- หน้าแรก
- ลูกสาวขุนนางปลายแถว ขอรับบทหัวหน้าครอบครัว
- บทที่ 3 อาหารมื้อค่ำ
บทที่ 3 อาหารมื้อค่ำ
บทที่ 3 อาหารมื้อค่ำ
บทที่ 3 อาหารมื้อค่ำ
เมื่อซูทงยกโจ๊กและน้ำเชื่อมเข้ามา ซูรั่วจิ่นซึ่งตัวเล็กและเรี่ยวแรงน้อยไม่สามารถพยุงมารดาขึ้นมาได้ นางจึงตะโกนเรียกให้ลุงซูทงเข้ามาช่วย แต่มารดากลับปฏิเสธและบอกว่าไม่เป็นไร "รอพ่อเจ้ากลับมาก่อนค่อยกินเถอะ"
"แต่ถ้าท่านแม่ไม่กิน แล้วจะมีน้ำนมให้น้องเล็กกินได้อย่างไรเจ้าคะ?"
เฉิงอิงเจินยังคงไม่ยอม นางบอกให้บุตรสาวอุ้มลูกชายคนเล็กมาวางไว้ในอ้อมอก "ให้เขากินก่อนเถิด"
ไม่รู้ว่าจะมีน้ำนมหรือไม่ ซูรั่วจิ่นทำได้เพียงอุ้มน้องชายตัวน้อยวางลงในอ้อมอกมารดาเพื่อให้เขาเริ่มดูดกิน
ซูทงยืนกระวนกระวายอยู่ด้านนอก สายตาจับจ้องไปที่ประตูรั้วและเรือนพัก ลมเหนือพัดกรรโชก ท้องฟ้ามืดครึ้มลงเรื่อยๆ ราวกับหิมะกำลังจะตก เขาอดไม่ได้ที่จะตะโกนบอกว่า "คุณหนูรอง ข้าจะออกไปรับนายท่านนะขอรับ"
ซูรั่วจิ่นรีบเลิกม่านหนาหนักเดินออกมา แหงนหน้ามองท้องฟ้า อากาศหนาวเหน็บ มืดมิด และดูวังเวง "ตกลงเจ้าค่ะ ท่านลุงซูทงระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ"
ซูทงหยิบหมวกสักหลาด เดินไปที่เพิงพักเพื่อจูงล่อออกมาแล้วขี่ออกไปรับซูเหยียนลี่ เพียงชั่วพริบตา เขาก็หายไปจากครรลองสายตาของพี่น้องตระกูลซู
หากรู้ว่าภาพวาดบนหินขายได้เงิน นางคงไม่ปล่อยให้ท่านพ่อออกไปข้างนอกแน่
มีเงินก็ไม่อาจซื้อยาแก้เสียใจภายหลังได้ ซูรั่วจิ่นได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินกลับเข้าไปในเรือนพัก น้องชายตัวน้อยส่งเสียงอู้อี้ขณะกินนม คาดว่าคงพอดูดน้ำนมออกมาได้บ้าง นางเงยหน้ามองมารดาผู้ให้กำเนิดบุตรถึงสี่คนในเวลาแปดปี ใบหน้าของนางดูซีดเซียวและเหนื่อยล้า ราวกับแก่ลงไปหลายปีในวันเดียว
ซูรั่วจิ่นรู้สึกปวดใจ "ท่านแม่ รอเดี๋ยวนะเจ้าคะ"
ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ นางหันหลังเดินออกจากเรือนพักไปที่โต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอน หยิบก้านข้าวสาลีออกมาจากแจกันลายดอกเหมย นี่คือก้านข้าวสาลีแห้งกำหนึ่งที่นางเก็บมาระหว่างไปเที่ยวชนบทเมื่อช่วงกลางฤดูร้อน นำกลับมาปักแจกันตกแต่งห้อง นางหากรรไกรเล็กๆ มาตัดหัวตัดท้าย กลายเป็นหลอดดูดรักษ์โลก จากนั้นรีบนำไปล้างน้ำในครัว แล้ววิ่งกลับเข้ามาในเรือนพัก
"ท่านแม่ รอน้องเล็กกินอิ่มแล้ว ท่านใช้สิ่งนี้ดูดโจ๊กกับน้ำเชื่อมกินนะเจ้าคะ"
บุตรสาวของนางมักมีความคิดแปลกประหลาดอยู่เสมอ เฉิงอิงเจินชินเสียแล้ว เพียงแต่นางอ่อนเพลียจากการคลอดบุตรจนไม่มีเรี่ยวแรง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายรอยยิ้มแห่งความชื่นชม
แม้แต่แรงจะยิ้มยังแทบไม่มี การคลอดครั้งนี้บั่นทอนพลังชีวิตของนางไปมากทีเดียว ซูรั่วจิ่นปวดใจยิ่งนัก ระหว่างรอน้องชายกินนม นางก็นึกถึงเมนูบำรุงร่างกายสารพัดอย่าง ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้นางยังกังวลว่าที่บ้านเหลือข้าวสารกรอกหม้อเพียงสองวัน แต่ตอนนี้... ด้วยเงินเจ็ดตำลึง นางสามารถทำให้การอยู่ไฟของท่านแม่สมบูรณ์พูนสุขได้อย่างแน่นอน นางมุ่งมั่นที่จะขุนท่านแม่ให้กลับมาอวบอิ่มสุขภาพดีดังเดิมให้จงได้
ด้านนอกลมหนาวพัดกรรโชก แต่ภายในเรือนมีเตาผิงให้ความอบอุ่น ในที่สุดน้องชายตัวน้อยก็กินอิ่มและหลับปุ๋ยไปในอ้อมอกมารดา
ซูรั่วจิ่นจัดท่าทางให้มารดาหันศีรษะมา จ่อหลอดก้านข้าวสาลีที่ริมฝีปาก ช่วยป้อนโจ๊กและน้ำเชื่อมให้มารดา
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฉิงอิงเจินที่ท้องอิ่มก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
ซูรั่วจิ่นห่มผ้าให้สองแม่ลูก จัดเก็บข้าวของ ยกชามเปล่าออกมาจากเรือนพัก แล้วตรงไปยังห้องครัว
การทำคลอดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แถมยังมีเงินอยู่ในมือ ซูรั่วจิ่นจึงมีอารมณ์ทำอาหารมื้อค่ำเสียที นางตัดสินใจนำผักและเนื้อสัตว์ที่เดิมทีเก็บไว้กินพรุ่งนี้ออกมาทำกินให้หมด ทุกคนเหนื่อยมาทั้งวัน อีกทั้งในฤดูหนาว การกินให้อิ่มหนำจะช่วยต้านทานความหนาวเย็นได้
ซูต้าหลาง หรือซูอันจือ เห็นน้องสาวลากเก้าอี้ตัวเล็กมาปีนเปิดตู้กับข้าวเพื่อหยิบเนื้อและผักที่เก็บไว้ ดวงตาของเขาพลันเป็นประกาย "อาจิ่น คืนนี้พวกเราจะมีเนื้อกินหรือ?"
ซูรั่วจิ่นหยิบเนื้อสามชั้นชิ้นเล็กและกระดูกท่อนใหญ่สำหรับต้มน้ำแกงออกมา "พวกเราจะกินเนื้อสามชั้นผัด ส่วนกระดูกจะต้มซุปบำรุงท่านแม่"
ซูซานหลาง หรือซูกานจือ วัยสามขวบกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจเมื่อได้ยินว่ามีเนื้อ "เนื้อ! เนื้อชิ้นโตๆ!" หากห้องครัวไม่คับแคบเกินไป เขาคงตีลังกาโชว์ไปแล้ว
ซูต้าหลางโตกว่าและเป็นบุตรชายคนโต นอกจากความดีใจแล้ว เขายังมีความกังวล "แล้วพรุ่งนี้เราจะกินอะไรกันล่ะ?"
ซูรั่วจิ่นเดินไปกลับสามรอบกว่าจะขนวัตถุดิบออกมาจากตู้ได้หมด เมื่อเห็นพี่ชายขมวดคิ้วมุ่น นางก็ยิ้มพลางกล่าวว่า "ภาพวาดบนหินที่ข้าให้ท่านพ่อวาดเมื่อวันก่อน ขายได้เงินตั้งเจ็ดตำลึงเชียวนะ!"
เมื่อครู่ซูต้าหลางมัวแต่ก่อไฟในครัว แม้จะได้ยินเสียงซูทงกลับมา แต่ไม่เห็นตอนที่หยิบถุงเงินออกมานับ จึงยังไม่รู้เรื่องที่ภาพวาดบนหินของน้องสาวขายได้เงิน
พอได้ยินว่าภาพวาดบนหินแลกเป็นเงินได้ เขาก็ทั้งประหลาดใจและดีใจ "จริงหรือ?" ซูต้าหลางแทบไม่อยากเชื่อ
"จริงสิเจ้าคะ" ซูรั่วจิ่นสั่งการอย่างอารมณ์ดี "พี่ใหญ่ ตักน้ำร้อนจากเตาใหญ่ใส่กะละมังไม้เร็วเข้า ข้าจะล้างผักล้างเนื้อ เตรียมทำมื้อใหญ่!"
จิตใจของซูต้าหลางแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคิดถึงภาพวาดบนหิน อีกฝั่งคิดถึงเนื้อสามชั้นมันย่อง มือไม้ขยับเร็วกว่าสมอง รู้ตัวอีกทีก็ผสมน้ำในกะละมังเสร็จเรียบร้อยด้วยความมึนงง
สองพี่น้องช่วยกัน คนหนึ่งล้าง คนหนึ่งเปลี่ยนน้ำ จนกระทั่งผักและเนื้อสะอาดเอี่ยมอ่อง
ซูรั่วจิ่นยืนบนเก้าอี้ตัวเล็กหน้าเตาไฟ เจียวมันหมูเพื่อเอาน้ำมันออกมา นางตักน้ำมันส่วนเกินเก็บไว้ใส่ถ้วย ไฟในเตาของซูต้าหลางลุกโชน น้ำมันร้อนฉ่า กลิ่นกากหมูกรอบหอมฟุ้งตลบอบอวล ทำให้ซูซานหลางต้องกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
ซูรั่วจิ่นใช้ตะเกียบคีบกากหมูขึ้นมาป้อนให้เขา "เอ้า ระวังร้อนนะ" นางเป่าอยู่หลายทีก่อนจะส่งเข้าปากซูซานหลาง
เจ้าตัวเล็กเคี้ยวเสียงดังกรุบกรับ ทำเอาซูรั่วจิ่นที่มีวิญญาณเป็นผู้ใหญ่แทบจะทนไม่ไหว นางรีบเทเนื้อสับลงไปผัดจนเนื้อสามชั้นเปลี่ยนสี จากนั้นใส่ต้นกระเทียมและหัวไชเท้าฝานบางลงไปผัดร่วมกัน
เนื้อสีแดง ต้นกระเทียมสีเขียว หัวไชเท้าสีขาว สามสีตัดกันฉูดฉาด กลิ่นหอมของเนื้อลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัวเล็กๆ เรียกน้ำย่อยจนท้องร้องโครกครากด้วยความหิวโหย
"พี่รอง... พี่รอง..." ซูซานหลางเกาะแขนเสื้อซูรั่วจิ่น สายตาเว้าวอนขอกิน
ซูรั่วจิ่นใจอ่อนกับสายตาของเจ้าเด็กแสบ นางรีบตักหมูสามชั้นผัดขึ้นมา คีบคำโตเป่าให้หายร้อนสามครั้งแล้วป้อนใส่ปากซูซานหลาง "ฝีมือพี่รองอร่อยไหม?"
ปากน้อยๆ ของซูซานหลางเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่มีเวลาตอบคำถามพี่สาววัยหกขวบ
ซูรั่วจิ่นไม่ได้อายุหกขวบจริงๆ จึงไม่ถือสา นางคีบอีกคำโตส่งให้ซูต้าหลางที่กำลังก่อไฟ "พี่ใหญ่—" นางส่งสัญญาณให้เขาลุกขึ้นและยื่นหน้ามา เพราะนางยืนอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก จึงไม่กล้าขยับตัวมากกลัวจะตกลงไป
ซูต้าหลางลุกขึ้นแต่ไม่ยอมยื่นหน้าเข้ามา เขาพูดอย่างขัดเขินว่า "ข้าโตแล้ว รอท่านพ่อกับคนอื่นๆ กลับมากินพร้อมกันดีกว่าไหม?" เด็กชายวัยแปดขวบอยากกินใจจะขาด แต่ก็รู้สึกว่าการกินก่อนบิดากลับมาและก่อนอาหารขึ้นโต๊ะเป็นเรื่องไม่สมควร เขาจึงรู้สึกขัดแย้งในใจอย่างยิ่ง
ปีแล้วปีเล่า ซูเหยียนลี่และภรรยามีลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่รายได้กลับเท่าเดิม ค่ากิน ค่าอยู่ ของใช้ประจำวัน ภาษีสังคม เจ็บไข้ได้ป่วย มีเรื่องไหนบ้างที่ไม่ต้องใช้เงิน? ชีวิตของตระกูลซูเต็มไปด้วยความกังวลและความยากลำบาก นานทีปีหนถึงจะได้กินเนื้อสักมื้อ
หากไม่ใช่เพราะซื้อเนื้อและผักมาเตรียมให้มารดาอยู่ไฟ คืนนี้เด็กกำลังโตสองคนนี้คงต้องทนหิวจริงๆ
ซูรั่วจิ่นจำต้องโน้มตัวไปข้างหน้า ยัดเยียดเนื้อและผักคำโตเข้าปากซูต้าหลาง "กินเถอะ เดี๋ยวข้าจะทำเต้าหู้น้ำแดงกับผัดผักกาดขาว แล้วก็ต้มซุปกระดูกกับเต้าหู้หม้อใหญ่ไว้ให้ท่านแม่ อาหารเสร็จพอดีท่านพ่อคงกลับมาทันกิน"
ทันทีที่หมูสามชั้นที่มีทั้งเนื้อแดงและมันแทรกเข้าปาก สัมผัสนุ่มละมุนลิ้นรสชาติกลมกล่อม ซูต้าหลางไม่รู้ตัวเลยว่าในขณะนี้เขามีท่าทางมีความสุขราวกับแมวลายตัวน้อยๆ
แค่ได้กินเนื้อคำเดียว เด็กชายสองคนก็พอใจถึงเพียงนี้ ซูรั่วจิ่นรู้สึกทั้งดีใจและหดหู่ใจ นางใส่เต้าหู้ที่หั่นแล้วลงไปทอดในน้ำมันร้อนๆ อย่างคล่องแคล่ว เสียงฉ่าดังขึ้นพร้อมไอร้อนที่พวยพุ่ง ห่อหุ้มเด็กทั้งสามคนในห้องครัวไว้ด้วยความอบอุ่น
หากมีพริกสักหน่อย นางคงทำเต้าหู้ทรงเครื่องรสเด็ดได้ รสชาตินั้นคงวิเศษสุดๆ น่าเสียดายที่ราชวงศ์ต้าอินยังไม่มีพริก ทำให้พลาดของอร่อยไปตั้งมากมาย!