- หน้าแรก
- ลูกสาวขุนนางปลายแถว ขอรับบทหัวหน้าครอบครัว
- บทที่ 5 พิธีอาบน้ำในวันที่สาม
บทที่ 5 พิธีอาบน้ำในวันที่สาม
บทที่ 5 พิธีอาบน้ำในวันที่สาม
บทที่ 5 พิธีอาบน้ำในวันที่สาม
"เจ้ายังเด็กนัก!" ซูเหยียนหลี่กลัดกลุ้มใจเรื่องที่ภรรยาจะต้องอยู่เดือน แต่ก็พยายามหาทางออก "เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้พ่อจะไปรับแม่นมตงกลับมาเอง"
ซูรั่วจิ่นเอ่ยเตือน "ท่านพ่อ มิใช่ว่าข้าเสียดายเงินเจ็ดตำลึงที่วางอยู่บนโต๊ะหรอกนะเจ้าคะ แต่เรื่องนี้... เจ้าของบ้านคนเก่าตั้งใจจะยึดแม่นมตงไว้ใช้งาน แม้ท่านพ่อไปเองพรุ่งนี้ นางก็ต้องหาข้ออ้างร้อยแปดมาขัดขวางไม่ให้ท่านพาคนกลับมาได้แน่"
ซูเหยียนหลี่ที่เป็นปัญญาชนโดยแท้ ย่อมไม่มีหนทางรับมือกับหญิงปากร้าย อารมณ์โกรธแล่นขึ้นจนขมับปวดตุบ
ซูรั่วจิ่นลอบถอนใจ หากไม่ใช่เพราะนางถ่ายทอดวิชาทำอาหารให้แม่นมตงไปบ้าง เจ้าของบ้านคนเก่าคงไม่อยากได้ตัวแม่นมตงไว้ใช้งาน ถึงขนาดยอมยกค่าเช่าที่ค้างชำระสามเดือนให้เพื่อแลกกับการรั้งตัวนางไว้หรอก
เฮ้อ ยุ่งเหยิงไปหมด!
จิตใจของซูเหยียนหลี่พะวงอยู่แต่กับภรรยาและลูกน้อย จนมองข้ามอาหารมื้อค่ำรสเลิศฝีมือลูกสาววัยหกขวบไป เขาวางตะเกียบลง ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวอย่างจนปัญญา "ก็ได้ ซูถง เจ้าไม่ต้องไปส่งข้าทำงานแล้ว คอยอยู่ดูแลอาจิ่นและทำตามที่นางสั่งก็พอ"
"ขอรับ!" ซูถงรีบเก็บโต๊ะอย่างกระตือรือร้น วันนี้หาเงินได้ตั้งแปดตำลึง ตอนนี้เขามองคุณหนูรองราวกับเทพธิดาตัวน้อยนำโชค ใบหน้าเปื้อนยิ้มจนปากแทบฉีกถึงรูหู พลางคิดในใจว่า หากพรุ่งนี้บังเอิญหาเงินได้อีกสักแปดตำลึง เขาจะไม่ได้รับเบี้ยหวัดเสียทีหรือ?
แค่คิดก็มีความสุขแล้ว
เมื่อมารดาต้องอยู่ไฟ และบิดาก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ในที่สุดซูรั่วจิ่นก็สมปรารถนา ได้เป็นผู้กุมอำนาจในบ้าน
เดิมทีเพราะครอบครัวขัดสน พิธีอาบน้ำรับขวัญวันที่สามตั้งใจจะจัดเงียบๆ ภายในครอบครัว แต่ตอนนี้พอมีเงินแล้ว อย่างน้อยก็ต้องบอกกล่าวเพื่อนบ้านสักหน่อย ถือเป็นเรื่องมงคล
วันรุ่งขึ้น เจ้าบ้านตัวน้อยวัยหกขวบพาซูถงไปซื้อไข่มาย้อมสีแดง แล้วเดินสายแจ้งข่าวดีกับเพื่อนบ้าน บอกทุกคนว่าพรุ่งนี้จะมีพิธีอาบน้ำรับขวัญน้องชาย เชิญชวนให้มาเยี่ยมเยียนที่บ้านอันต่ำต้อยของพวกเขา
พิธีอาบน้ำในวันที่สามของเด็กแรกเกิดในสมัยโบราณเป็นเรื่องใหญ่โตและพิถีพิถัน แต่ตระกูลซูเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงครึ่งปี ญาติพี่น้องก็น้อยนิด ซูรั่วจิ่นปรึกษากับยายเฒ่าหม่าผู้เป็นหมอตำแย แล้วตัดสินใจว่าจะจัดแบบเรียบง่ายที่สุด
ประการแรก ตระกูลซูไม่มีเงินมากพอจะจัดงานใหญ่โต ประการที่สอง ตอนนี้เป็นหน้าหนาว อากาศหนาวเหน็บ เพื่อสุขภาพของน้องชาย ซูรั่วจิ่นไม่อยากจัดงานเอิกเกริก แค่ทำให้ครบตามประเพณีก็พอ
แม้จะประหยัดสุดขีดแล้ว แต่ก็ยังต้องจ่ายไปเกือบสองตำลึง เล่นเอาซูรั่วจิ่นปวดใจไม่น้อย
วัตถุดิบสำหรับงานเลี้ยงซื้อมาครบแล้ว แต่ใครจะเป็นคนปรุงล่ะ? ซูรั่วจิ่นในตอนนี้เป็นเพียงเด็กหกขวบ ไร้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นมาทำอาหารเลี้ยงแขกเหรื่อไหว
ซูถงกังวลใจ "เราควรไปที่นายหน้าหาจ้างแม่ครัวมาทำอาหารดีหรือไม่ขอรับ?"
ซูรั่วจิ่นส่ายหน้า "ไม่จำเป็น"
"งั้นจะไหว้วานท่านป้าข้างบ้านมาช่วยดีไหมขอรับ?"
ซูรั่วจิ่นส่ายหน้าอีกครั้ง "ลำพังให้พวกเขามาเยี่ยมแม่กับน้องก็เกรงใจจะแย่แล้ว จะไปขอให้ช่วยทำอาหารอีกคงไม่ได้"
"แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะขอรับ?" เมื่อก่อนยามนายหญิงคลอดลูก แม่นมตงจะเป็นคนจัดการเรื่องอาหารการกินในงานเลี้ยง ตอนนี้แม่นมตงถูกยึดตัวไป ซูถงที่เป็นแค่เด็กหนุ่มก็จนปัญญา
ซูรั่วจิ่นยิ้มเจ้าเล่ห์ "ตามข้ามา"
จนกระทั่งเดินมาถึงบ้านเช่าหลังเก่า ซูถงถึงเพิ่งเข้าใจ "คุณหนูจะมาพาแม่นมตงกลับไปทำอาหารเลี้ยงแขกหรือขอรับ?"
"ถูกต้อง!"
"หา? เมื่อคืนก่อนคุณหนูเพิ่งบอกนายท่านว่ายายเฒ่าสวีเป็นนางยักษ์ขี้โมโห ไม่ยอมปล่อยคน แล้วทำไมวันนี้ถึงมาทวงคนล่ะขอรับ?"
ซูรั่วจิ่นทำท่าทางลึกลับ "นั่นเจ้าเข้าใจผิดแล้ว!" พ่อของนางเป็นถึงอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวง จะให้ลดตัวลงมาต่อปากต่อคำเรื่องเล็กน้อยกับหญิงแก่ได้อย่างไร? แต่นางไม่เหมือนกัน อีกอย่างที่นางมาทวงคน ก็เพราะรู้นิสัยยายเฒ่าสวีดีน่ะสิ
ดวงตาและคิ้วของเด็กน้อยดูมีชีวิตชีวา เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
ซูถง: ...ทำไมคุณหนูถึงดูเหมือนจิ้งจอกน้อยจอมเจ้าเล่ห์แบบนี้นะ?
เมื่อยายเฒ่าสวี อดีตเจ้าของบ้านเห็นซูรั่วจิ่น นางก็พองขนราวกับเม่นทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธ "กลับไปทางไหนก็ไปทางนั้นเลย..." พอเห็นว่าเป็นเด็กน้อยผิวพรรณขาวผ่องน่ารัก ยายเฒ่าสวีร่างท้วมจึงยั้งปากไว้ ไม่ได้ด่าทอหยาบคายออกมา
ซูรั่วจิ่นฉีกยิ้มกว้าง ดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ดูราวกับธิดาของเจ้าแม่กวนอิม "ท่านป้าเจ้าขา ท่านแม่ของข้าคลอดน้องชายแล้ว วันนี้เป็นวันอาบน้ำรับขวัญวันที่สาม เราต้องจัดงานเลี้ยง..."
"ไปๆๆ..." เป็นอย่างที่คาดไว้ พวกนี้จะมาตกแม่นมตงกลับไปทำอาหาร ยายเฒ่าสวีไม่มีทางยอมปล่อยคนหรอก
ซูรั่วจิ่นงัดไม้ตายออกมาทันที "ท่านแม่ฝากบอกว่า อยากจะสอนสูตรอาหารใหม่ให้แม่นมตงสักสองอย่างเจ้าค่ะ"
สูตรอาหารใหม่!
ยายเฒ่าสวีไม่ได้อ้วนท้วนสมบูรณ์โดยไร้สาเหตุ นางเป็นคนโปรดปรานของอร่อย พอได้ยินเรื่องสูตรอาหารใหม่ ดวงตาที่ถูกแก้มยุ้ยเบียดจนเหลือขีดเดียวก็กลอกไปมา ใบหน้าที่บึ้งตึงเมื่อครู่พลันเบ่งบานราวกับดอกไม้ "ตายจริง ฮูหยินซูได้ลูกชายอีกคนแล้วรึเนี่ย! ยินดีด้วย ยินดีด้วย! ก็แค่กลับไปทำอาหารเลี้ยงมื้อเที่ยงมื้อเดียว จะเป็นไรไป รีบไปเถอะ รีบไป"
แม่นมตงยืนตัวลีบอย่างระมัดระวังอยู่มุมห้อง พอได้ยินเจ้าของบ้านยอมใจอ่อน นางก็ดีใจจนรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน แล้ววิ่งมาหาคุณหนูตัวน้อย "คุณหนูรอง..." นางดีใจจนน้ำตาแทบไหล
ซูรั่วจิ่นยื่นมือเล็กๆ ไปจับมือนาง "แม่นม ไปกันเถอะ"
"เจ้าค่ะ"
คุณหนูมีวิธีจริงๆ ด้วย! พูดแค่ไม่กี่คำก็พาคนกลับมาได้แล้ว ซูถงเดินตามหลังไปอย่างมีความสุข
ยายเฒ่าสวีร่างอวบยืนอยู่ที่ประตูรั้ว มองตามแผ่นหลังของทั้งสามคนอยู่นานโดยไม่ขยับเขยื้อน
ซูเหยียนหลี่ไร้ญาติขาดมิตรในเมืองหลวง จึงมีเพียงเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันมาร่วมงาน ส่วนเฉิงอิงเจินแม้จะมีญาติ แต่ก็เป็นเพียงลูกสาวของลูกอนุฯ ที่เกิดจากลูกชายของอนุฯ อีกที จึงไร้ตัวตนในจวนท่านเอิร์ล ในแต่ละปี นางได้แต่หอบของขวัญเข้าทางประตูข้างเพื่อไปเยี่ยมมารดาที่เป็นอนุภรรยาก่อนวันปีใหม่เพียงไม่กี่วัน นอกนั้นแทบไม่ได้ติดต่อกัน ทำให้พวกเขาราวกับเด็กกำพร้าก็มิปาน
ซูรั่วจิ่นไม่สนใจเรื่องญาติพี่น้องน้อยนิด บิดารับรองแขกผู้ชายในโถงหลัก ส่วนนางพาแขกผู้หญิงเข้าไปเยี่ยมมารดาในห้องชั้นใน หลังจากเยี่ยมเยียนพอเป็นพิธี ก็เชิญพวกนางออกมานั่งจิบชาที่ห้องข้าง รอเวลาเริ่มงานเลี้ยงมื้อเที่ยง
เพื่อนร่วมงานของซูเหยียนหลี่มากันสามคน ทั้งหมดรุ่นราวคราวเดียวกับเขา เมื่อคืนก่อนตอนที่ซูเหยียนหลี่ไปขอยืมเงิน บางคนไม่อยู่บ้านจริงๆ ส่วนบางคนก็ให้ภรรยาออกมาปฏิเสธว่าไม่มีเงิน เดิมทีพวกเขากะจะหาข้ออ้างไม่มาในวันนี้ แต่ซูเหยียนหลี่บอกว่ามีงานเลี้ยงและคะยั้นคะยอให้มา
มีงานเลี้ยง? นั่นแปลว่ายืมเงินมาได้แล้วหรือ? พวกเขาต่างสอบถามกันเองและพบว่าไม่มีใครให้ยืม หรือจะเป็นใต้เท้าฟ่านอีกแล้ว?
มีคนสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่ซูเหยียนหลี่ขอยืมเงินจากใต้เท้าฟ่าน เขาจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งหลังจากนั้นไม่นาน
หากคนแซ่ซูได้เลื่อนตำแหน่งอีกครั้ง ก็จะได้เป็นหัวหน้าเสมียนระดับเจ็ดแห่งสำนักศึกษาหลวง ตำแหน่งนี้มีหน้าที่ดูแลกิจการทั่วไปของสำนักศึกษา ใครบ้างที่ทำงานในนั้นจะไม่หมายปอง
วันนี้พวกเขาไม่ได้มาเพื่อไว้หน้าซูเหยียนหลี่ แต่มาเพื่อสืบข่าวคราวต่างหาก ชายคนนี้มีความรู้ดีใช้ได้ แต่เรื่องการงานทั่วไป... พวกเขายังไม่เห็นความสามารถที่แท้จริงเลย!
ทำไมใต้เท้าฟ่านถึงให้เขายืมเงิน และทำไมถึงเลื่อนตำแหน่งให้เขา? ความสัมพันธ์ของพวกเขามันยังไงกันแน่?
เพื่อนร่วมงานที่ทำงานกับซูเหยียนหลี่มาเจ็ดแปดปีล้วนขบคิดไม่แตก
ในขณะที่เพื่อนร่วมงานทั้งสามกำลังสาละวนกับการสอดแนม ภรรยาของพวกเขาก็ไม่ได้อยู่เฉยเช่นกัน เฉิงอิงเจินร่างกายอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง พวกนางจึงตามติดซูรั่วจิ่นแจ ขณะนั่งจิบชาในห้องข้างก็ซักไซ้ไล่เลียงทีละคำถาม ทำให้บรรยากาศดูครึกครื้นไม่น้อย
ภายนอก ซูรั่วจิ่นเป็นเพียงเด็กหญิงวัยหกขวบที่ทำตัวไร้เดียงสา แกล้งโง่ แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ในความเป็นจริง บิดาของนางไม่ได้ยืมเงินจากใต้เท้าฟ่านจริงๆ ซึ่งหมายความว่าเขาจะยังไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในเร็วๆ นี้
ขุนนางระดับแปดกับระดับเจ็ดอาจดูห่างกันแค่ขั้นเดียว แต่ในความเป็นจริงมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในทางทฤษฎี เสมียนที่ต่ำกว่าระดับเก้าไม่นับเป็นขุนนางในทำเนียบ แต่ในทางปฏิบัติ ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ต่ำกว่าระดับแปดก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ ระดับแปดและระดับเจ็ดจึงถือเป็นจุดแบ่งแยกที่สำคัญจุดแรกในเส้นทางขุนนาง