- หน้าแรก
- ลูกสาวขุนนางปลายแถว ขอรับบทหัวหน้าครอบครัว
- บทที่ 12 ซาลาเปาน้ำซุปและขนมจีบ
บทที่ 12 ซาลาเปาน้ำซุปและขนมจีบ
บทที่ 12 ซาลาเปาน้ำซุปและขนมจีบ
บทที่ 12 ซาลาเปาน้ำซุปและขนมจีบ
เฉิงอิงเจินเอ่ยถาม "ลูกไปขู่เขายังไง?"
"คราวก่อนเรื่องบ้านเช่าหลวง ท่านอ๋องจินถูกฝ่าบาทลงทัณฑ์ หากนางยังไม่ทำตัวสงบเสงี่ยมและก่อเรื่องวุ่นวายอีก ฝ่าบาทจะทรงละเว้นท่านอ๋องจินหรือเจ้าคะ?"
เพียงแค่ต้องการทวงบ่าวชราคนหนึ่งคืน ถึงกับต้องทำให้โอรสสวรรค์ตื่นตระหนกเชียวหรือ? นี่มันออกจะไกลเกินความจริงไปหน่อยกระมัง!
เฉิงอิงเจินส่ายหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ "จะเป็นไปได้อย่างไร?"
"จะเป็นไปได้หรือไม่ก็ช่างเถิดเจ้าค่ะ อย่างไรเสียแม่นมตงก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ?" ไม่ว่าจะเป็นสูตรปาท่องโก๋หรือเรื่องแม่นมตง ยายเฒ่าสวีคงไม่กล้าขยับตัวทำอะไรอีกพักใหญ่ ส่วนเรื่องในภายภาคหน้า ไว้ถึงเวลาค่อยว่ากันอีกที
เฉิงอิงเจินยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง... ซูรั่วจิ่นส่งสายตาให้แม่นมตง นางก็เข้าใจความหมายในทันที รีบก้าวเข้าไปประคองนายหญิงให้นอนลง "ฮูหยิน ดึกแล้ว พักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ" เมื่อจัดแจงท่านอนเรียบร้อย นางก็จัดมุมผ้าห่มและสอดปลายผ้าห่มที่ปลายเท้าให้เรียบร้อย
"ท่านแม่ ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ"
ซูรั่วจิ่นจูงมือแม่นมตง แล้วทั้งสองก็เดินออกจากห้องนอนใหญ่ไปด้วยกัน
เฉิงอิงเจินหันมองตามหลังพวกนางไป นางรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้ช่างดูเหลือเชื่อนัก เพราะเรื่องบ้านเช่า ทำให้นางต้องต่อกรกับยายเฒ่าสวีมาเกือบสองปี นางรู้ดีกว่าใครว่าหญิงชราผู้นั้นเป็นคนประเภทไหน... เป็นพวกเคี้ยวยากและรับมือยากที่สุด บุตรสาววัยหกขวบของนางสามารถทวงตัวแม่นมตงกลับมาจากคนพรรค์นั้นได้จริงๆ หรือ?
นางไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อเห็นแม่นมตงและบุตรสาวเดินจูงมือกันออกไป นางก็จำต้องเชื่อ ทว่า... ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดิมที่จวนป๋อ หรือสามีขุนนางขั้นแปดในปัจจุบัน โอรสสวรรค์ช่างดูห่างไกลจากพวกเขานัก พวกนางไปทวงคนเก่าคนแก่กลับมาด้วยวิธีไหนกันแน่!
กระทั่งซูเหยียนลี่กลับมาจากห้องของลูกชายและขึ้นเตียงนอน เฉิงอิงเจินก็ยังคิดไม่ตก "ท่านพี่ ท่านคิดว่าที่อาจิ่นพูดเป็นเรื่องจริงหรือไม่?"
ซูเหยียนลี่เป็นบุรุษและเป็นบัณฑิตแห่งกั๋วจื่อเจี้ยน เขาเข้าใจในสิ่งที่ภรรยาไม่เข้าใจ "ลูกสาวเจ้าเพียงแค่ยืมสถานการณ์มาขู่ขวัญคนเท่านั้นแหละ"
เฉิงอิงเจินยิ่งงุนงงหนักเข้าไปอีก นางมองหน้าสามีเพื่อรอคำอธิบาย
ซูเหยียนลี่เม้มปากยิ้ม เขาเอื้อมมือไปดึงภรรยาเข้ามาในอ้อมกอดแล้วหลับตาลง "ลูกสาวเจ้าน่ะ เป็นเจ้าตัวน้อยที่ฉลาดเป็นกรดเชียวล่ะ"
เฉิงอิงเจินจมอยู่ในอ้อมกอดของสามี นอกหน้าต่างลมหนาวพัดกรรโชก แต่ภายในห้อง อ้อมกอดของบุรุษผู้นี้กลับอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ ช่างสบายเหลือเกิน! ความง่วงเริ่มเข้าครอบงำ แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ "ทำไมท่านถึงเอาแต่เรียกนางว่าเจ้าตัวน้อย เจ้าตัวแสบอยู่เรื่อย..."
ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง แถมแม่นมตงก็กลับมาแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของสกุลซูเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อวางใจลงได้ ซูเหยียนลี่จึงตบหลังภรรยาเบาๆ "นอนเถอะ!"
เมื่อได้แม่นมตงกลับมาและมีแผงขายประจำที่ แค่ไข่ต้มใบชาย่อมไม่เพียงพอ ซูรั่วจิ่นตั้งใจจะเปิดตัวของกินเมนูใหม่
"ท่านลุงซูทง พรุ่งนี้เช้าหลังจากเก็บร้านแล้ว ช่วยไปซื้อเข่งนึ่งมาสักสองอันนะเจ้าคะ เอาแบบที่มีหลายๆ ชั้นหน่อย"
ซูทงถามอย่างตื่นเต้น "เราจะนึ่งอะไรหรือขอรับ?"
หลายวันมานี้ ลูกค้าเริ่มถามหาของกินแปลกใหม่ พวกเขาเริ่มเบื่อปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้ และเปรยว่าจะไปลองอาหารเช้าร้านอื่นบ้างแล้ว
"ซาลาเปาน้ำซุป กับ ขนมจีบเจ้าค่ะ"
ซูทงไม่เคยได้ยินชื่อของทั้งสองอย่างมาก่อน
"ลุงเคยได้ยินเรื่องหมั่นโถวใช่ไหมเจ้าคะ?"
ซูทงจำสิ่งที่เนตรนารีเคยทำก่อนหน้านี้ได้ "หมั่นโถวย่อส่วนรึขอรับ?"
"ก็นับว่า... คล้ายกันเจ้าค่ะ!" ซูรั่วจิ่นเกือบจะหลุดปากอธิบายความแตกต่าง แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองอายุเพียงหกขวบ จะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร จึงรีบเปลี่ยนน้ำเสียง
ซูทงไม่ทันสังเกตสีหน้าเลิ่กลั่กของคุณหนูน้อย เขาเพียงแต่คิดตาม "แล้วมันต่างกันอย่างไรหรือขอรับ?"
"จำตอนที่เราต้มซุปขาหมูให้ท่านแม่ได้ไหมเจ้าคะ? หนังหมูถูกเคี่ยวจนเปื่อยยุ่ย ข้าแบ่งส่วนหนึ่งวางทิ้งไว้ริมหน้าต่าง พอรุ่งเช้ามันก็จับตัวแข็งเป็นวุ้น เมื่อเช้าตอนทำหมั่นโถว ข้าเลยลองเอาวุ้นนั่นมาผสมกับเนื้อแดงทำเป็นไส้ พอนึ่งเสร็จแล้วกัดเข้าไป ข้างในกลับมีน้ำซุปชุ่มฉ่ำ อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ"
ยามบ่าย แสงแดดฤดูหนาวสาดส่องกระทบร่างกายให้ความรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก
เฉิงอิงเจินเองก็ออกมานั่งตากแดด นางได้ยินบุตรสาวปรึกษาเรื่องเมนูใหม่สำหรับร้านอาหารเช้ากับซูทงพอดี เมื่อได้ยินเรื่องหมั่นโถวมีน้ำซุปข้างใน นางก็ยิ้มและช่วยยืนยันคำพูดของลูกสาว "อาจิ่นพูดถูก วันนั้นข้ากินรวดเดียวตั้งสามลูกแน่ะ"
ซูรั่วจิ่นแอบยิ้มในใจ: สามลูกจะไปพออะไร? ของอร่อยแบบนี้ต้องกินคนละหนึ่งเข่งเป็นอย่างน้อยถึงจะสะใจ
ในเมื่อทั้งฮูหยินและคุณหนูรองต่างบอกว่าอร่อย มันก็ต้องอร่อยแน่ๆ ซูทงจึงถามต่อ "แล้วขนมจีบคืออะไรหรือขอรับ? หรือต้องเอาข้าวสาลีมาเผา?" (คำว่า 'ขนมจีบ' ในภาษาจีนคือ 'ซาวม่าย' ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า 'เผาข้าวสาลี')
เอ่อ... ความคิดของท่านลุงซูทงช่างซื่อตรงตามตัวอักษรเสียจริง หากคำศัพท์อธิบายได้ง่ายๆ เช่นนั้น ในโลกนี้คงไม่มีอะไรซับซ้อนแล้วกระมัง
"ข้าวเหนียวที่เหลือจากเทศกาลตวนอู่ไงเจ้าคะ ตอนนั้นเราไม่มีใบไผ่ ข้าเลยเกิดความคิดชั่ววูบ ลองเอาแป้งมาห่อข้าวเหนียวแทน แต่บ๊ะจ่างต้องต้มในน้ำ หากเอาแป้งไปต้มมันคงเละเป็นโจ๊ก ข้าเลยลองเอาไปนึ่งแทน ไม่นึกว่าจะออกมาใช้ได้เจ้าค่ะ"
ซูรั่วจิ่นคิดในใจ ตายล่ะหว่า โกหกแบบนี้จะโดนฟ้าผ่าไหมเนี่ย ในมุมที่ไม่มีใครเห็น นางแอบคารวะฟ้าดินในใจซ้ำๆ 'นี่ไม่ได้ทำร้ายใครนะเจ้าคะ เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารเพื่อให้ผู้คนได้กินของอร่อย ถือเป็นการทำความดีใช่ไหมเจ้าคะ? สวรรค์คงไม่ลงโทษข้าหรอกนะ'
พี่ใหญ่ซูเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิด "อาจิ่น ใช่เมื่อราวสองเดือนก่อนหรือไม่ ยามบ่ายวันหนึ่งที่ท่านแม่บ่นว่าหิว เจ้าไปเจอข้าวเหนียวสองกำมือ เลยเอามาหุงผสมกับซีอิ๊วและเครื่องปรุง แล้วทำของกินที่หน้าตาเหมือนผลทับทิมนั่นใช่ไหม?"
ซูรั่วจิ่นยิ้มแหย "ใช่เจ้าค่ะ พี่ใหญ่เป็นคนช่วยข้าดูไฟด้วย"
"หน้าตามันดูเหมือนผลทับทิมชัดๆ แล้วทำไมเจ้าถึงเรียกว่า 'ซาวม่าย' (ขนมจีบ) เล่า?" พี่ใหญ่ซูแสดงความสงสัย
เอ่อ... นี่มัน... แย่แล้ว ซูรั่วจิ่นเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมขนมจีบถึงเรียกว่าซาวม่าย นางแต่งเรื่องโกหกไม่ออกแล้ว จะทำอย่างไรดี?
ขณะที่ซูรั่วจิ่นกำลังสมองหมุนติ้วเพื่อหาข้อแก้ตัว ซูทงก็ทำปากยื่นอย่างน้อยใจ "ทำไมข้าถึงไม่ได้กินบ้างล่ะขอรับ?"
ซูรั่วจิ่นรีบฉวยโอกาสเปลี่ยนเรื่องทันที "ขอโทษนะเจ้าคะลุงซูทง เราเจอข้าวเหนียวแค่สองกำมือเลยทำได้ไม่กี่ลูก พวกเราอดใจไม่ไหวเลยกินกันหมดเกลี้ยงเลยเจ้าค่ะ"
"นายท่านก็ไม่ได้กินด้วยหรือ?"
"อื้ม" นางพยักหน้าหงึกหงักราวกกับลูกไก่จิกข้าวสาร
นางแอบชำเลืองมองพี่ใหญ่ซู วันนั้นพวกเขาทำขนมจีบได้ทั้งหมดแปดลูก ท่านแม่กินไปสาม นางกับพี่ใหญ่กินคนละสอง น้องสามยังเด็กและข้าวเหนียวย่อยยากเลยได้กินแค่ลูกเดียว
เดิมทีพี่ใหญ่ซูตั้งใจจะกินแค่ลูกเดียว แล้วบอกว่าจะเก็บอีกลูกไว้ให้ท่านพ่อ แต่สุดท้ายเขาก็ 'เผลอกิน' เข้าไปจนได้
เมื่อซูทงทักว่าตนไม่ได้กิน พี่ใหญ่ซูจึงรู้สึกละอายใจในความตะกละของตนเอง
ในที่สุดที่มาของชื่อ 'ซาวม่าย' ก็ถูกมองข้ามไป ซูรั่วจิ่นลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูเหมือนว่าในอนาคตหากนางจะแนะนำอาหารใหม่ๆ คงต้องเตรียมคำอธิบายให้ดีเสียก่อน!
เมื่อรู้ว่าแม้แต่นายท่านก็ยังไม่ได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสนี้ ซูทงก็ไม่รู้สึกน้อยใจอีกต่อไป "งั้นคุณหนูสอนพวกเราทำตอนนี้เลยดีไหมขอรับ เราจะได้ทำกินกันบ้าง?"
"แน่นอน ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ"
พอมีของอร่อยให้กินและมีเงินให้หา ความกระตือรือร้นของทุกคนก็พุ่งสูงลิ่ว แม้แต่นายน้อยสามวัยสามขวบยังอยากจะช่วยตักแป้ง
เมื่อเห็นว่ามารดาตากแดดมานานพอสมควรแล้ว ซูรั่วจิ่นจึงรีบเชิญท่านแม่กลับเข้าห้องนอน ขณะที่คนอื่นๆ กุลีกุจอไปที่ครัว นางกระซิบเสียงเบา "ท่านแม่ อาหารสองอย่างนี้ต้องบอกว่าเป็นสูตรของท่านนะเจ้าคะ หากมีใครถาม ก็บอกไปว่าท่านคิดค้นขึ้นเองเพื่อลูกๆ ตกลงไหมเจ้าคะ?"
เฉิงอิงเจินพยักหน้า "แม่เข้าใจแล้ว"
ประการแรก นางไม่อาจบอกว่านำสูตรมาจากบ้านเดิม แม้ร้านอาหารเช้าจะทำเงินได้เพียงไม่กี่สิบตำลึง แต่เฉิงอิงเจินรู้ดีว่าชีวิตของบุตรอนุภรรยาในจวนป๋อนั้นไม่ง่ายเลย หากพวกเขารู้ว่าสูตรอาหารเกี่ยวข้องกับจวนป๋อ อาจจะหาเรื่องมายึดเอาไปได้ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องไม่เกี่ยวข้องกับบ้านเดิมของนางเด็ดขาด
ประการที่สอง นางไม่อาจบอกว่าสูตรพวกนี้เป็นความคิดของบุตรสาว อาหารเหล่านี้ชัดเจนว่าต้องเป็นยอดฝีมือทางอาหารเท่านั้นจึงจะคิดค้นได้ ลูกสาวของนางเพิ่งจะหกขวบ ผู้คนจะมองว่านางเป็นปีศาจ นางจะถูก... เฉิงอิงเจินไม่กล้าคิดต่อ
ทำไมถึงเรียกว่าซาวม่าย?
ปิงเหอก็ไม่รู้เหมือนกัน! คิกคิก ใครรู้ช่วยคอมเมนต์บอกทีนะจ๊ะ!
จุ๊บๆ รออยู่นะ!