เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 เงินแปดตำลึง

บทที่ 4 เงินแปดตำลึง

บทที่ 4 เงินแปดตำลึง


บทที่ 4 เงินแปดตำลึง

ซูรั่วจิ่นเตรียมอาหารเย็นเสร็จได้พักหนึ่งแล้ว แต่เพราะซูเหยียนลี่กับซูถงยังไม่กลับมา นางจึงวางอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วบนตะแกรงนึ่งเพื่อให้มันยังคงความร้อนไว้

คุณชายน้อยซูจ้องมองประตูรั้วอย่างร้อนรน "พี่หญิง เมื่อไหร่ท่านพ่อจะกลับมา?" ท้องน้อยๆ ของเขาร้องโครกครากมาพักใหญ่แล้ว

คุณชายใหญ่ซูก็ยืนกังวลอยู่ที่หน้าประตูครัว มองออกไปในความมืดมิดของราตรียามค่ำคืน พลางหดคอหนีความหนาวเมื่อได้ยินเสียงลมเหนือหวีดหวิว "ดึกป่านนี้ยังไม่กลับ ท่านพ่อคงยืมเงินไม่ได้แน่ๆ"

ซูรั่วจิ่นคิ้วกระตุก หากท่านพ่อยืมเงินได้ เขาจะได้เลื่อนขั้นอีกระดับเหมือนคราวก่อนหรือไม่? นั่นหมายถึงขุนนางขั้นเจ็ด หากไปประจำที่ว่าการอำเภอ ก็จะมีศักดิ์เทียบเท่าเจ้าเมืองเลยทีเดียว คงไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตำลึงแน่

ลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความมืดมิดและความหนาวเหน็บ ลางสังหรณ์น่าหวาดหวั่นบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ซูรั่วจิ่นอดไม่ได้ที่จะห่อไหล่และก้าวเดินออกไปในความมืด ขณะที่กำลังจะเขย่งปลายเท้าชะเง้อมองไปทางปากตรอก ก็มีเสียงเรียกดังขึ้น "คุณหนูรอง..."

เป็นเสียงของท่านอาซูถง อาศัยแสงไฟที่ลอดออกมาจากบ้านเพื่อนบ้าน ซูรั่วจิ่นมองเห็นท่านพ่อยืนอยู่ข้างอาซูถง นางดีใจจนเนื้อเต้น โบกไม้โบกมือให้ซูเหยียนลี่ "ท่านพ่อ... ท่านพ่อ..."

คุณชายใหญ่ซูก็วิ่งออกมาจากในลานบ้านเช่นกัน "ท่านพ่อ!"

ขาสั้นๆ ของคุณชายน้อยซูไม่อาจต้านทานลมเหนือที่พัดกรรโชกได้ เขาจึงตะโกนเรียกอย่างร้อนใจ "ท่านพ่อ... ท่านพ่อ... ข้าด้วย!"

หลังจากล้มเหลวในการขอยืมเงิน ซูเหยียนลี่รู้สึกเหมือนตกลงไปในหลุมน้ำแข็ง หนาวเหน็บไปถึงกระดูก เขาเดินโซซัดโซเซไปตามถนนอย่างเลื่อนลอย ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างเร่งรีบ ไม่มีใครเหลือบแลเขาแม้แต่หางตา อย่าว่าแต่จะรู้เลยว่าเขาไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่าทำคลอดให้ภรรยา

หากใครรู้ว่าลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างเขาเลี้ยงดูภรรยาและลูกไม่ได้ ศักดิ์ศรีของเขา... ซูเหยียนลี่เดินลากขาไปเหมือนศพเดินได้ หากบ่าวรับใช้ซูถงไม่มาพบเข้า เขาคงไม่รู้ว่าตัวเองจะเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหน

เสียงตะโกนของเด็กๆ ปลุกซูเหยียนลี่ที่กำลังจมดิ่งในความสิ้นหวังให้ได้สติ เขาเอื้อมมือไปรับลูกสาวที่วิ่งถลาเข้ามาหา "อา... จิ่น..." เขาอุ้มนางขึ้นแล้วห่อตัวนางไว้ในเสื้อคลุมของตน "ออกมาทำไม อากาศหนาวขนาดนี้?"

เขารีบจ้ำอ้าวเข้าประตูรั้ว โดยมีคุณชายใหญ่ซูเดินตามหลัง

ซูถงเดินตามเข้ามาแล้วปิดประตูลงกลอน

ซูเหยียนลี่มองไปทางระเบียง "แม่หมอ..." เขาไม่กล้าถามว่าหมอตำแยกลับไปแล้วหรือยังรอเงินค่าจ้างอยู่

ท่านอาซูถงไม่ได้บอกท่านพ่อหรือ? ซูรั่วจิ่นหันไปมองซูถง

ใบหน้าของซูถงแข็งทื่อเพราะความหนาว เขาถูมือแล้วเป่าลมร้อนใส่ "ก็นายท่านเดินเซไปเซมา ข้านึกว่าใต้เท้าฟ่านชวนไปดื่มเหล้าจนเมามายมาเสียอีก!"

ซูเหยียนลี่:... เขาไม่ได้เหยียบเข้าไปในบ้านใต้เท้าฟ่านด้วยซ้ำ จากนั้นเขาก็ไปหาเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ แต่พบว่าบ้างก็ไม่อยู่ บ้างก็ขัดสนเงินทองเหมือนกัน เขาไม่ได้เงินมาสักอีแปะเดียว ด้วยความหดหู่และไม่รู้จะสู้หน้าลูกเมียอย่างไร เขาจะไปเมาที่ไหนได้?

"ถ้างั้นนายท่าน ที่ท่านเดินแบบนั้น..."

ซูเหยียนลี่ถลึงตาใส่บ่าวรับใช้แล้ววางลูกสาวลง "แม่กับน้องเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?" เมื่อไม่เห็นแม่เฒ่าหม่าที่เป็นหมอตำแย เขาจึงอนุมานเอาว่านางคงยังไม่รีบเอาเงินในตอนนี้

"ท่านพ่อ น้องเล็กกินอิ่มแล้วหลับไปแล้ว ท่านแม่เองก็ได้กินน้ำแกงข้าวหวานไปชามหนึ่ง ตอนนี้หลับอยู่ พวกเรา..." ซูรั่วจิ่นยังพูดไม่ทันจบ คุณชายน้อยซูก็ร้องแทรกขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ไหว "ท่านพ่อ กิน... กิน..."

พูดพลางผลักม่านเดินมุดเข้าไปในครัว

เมื่อม่านถูกเลิกขึ้น กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยอบอวลออกมา ซูเหยียนลี่สูดจมูกฟุดฟิด แล้วถามอย่างฉงนใจ "อาจิ่น เจ้าเอาเนื้อสำหรับพิธีอาบน้ำวันที่สามมาทำอาหารรึ?"

ซูรั่วจิ่นพยักหน้า "เจ้าค่ะ ท่านพ่อ"

"เจ้า..." ความโกรธของซูเหยียนลี่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที แต่ยังคงรักษาระดับเสียงให้เบา "ทำไมเจ้าถึงทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังแบบนี้? เอาเนื้อสำหรับพิธีอาบน้ำวันที่สามมาใช้ได้ยังไง..." เขาเดินงุ่นง่านไปมาด้วยความโมโห "ทีนี้จะทำยังไงกันดี..."

คืนนี้เขาขอยืมเงินไม่ได้สักแดงเดียว แล้วลูกยังเอาเนื้อสำหรับพิธีอาบน้ำวันที่สามมาทำกินเสียอีก มะรืนนี้จะเอาอะไรทำพิธี?

ซูรั่วจิ่นเม้มริมฝีปากเล็กๆ มองเขาด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น

"ยังจะยิ้มอีก?" ซูเหยียนลี่ถลึงตาใส่ลูกสาว "เชื่อไหมพ่อจะตีเจ้า?"

ทุกครั้งที่นายท่านโกรธเด็กๆ ก็มักจะขู่ว่าจะตี แต่ไม่เคยลงมือจริงๆ สักครั้ง ซูถงเองก็ฉีกยิ้มกว้างเช่นกัน

ทำไมทั้งคู่ถึงยิ้ม? ขณะที่ซูเหยียนลี่กำลังจะเริ่มเทศนายาวเหยียดเพื่อสั่งสอนลูกสาวและบ่าวรับใช้ ซูรั่วจิ่นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป "ท่านอาซูถง รีบบอกท่านพ่อเร็วเข้าว่าภาพวาดบนหินสองก้อนนั้นขายได้เท่าไหร่"

ซูเหยียนลี่: "..." เขาจ้องมองบ่าวรับใช้ซูถงเขม็ง

ซูถงยิ้มตอบ "นายท่าน ขายได้ตั้งแปดตำลึงเงินขอรับ"

"มีคนซื้อด้วยรึ?" ซูเหยียนลี่ไม่อยากจะเชื่อ เขารีบถาม "ใครซื้อ? ซื้อไปทำไม?"

ซูถงกำลังจะอ้าปากตอบ แต่ซูรั่วจิ่นขัดขึ้นเสียก่อน "ท่านพ่อ ข้างนอกหนาว เข้าไปคุยกันในครัวระหว่างกินข้าวเถอะเจ้าค่ะ"

มีเงินจริงๆ งั้นรึ? แม้ลูกสาวและบ่าวรับใช้จะเล่าที่มาที่ไปของเงินให้ฟังอย่างละเอียดแล้ว ซูเหยียนลี่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ "แปดตำลึง... เกือบเท่าเงินเดือนข้าทั้งเดือนเลยนะ"

ซูถงถือชามข้าว พลางตักอาหารเข้าปากทุกครั้งที่มีโอกาส "ถ้าไม่ได้ความคิดของคุณหนูรอง พวกเราคงไม่ได้เงินแปดตำลึงนี้มาหรอกขอรับ"

แม้จะมีชามข้าววางอยู่ตรงหน้า พูนไปด้วยหมูสามชั้นและเต้าหู้น้ำแดงที่ลูกสาวตักให้ ซูเหยียนลี่กลับไม่มีกะจิตกะใจจะกิน เขาซักไซ้ต่อ "ตกลงมันยังไงกันแน่?"

เมื่อเห็นนายท่านไม่ยอมแตะข้าวเพราะยังคงไม่ปักใจเชื่อ ซูถงจำต้องวางชามข้าวลงและเล่ากระบวนการหาเงินทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ

ก่อนหน้านี้ นายท่านมีลูกสามคน ชายสอง หญิงหนึ่ง ลูกชายคนโตแปดขวบ คนรองสามขวบ คนโตเข้าเรียนแล้ว นิสัยเรียบร้อย ไม่ซุกซน และพูดน้อย ส่วนคนรองเพิ่งหัดพูดหัดเดิน จึงยังไม่มีอะไรให้น่าพูดถึงมากนัก

แต่ลูกสาว หรือคุณหนูรองนั้น ผิดแผกจากพี่น้องชายทั้งสองอย่างสิ้นเชิง นางอยากเรียนหนังสือตำราเดียวกับพี่ชายใหญ่ และชอบตั้งคำถามราวกับผู้ใหญ่ ทุกวันที่ซูถงกลับมา นางจะคอยซักถามทุกเรื่องจนได้ข้อมูลมากมายก่ายกอง

ครึ่งเดือนก่อน หลังจากไปส่งนายท่านที่สถาบันกั๋วจื่อเจี้ยนแล้ว เขาไปเดินตลาดซื้อของใช้จำเป็น การเดินถนนย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมองดูผู้คนและพูดคุยสัพเพเหระ ในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง เขาพบบิดบ้านคนหนึ่งกำลังตามหาภาพวาด

พ่อบ้านคนนั้นค้นหาทั่วร้านหนังสืออยู่นานก็ไม่พบภาพที่ต้องการ ได้แต่บ่นพึมพำ แม้ซูเหยียนลี่จะเป็นบัณฑิตจากสถาบันกั๋วจื่อเจี้ยนที่มีฝีมือการเขียนพู่กันและวาดภาพยอดเยี่ยม แต่นี่คือเมืองหลวง อย่าว่าแต่ของสะสมโบราณเลย แม้แต่ยอดฝีมือในยุคปัจจุบันก็มีมากมายนับไม่ถ้วน

ตอนนั้นซูถงไม่ได้คิดอะไรมาก พอกลับมาโดนซูรั่วจิ่นซักไซ้ เขาจึงเล่าให้ฟังผ่านๆ นึกไม่ถึงว่าคุณหนูรองตาลุกวาว และวางแผนให้เขาไปดักรอเจอพ่อบ้านคนนั้นอีกครั้ง

อาจเป็นลิขิตสวรรค์ ไม่กี่วันต่อมา เขาก็ได้เจอกับพ่อบ้านคนนั้นจริงๆ เขาเล่าไอเดียของคุณหนูรองให้ฟัง พ่อบ้านรู้สึกว่าการวาดภาพบนก้อนหินเป็นเรื่องแปลกใหม่น่าสนใจ

ดังนั้น ซูรั่วจิ่นจึงเอาก้อนหินที่นางเก็บได้ตอนออกไปวิ่งเล่นมาให้ท่านพ่อวาดภาพใส่ ในฐานะบัณฑิตจิ้นซื่อและบัณฑิตสถาบันกั๋วจื่อเจี้ยน ฝีมือการวาดภาพของย่อมเป็นเลิศโดยธรรมชาติ ภาพเหล่านั้นเตะตาพ่อบ้านเข้าอย่างจัง และพวกเขาก็ได้รับเงินแปดตำลึง

เรื่องราวมันเป็นแบบนี้นี่เอง

ซูเหยียนลี่มองก้อนเงินแวววาวที่วางอยู่บนโต๊ะ สองก้อนรวมกันหนักกว่าเจ็ดตำลึง เขาตื้นตันใจจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ซูถงเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ พลางพูดว่า "ต่อจากนี้ไป ข้าจะหมั่นไปเดินตลาด ถ้าได้ข่าวอะไรมา ข้าจะรีบมารายงานคุณหนูรอง นางจะได้หาทางทำเงินได้อีก"

ซูรั่วจิ่นเบะปาก "เรื่องฟลุ๊คแบบนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ขืนหวังพึ่งทางนี้รวย มีหวังได้อดตายกันพอดี"

ซูถง:... ทำไมต้องมาดับฝันกันด้วย? ชายหนุ่มวัยยี่สิบปลายๆ ทำหน้ามุ่ยอย่างน้อยใจ

ซูรั่วจิ่นยิ้มกว้างแล้วหันไปพูดกับบิดา "ท่านพ่อ ท่านแม่กำลังอยู่ไฟ ส่วนท่านก็มีราชการต้องทำ เรื่องในบ้านปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้ากับท่านอาซูถงเถอะเจ้าค่ะ"

จบบทที่ บทที่ 4 เงินแปดตำลึง

คัดลอกลิงก์แล้ว