เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8: สะท้อนภาพ

บทที่ 8: สะท้อนภาพ

บทที่ 8: สะท้อนภาพ


บทที่ 8: สะท้อนภาพ

“อัจฉริยะ... นี่มันอัจฉริยะตัวจริงเสียงจริง”

อาจารย์ใหญ่แห่งสถาบันชินโอจ้องมองรูปวาดของยามาโมโตะ เก็นริวไซ ชิเงคุนิ ที่แขวนอยู่บนผนังห้องทำงานด้วยสายตาตื่นเต้นจนน้ำตาคลอ ศีรษะล้านเลื่อมของเขาดูเหมือนจะสะท้อนแสงไฟเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม

ไม่ใช่แค่มาซาสึกิ...แม้แต่คุจิกิ โซจุนก็อดไม่ได้ที่จะหรี่ตามองภาพนั้น

“ถ้าท่านผู้บัญชาการใหญ่ยามาโมโตะกำลังเฝ้ามองเราจากนรก โซลโซไซตี้คงจะเจริญรุ่งเรืองไปอีกสองพันปีแน่นอน”

มาซาสึกิที่กำลังจิบชาอย่างสบายใจเกือบสำลักน้ำชาตายคาที่ ใบหน้าแสดงอาการกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ

“เอ่อ... อาจารย์ใหญ่ครับ ท่านผู้บัญชาการใหญ่ยามาโมโตะยังมีชีวิตอยู่นะครับ”

คุจิกิ โซจุนยกมือขึ้นท้วงอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“ข้ารู้ ข้ารู้ ไม่ใช่ว่าท่านกำลังจะตาย... อะแฮ่ม ๆ... ข้าหมายความว่า ท่านผู้บัญชาการใหญ่ยามาโมโตะก็อายุมากแล้วไม่ใช่รึ?”

อาจารย์ใหญ่กระแอมไอแล้วถอนหายใจยาว

“ท่านใช้เวลาหลายศตวรรษปกป้องโซลโซไซตี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในที่สุดก็มีคนที่จะมาแบ่งเบาภาระท่านได้เสียที”

คุจิกิ โซจุนถึงกับพูดไม่ออก

เมื่อกี้อาจารย์ใหญ่เพิ่งแช่งท่านผู้บัญชาการใหญ่ใช่ไหม? แล้วก็กลับลำอย่างไวเลยนะ? การแถหน้าตายแบบไม่ต้องคิดนี่มันสุดยอดจริง ๆ

เขาจำได้แม่นว่าอาจารย์ใหญ่ไม่ได้มีนิสัยแบบนี้มาตลอด

พรสวรรค์ที่ล้นเหลือของมาซาสึกิทำให้เขาเสียศูนย์ขนาดนั้นเชียว?

นั่นเป็นคำอธิบายเดียวที่ฟังขึ้น ไม่อย่างนั้นก็แปลว่าเขาแค่ดีใจจนเก็บทรงไม่อยู่ และหลุดมาดผู้ดีไปจนหมดเปลือก...

“อาโอซากิคุง มาเถอะ ไปที่โรงฝึกดาบกัน แสดงชิไคของเจ้าให้อาจารย์ใหญ่ดูหน่อย”

อาจารย์ใหญ่ฉีกยิ้ม พยายามทำสิ่งที่เจ้าตัวคงคิดว่าเป็นรอยยิ้มใจดีและให้กำลังใจ

โชคร้ายที่ใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาไม่ได้มีความใจดีแม้แต่น้อย ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงห่างไกลจากคำว่าน่าไว้วางใจ ถ้าจะให้พูดตรง ๆ นี่มันรอยยิ้มที่ทำให้เด็กทารกร้องไห้จ้ากลางดึกหยุดร้องได้ชะงัดนัก

มาซาสึกิยิ้มบาง ๆ และเดินตามอาจารย์ใหญ่กับคุจิกิ โซจุนไปยังโรงฝึกดาบ

เขาผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ สายตาเหลือบไปมองรันงิคุและงินที่รอเขาอยู่นอกประตู

จากนั้น ด้วยน้ำเสียงมั่นคง เขาก็เอ่ยคำปลดปล่อย...

“จงสะท้อนภาพ... บันโช เซ็นรัน!” (สรรพสิ่งส่องประกาย)

มาซาสึกิค่อย ๆ ชักดาบฟันวิญญาณออกมา ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มีริบบิ้นสีขาวพันรอบด้ามดาบ เชื่อมต่อกับวงแหวนดาบรูปกางเขน

เขาสอดนิ้วเข้าไปในวงแหวนแล้วดีดเบา ๆ ดาบคาตานะหมุนติ้วอยู่กับที่ กรีดผ่านอากาศอย่างงดงาม

“ดาบฟันวิญญาณเปลี่ยนรูปร่าง การปลดปล่อยแรงดันวิญญาณเพิ่มขึ้นสามเท่า ดาบสายโจมตีตรง ๆ สินะ?”

อาจารย์ใหญ่ค่อย ๆ ลุกขึ้น ลูบเครายาวที่ไว้มานานหลายปี เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย จ้องมองทุกรายละเอียดด้วยความสนใจอย่างยิ่งยวด

แต่ถึงกระนั้น รอยยิ้มของเขาก็ไม่จางหายไป...ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความผิดหวัง

แม้ดาบสายโจมตีโดยตรงมักถูกมองว่ามีรูปแบบการต่อสู้ที่ซับซ้อนน้อยกว่าสายวิถีมาร แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ข้อจำกัดใด ๆ สามารถชดเชยได้ด้วยทักษะและกลยุทธ์

ตลอดเวลาที่เป็นอาจารย์ใหญ่สถาบันชินโอ ในที่สุดเขาก็ได้พบกับอัจฉริยะในรอบพันปี

เด็กคนนี้... วันหนึ่งเขาอาจจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านผู้บัญชาการใหญ่ยามาโมโตะ หรือตำนานเคนปาจิรุ่นแรก อุโนะฮะนะ เร็ตสึ

และเมื่อวันนั้นมาถึง...เมื่อเด็กคนนี้กลายเป็นเสาหลักของโซลโซไซตี้...ทุกคนจะได้รับรู้ว่า:

ข้าคนนี้แหละ คือผู้ค้นพบอัจฉริยะผู้นั้น

เมื่อคิดได้ดังนั้น อาจารย์ใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างขึ้นไปอีก สีหน้าเริ่มดูตลกขบขันเข้าไปทุกที

เมื่อเห็นรอยยิ้มที่เวอร์วังขึ้นเรื่อย ๆ ของอาจารย์ใหญ่ ทั้งอาโอซากิ มาซาสึกิและคุจิกิ โซจุนต่างรู้สึกถึงความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกแล่นขึ้นมาในอก...

ความรู้สึกอ่อนใจอย่างที่สุด

มาซาสึกิมองตรงไปที่อาจารย์ใหญ่ที่ดูเหมือนจะตกอยู่ในภวังค์ แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ

“อาจารย์ใหญ่ครับ แค่นี้พอไหมครับ?”

“ไม่มีปัญหา! ตั้งแต่วินาทีนี้ไป ดาบฟันวิญญาณเล่มนี้เป็นของเจ้าแล้ว!”

มาซาสึกิเก็บดาบเข้าฝัก นิ้วมือลูบไล้ด้ามดาบขณะที่ประกายตาคมกริบวูบผ่าน

มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ถึงพลังที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในดาบเล่มนี้

หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย อาจารย์ใหญ่ก็เดินมาส่งมาซาสึกิและโซจุนออกจากห้องทำงานด้วยตัวเอง

ขณะก้าวออกจากอาคารเรียน โซจุนที่เดินตามหลังมาซาสึกิก็หยุดฝีเท้าลงกะทันหัน

“อาโอซากิคุง เธอต้องระวังตัวให้มากเป็นพิเศษในวันข้างหน้านะ”

มาซาสึกิเหลือบมองเขาแต่ไม่ได้พูดอะไร

หลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง โซจุนก็พูดต่อ

“โซลโซไซตี้ไม่ได้สงบสุขเหมือนภาพที่เห็นภายนอก การแย่งชิงอำนาจในหมู่ตระกูลขุนนางกำลังดุเดือดขึ้นทุกวัน”

“แต่ละขั้วอำนาจต่างพยายามขยายอิทธิพลอย่างบ้าคลั่งเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง แม้แต่ตระกูลคุจิกิก็ยังไม่อาจวางตัวอยู่เหนือความขัดแย้งนี้ได้”

“และตอนนี้ สิ่งที่พวกขุนนางต้องการมากที่สุด... คือคนอย่างเธอ...หนุ่มแน่น และมีพรสวรรค์เป็นเลิศ มันเลี่ยงไม่ได้เลยที่เธอจะไปสะดุดตาพวกเขา”

“ถ้าเธอยอมรับข้อเสนอของพวกเขา เธอจะกลายเป็นแค่ดาบในมือพวกเขา จากนาทีนั้นไป ชะตาชีวิตของเธอจะไม่ใช่ของเธออีกต่อไป”

“สำหรับพวกเขา ดาบก็เป็นแค่อาวุธ และอาวุธ... เมื่อพังแล้ว ก็เป็นแค่เศษเหล็กไร้ค่า พวกเขาไม่สนหรอกว่าจุดจบของเธอจะเป็นยังไง”

“ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเธอเลือกเข้าพวกกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เธอจะกลายเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายอื่นทันที และเมื่อเป็นเรื่องของศัตรู พวกขุนนางไม่เคยปรานี”

“พวกเราที่อยู่ในที่สูง แปดเปื้อนด้วยสิ่งสกปรกโสมม แต่เธอสมควรได้รับอนาคตที่สดใส อย่าปล่อยให้ตัวเองถูกฉุดลงมาในโคลนตมเพียงเพราะผลประโยชน์ชั่วคราวเลย”

ขณะพูด รอยยิ้มสมเพชตัวเองปรากฏขึ้นที่มุมปากของโซจุน

ความจริงแล้ว เขาไม่เคยอยากเข้าไปพัวพันในพายุความขัดแย้งของขุนนางเลย แต่การเกิดมาในตระกูลคุจิกิ...หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่...ทำให้เขาไม่มีทางเลือกตั้งแต่ต้น

เขาเกลียดความจริงข้อนี้สุดหัวใจ แต่เขาก็ไร้พลังที่จะเปลี่ยนแปลงมัน

“อาจารย์ คุณเป็นคนดีจริง ๆ”

มาซาสึกิส่ายหน้าและตอบด้วยความจริงจังแน่วแน่

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่สนใจลาภยศเงินทองที่พวกขุนนางเอามาล่อหรอก ตอนนี้เป้าหมายเดียวของผมคือการฝึกฝนที่สถาบันชินโอ”

และนั่นคือความจริงล้วน ๆ

เขาเคยรับมือกับพวกขุนนางมาก่อน...มากพอที่จะเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของโซลโซไซตี้ในภาพรวม แม้จะไม่รู้ลึกถึงความลับดำมืดที่สุดก็ตาม

ถ้าเป็นยุคสมัยที่สงบสุข การเข้าร่วมตระกูลขุนนางอาจเป็นหนทางสู่ความรุ่งโรจน์

แต่ตอนนี้ โซลโซไซตี้เละเทะไปหมด ทายาทขุนนางตายกันเป็นใบไม้ร่วง สำหรับสามัญชนจากรุคอนไกอย่างเขา การเข้าร่วมตระกูลขุนนางตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย

ต่อให้มีแรงดันวิญญาณระดับ 6 เขาก็ยังไม่โดดเด่นพอท่ามกลางมือนักฆ่าและยอดฝีมือที่ตระกูลขุนนางเลี้ยงดูไว้

เมื่อเห็นความมุ่งมั่นในแววตาของมาซาสึกิ โซจุนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเบา ๆ

โลกแห่งอำนาจและเงินตรานั้นหอมหวาน...เงินทอง ชื่อเสียง สาวงาม... พวกขุนนางมีทุกอย่างพร้อมสรรพ

แต่ดูจากความหนักแน่นของมาซาสึกิ บางทีเขาอาจจะต้านทานสิ่งเย้ายวนเหล่านั้นได้จริง ๆ

...

หลังจากแยกทางกับคุจิกิ โซจุน มาซาสึกิมุ่งหน้ากลับหอพัก

แรงดันวิญญาณที่พุ่งสูงขึ้นกะทันหันในวันนี้มันมากเกินไป...ไม่มีเวลาไป... “ฝึกซ้อม” กับอาจารย์ยูอิแล้ว

ตอนนี้เขาต้องโฟกัสไปที่การควบคุมแรงดันวิญญาณให้เสถียร และในระหว่างนั้น เขาจะใช้จินเซ็นเพื่อพูดคุยกับ บันโช เซ็นรัน

หอพักของสถาบันชินโอแบ่งออกเป็นสามประเภท

แบบแรกคือหอพักรวมมาตรฐาน...ชาย 6 คนต่อห้อง หญิง 4 คนต่อห้อง

แบบที่สองคือหอพักเดี่ยวส่วนตัว มักสงวนไว้สำหรับนักเรียนที่มีพรสวรรค์โดดเด่น เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีในการฝึกฝน มาซาสึกิและเพื่อนสนิททั้งสองได้รับจัดสรรให้อยู่ในประเภทนี้

และแบบที่สาม...

แทนที่จะเรียกว่าหอพัก มันเหมือนคฤหาสน์หรูหราเสียมากกว่า...มีสวนส่วนตัว คนรับใช้ส่วนตัว เป็นที่พักที่คู่ควรกับเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูง

จะอยู่ที่นั่นได้ แค่เงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีฐานะขุนนางด้วย

เมื่อเดินเข้ามาในเขตหอพัก มาซาสึกิก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบอาจารย์คนหนึ่งยืนรอเขาอยู่

ไม่ใช่แค่นั้น แต่หอพักของเขาถูกย้ายใหม่...

ไปยังเขตคฤหาสน์

บางสิ่งไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อัจฉริยะมักจะได้รับสิทธิพิเศษเสมอ

โปรดติดตามตอนต่อไป

จบตอน

By. charcoal gray silver gold

═❀═❀═❀═❀═❀═❀═

จบบทที่ บทที่ 8: สะท้อนภาพ

คัดลอกลิงก์แล้ว