด้วยความสงสัย
"เพราะรูปแบบดั้งเดิมที่สมบูรณ์ของเศษเสี้ยวพวกนั้น มีแต่คนที่มีความทรงจำในอดีตชาติชัดเจนมากพอเท่านั้นถึงจะจำได้ ยิ่งความทรงจำของวานปี้เหรินสมบูรณ์แค่ไหน ก็ยิ่งมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเศษเสี้ยวต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แล้วนำมาประกอบกันได้สมบูรณ์"
หวันอี้เริ่มสนใจขึ้นมานิดหน่อย คนอย่างเขาไม่กลายเป็นอัจฉริยะด้านวานปี้เหรินเลยเหรอเนี่ย?
"ข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับวานปี้เหรินคืออะไร?" เขาถาม
"พูดยากครับ เพราะความสมบูรณ์ของความทรงจำมันสังเกตได้ง่ายที่สุด เลยถูกใช้เป็นมาตรฐาน แต่ดูเหมือนจะมีคนที่มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเศษเสี้ยวได้แม้ไม่มีความทรงจำในอดีตชาติเหมือนกัน แต่พรสวรรค์แบบนั้นมันจับต้องยากเกินไป เลยไม่ถูกนำมาพิจารณา" เฉินชางไฉอธิบายอย่างใจเย็น
"แค่ความจำเหรอ?"
"งั้นก็ต้องจำได้ลึกไปอย่างน้อยหกปีขึ้นไปถึงจะพอถูไถได้ ยังไงซะความจำมันวัดเป็นตัวเลขเป๊ะๆ ยาก และโดยรวมแล้วของจริงมักจะน้อยกว่าที่คุยโวไว้ การทดสอบด้านนี้เลยเข้มงวดมาก"
พูดจบ เฉินชางไฉเห็นหวันอี้ดูสนใจ จึงพูดเสริมว่า "พี่หวันอี้ ถ้าพี่สนใจ จะลองไปทดสอบดูก็ได้นะ ถึงพี่จะมีแค่ความทรงจำสมบูรณ์สี่ปี แต่ถ้ามีพรสวรรค์ด้านนั้น พี่รวยเละแน่ วานปี้เหรินเป็นอาชีพที่มั่นคง แม้แต่ระดับต่ำสุดก็ยังคนละชั้นกับพวกเราผู้ลี้ภัยที่ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว"
หวันอี้พยักหน้า บอกให้เฉินชางไฉรับคนต่อ และไม่ได้สานต่อบทสนทนาในหัวข้อนี้
เขาไม่รังเกียจที่จะมองหมู่เกาะลอยฟ้าเหล่านี้ในแง่ร้ายที่สุดไว้ก่อน แม้สหพันธ์หยินจินและสหพันธ์รุ่งอรุณจะไม่ได้ติดต่อกัน แต่ถ้าชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นมาด้วยเหตุผลบางอย่าง แล้วคนของสหพันธ์หยินจินรู้เข้า มันคงเป็นข่าวร้ายแน่ๆ
ถ้าสหพันธ์หยินจินแค่มาก่อกวน หวันอี้ก็พร้อมรับมือ แต่ถ้าพวกเขาหน้ามืดตามัวประกาศความสามารถของเขาให้โลกรู้ หวันอี้ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าชะตากรรมของเขาจะเป็นอย่างไร
เฉินชางไฉมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองมาก เวลาเลือกคน เขาจะชอบมองหาเด็กใหม่ที่ดูนิ่งๆ หรือไม่ก็พวกที่ดูกร้านโลกและมีประสบการณ์อย่างหวันอี้เป็นพิเศษ
"หมอนี่กำลังสวมบทนักลงทุนรายใหญ่เหรอเนี่ย?" ร่างแยกหนึ่งของหวันอี้พูดขึ้น
"นอกจากได้ค่าตอบแทนจากทางเมืองแล้ว การเป็นคนนำทางยังเป็นโอกาสขยายคอนเน็กชันด้วย ถือว่าเป็นการลงทุนได้จริงๆ นั่นแหละ" หวันอี้ตอบกลับในใจ
"แล้วนายสนใจจะเป็นวานปี้เหรินไหม?" ร่างแยกถาม
"ไว้มีโอกาสค่อยแอบลองดู"