- หน้าแรก
- ลูกสาวขุนนางปลายแถว ขอรับบทหัวหน้าครอบครัว
- บทที่ 2 ท่านพ่อท่านแม่
บทที่ 2 ท่านพ่อท่านแม่
บทที่ 2 ท่านพ่อท่านแม่
บทที่ 2 ท่านพ่อท่านแม่
เมื่อเห็นแม่เฒ่าหม่า ซูถงก็รีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ขอบคุณแม่เฒ่าหม่า ลำบากท่านแย่เลย"
แม่เฒ่าหม่าฉีกยิ้มตามมารยาท นางอ้าปากทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็รู้สึกลำบากใจจึงชะงักไว้
ซูรั่วจินรีบกระตุกแขนเสื้อซูถงเบาๆ
ซูถงจึงก้มตัวลงเอาหูไปใกล้ๆ นาง
"ลุงซูถง ค่าทำคลอดครึ่งตำลึง กับเงินมงคลอีกยี่สิบอีแปะเจ้าค่ะ"
"อ้อ จริงด้วย" ซูถงรีบล้วงเศษเงินก้อนเล็กออกมาจากถุงเงินที่เอว "นี่เป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาของท่าน ผู้เฒ่ารับไว้เถิด"
เดิมทีแม่เฒ่าหม่าคิดว่าวันนี้คงทำงานเหนื่อยเปล่าเสียแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้กลับไปมือเปล่า นางคิดในใจว่าต่อให้ขุนนางจะยศต่ำต้อยเพียงใดก็ยังได้ชื่อว่าเป็นขุนนาง จะมาติดค้างเงินทองชาวบ้านตาดำๆ ได้อย่างไร นางจึงจากไปอย่างเบิกบานใจ
ซูถงหันไปปิดประตูรั้ว "นายท่านล่ะขอรับ?"
"ท่านพ่อออกไปข้างนอกเจ้าค่ะ"
"เอ๊ะ? ฮูหยินเพิ่งคลอดไม่ใช่หรือ? ทำไมนายท่านถึงออกไปข้างนอกล่ะ?" ซูถงถามด้วยความงุนงง
ซูรั่วจินตอบอย่างจนใจ "ก็ออกไปยืมเงินน่ะสิเจ้าคะ"
การใช้ชีวิตในเมืองหลวงนั้นค่าครองชีพสูงลิ่ว เบี้ยหวัดของนายท่านไม่พอจุนเจือค่าใช้จ่ายในบ้าน ซูถงเองก็ไม่ได้รับเงินเดือนมาปีกว่าแล้ว เขาทำท่าจะถอนหายใจ แต่มือไปสัมผัสโดนถุงเงินที่เอวเข้าเสียก่อน ใบหน้าจึงเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างทันที "คุณหนูรอง ทายสิขอรับว่าขายได้เท่าไหร่?"
ซูรั่วจินส่ายหน้า นางเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
นางมาอยู่ที่ราชวงศ์ต้าอินได้หกปีแล้ว แม้ว่าจะพกความทรงจำและทักษะจากอีกพันปีข้างหน้าติดตัวมาด้วย แต่นางก็ไม่สามารถโพล่งเรื่องช่องทางทำมาหากินตั้งแต่ออกจากท้องแม่ได้ ขืนทำแบบนั้นมีหวังโดนจับเผาทั้งเป็นในข้อหาเป็นปีศาจพอดี
ซูรั่วจินจึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ เริ่มจากฝึกพูดอ้อแอ้ หัดเดินเตาะแตะ พออายุครบสามขวบ ท่านพ่อก็เริ่มสอนหนังสือให้พี่ชายวัยห้าขวบของนาง นางจึงลากตั่งตัวเล็กไปนั่งข้างๆ คอยแอบฟังและเรียนรู้เงียบๆ
ครอบครัวนี้มีเพียงบ่าวรับใช้ชายหนุ่มหนึ่งคนและหญิงรับใช้ทำงานปัดกวาดเช็ดถูอีกหนึ่งคน ท่านแม่เฉิงอิงเจินต้องลงมือทำงานบ้านด้วยตัวเอง ดังนั้นการที่ซูรั่วจินไปนั่งเรียนร่วมกับซูอันจือโดยไม่ร้องงอแงกวนใจ ท่านพ่อซูเหยียนลี่จึงไม่ได้ว่ากล่าวอันใด บางครั้งนึกสนุกขึ้นมาก็หันมาทดสอบความรู้นางบ้าง ซูรั่วจินก็ตอบได้อย่างฉะฉานคล่องแคล่วไม่แพ้ซูอันจือ จนซูเหยียนลี่ถึงกับตะลึงและรำพึงว่า "น่าเสียดายที่จินเอ๋อร์ไม่ใช่เด็กผู้ชาย ไม่อย่างนั้นคงสอบได้มีชื่อบนบัญชีทองคำ เป็นเสาหลักของแผ่นดินได้แน่"
ซูรั่วจินได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความรู้สึกผิด หากไม่มีความทรงจำจากชาติก่อน นางจะไปเก่งกว่าซูอันจือที่มีอายุห้าขวบได้อย่างไร
นอกจากแอบเรียนหนังสือแล้ว นางยังเรียนรู้วิธีการจัดการบ้านเรือนในยุคต้าอินจากท่านแม่ และคอยรบเร้าให้ซูถงที่มักได้ออกไปข้างนอกเล่าเรื่องราวภายนอกให้ฟัง เพื่อซึมซับและทำความเข้าใจยุคสมัยนี้อย่างเงียบเชียบ
จากการเรียนรู้และสังเกต ซูรั่วจินจึงเข้าใจภูมิหลังของพ่อแม่ในชาตินี้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ท่านพ่อซูเหยียนลี่ เป็น 'บุตรสายตรงที่กำเนิดจากอนุ'
คำว่าบุตรสายตรงที่กำเนิดจากอนุหมายความว่าอย่างไร? ก็คือเด็กผู้ชายที่เกิดจากอนุภรรยา แต่ถูกนำไปฝากเลี้ยงไว้ใต้ชื่อของภรรยาเอก ตระกูลซูไม่ใช่คนเมืองหลวง แต่เป็นตระกูลคหบดีจากเมืองผิงเจียงในเจียงหนาน ภรรยาเอกของปู่มีลูกสาวติดต่อกันถึงสามคน พอถึงคนที่สามร่างกายก็ทรุดโทรม เกรงว่าจะไม่มีลูกชายสืบสกุล จึงยกสาวใช้คนสนิทให้เป็นอนุ สาวใช้คนนั้นก็ช่างรู้ความ พอปรนนิบัตินายท่านได้ไม่นาน สิบเดือนต่อมาก็ให้กำเนิดท่านพ่อซูเหยียนลี่
ตระกูลซูเป็นคหบดีมีหน้ามีตาในผิงเจียง พอมีฐานะอยู่บ้าง ขอแค่ลูกหลานใฝ่เรียนรู้ พวกเขาก็มีกำลังทรัพย์พอจะส่งเสียให้เป็นบัณฑิตเอกได้ ซูเหยียนลี่เองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง อายุเพียงยี่สิบปีก็สอบผ่านเป็นบัณฑิตเอก และได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ผู้คุมสอบให้เข้าสู่สำนักฮั่นหลิน
ในเมื่อตระกูลซูเป็นเศรษฐีจากเจียงหนาน ตามหลักแล้วชีวิตความเป็นอยู่ของซูเหยียนลี่ในเมืองหลวงไม่น่าจะขัดสนถึงเพียงนี้!
แน่นอนว่าย่อมมีเหตุผล ตอนที่ซูเหยียนลี่อายุสิบสองปีและสอบผ่านระดับต้นเป็นซิ่วไฉ ภรรยาเอกของผู้เป็นปู่ก็มีลูกชายแท้ๆ ของตัวเองในวัยชรา เด็กคนนี้เริ่มเรียนหนังสือตอนห้าขวบและฉายแววฉลาดหลักแหลม สองสามีภรรยาตระกูลซูดีใจจนแทบจะจุดธูปบูชาบรรพบุรุษทุกวัน
หากไม่ใช่เพราะซูเหยียนลี่มีความมุ่งมั่นแรงกล้า ลำพังแค่จะสอบให้ได้เป็นจวี่เหรินหรือจิ้นซื่อก็คงเป็นปัญหาใหญ่ นับตั้งแต่ท่านพ่อมารรอรับตำแหน่งที่เมืองหลวง ทางตระกูลซูที่ผิงเจียงก็ไม่เคยส่งเงินมาให้ใช้อีกเลย
ท่านพ่อจึงต้องพึ่งพาตัวเองโดยสมบูรณ์
ส่วนท่านแม่เฉิงอิงเจิน ภายนอกบอกว่าเป็นคุณหนูจากจวนจงหย่งโป๋ แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงลูกสาวของลูกอนุที่ไม่มีใครเหลียวแล
ตามตรรกะแล้ว คนหนึ่งเป็นลูกอนุของคหบดีบ้านนอก อีกคนเป็นหลานสาวสายรองของจวนขุนนางในเมืองหลวง เส้นทางชีวิตไม่น่าจะมาบรรจบกันได้
แต่พรหมลิขิตช่างน่าอัศจรรย์ หลังจากซูเหยียนลี่สอบผ่านเป็นบัณฑิตเอกและรอรับตำแหน่ง ช่วงเทศกาลโคมไฟ เขาได้พบกับเฉิงอิงเจินที่ถนนหลวง และตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกเห็น
ซูเหยียนลี่ที่เป็นหนอนหนังสือมาตลอดกลับกลายร่างเป็นหนุ่มเจ้าสังคม เขาหน้าหนาไปขอให้อาจารย์ผู้คุมสอบช่วยเป็นเถ่าแก่เจรจาสู่ขอ แล้วยังเขียนจดหมายไปขอเงินทางบ้านมาเป็นสินสอด
ทางตระกูลซูเมื่อมีลูกชายสายตรงตัวจริงแล้ว ก็ไม่สนใจว่าซูเหยียนลี่จะแต่งกับใคร เพราะคนที่พวกเขาต้องการฟูมฟักคือลูกรักหัวแก้วหัวแหวนคนนั้น
ฝ่ายลูกอนุในจวนจงหย่งโป๋เองก็มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก การได้แต่งหลานสาวสายรองออกไปโดยไม่ต้องแถมสินสอดมากมายย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ทั้งสองจึงได้ครองคู่กันอย่างราบรื่น เช่าบ้านหลังเล็กๆ และเริ่มใช้ชีวิตคู่
ก่อนแต่งงาน ซูเหยียนลี่ได้รับคำแนะนำจากใต้เท้าฟ่านผู้เป็นอาจารย์คุมสอบ ให้เข้าทำงานในสำนักการศึกษา เป็นผู้ช่วยครูสอนขั้นเก้าชั้นโท เงินเดือนเป็นข้าวสารห้าตั้น ตีเป็นเงินประมาณเก้าตำลึง
หลังแต่งงาน อาจเป็นเพราะการมีครอบครัวทำให้คนเติบโตขึ้น ซูเหยียนลี่ได้เลื่อนขั้นจากผู้ช่วยครูสอนขั้นเก้าชั้นโท เป็นหัวหน้าครูสอนขั้นเก้าชั้นเอก เงินเดือนเพิ่มเป็นข้าวสารห้าตั้นห้าโต่ว ตีเป็นเงินสิบตำลึง
ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ไหนจะค่าล่อที่ท่านพ่อต้องขี่ไปทำงาน และค่าจ้างบ่าวไพร่สองคน พอสิ้นเดือนแทบจะไม่เหลือเงินเก็บ นี่ขนาดยังมีลูกแค่คนเดียว!
สองปีต่อมา ซูรั่วจินถือกำเนิด รายจ่ายเพิ่มขึ้น ชีวิตก็เริ่มขัดสน ซูเหยียนลี่จำต้องบากหน้าไปยืมเงินใต้เท้าฟ่านมาเพื่อฉลองเทศกาล ยืมเงินมาได้ไม่นาน เขาก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยหลวง ขั้นแปดชั้นโท เงินเดือนเป็นข้าวสารหกตั้น ตีเป็นเงินประมาณสิบตำลึงแปดร้อยอีแปะ... เพิ่มมาไม่ถึงหนึ่งตำลึง
เอาเถอะ เพิ่มก็ยังดีกว่าไม่เพิ่ม
แต่ในขณะที่ซูรั่วจินภาวนาให้พ่อแม่รู้จักวางแผนครอบครัว น้องชายซูกานจือก็คลอดออกมา ชีวิตจากที่แค่ขัดสนก็กลายเป็นยากจนข้นแค้น ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่บ่อยครั้ง
ท่านพ่อต้องออกไปยืมเงินอีกแล้ว และเจ้าหนี้ก็ยังคงเป็นใต้เท้าฟ่านคนเดิม ที่น่าอัศจรรย์คือพอยืมเงินเสร็จ ท่านพ่อก็ได้เลื่อนขั้นและขึ้นเงินเดือนอีกครั้ง จากศาสตราจารย์วิทยาลัยหลวง เป็นศาสตราจารย์สำนักราชบัณฑิต ขั้นแปดชั้นเอก เงินเดือนเป็นข้าวสารหกตั้นหกโต่ว ตีเป็นเงินราวสิบเอ็ดตำลึงเจ็ดร้อยอีแปะ
เพิ่มมาไม่ถึงหนึ่งตำลึงอีกแล้ว
สรุปว่าลูกคนนึงมีค่าไม่ถึงหนึ่งตำลึงงั้นหรือ? ซูรั่วจินไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ไม่รู้ว่าวันนี้ท่านพ่อไปยืมเงินใต้เท้าฟ่านอีกหรือเปล่า และยืมแล้วจะได้เลื่อนขั้นอีกไหมหนอ
"คุณหนูรอง... คุณหนูรองขอรับ..."
เสียงเรียกของซูถงดึงสติซูรั่วจินกลับมา นางยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหน้า "ข้าทายไม่ถูกหรอกเจ้าค่ะ"
การวาดภาพบนเศษหินแตกถือเป็นของแปลกใหม่ ลูกเล่นแบบนี้ต้องเจอคนที่ตาถึงและถูกใจ หากไม่มีใครเห็นค่ามันก็ไร้ราคา นางเดาไม่ถูกจริงๆ ว่ามันจะขายได้เท่าไหร่
ซูถงเปิดถุงเงินอวดอย่างภาคภูมิใจ เผยให้เห็นก้อนเงินแวววาวสองก้อน "เมื่อกี้ข้าจ่ายก้อนเล็กไปแล้วส่วนหนึ่ง"
"โห เนื้อเงินดีขนาดนี้เชียว?" ซูรั่วจินหยิบก้อนเงินออกมาจากถุงด้วยความดีใจ เงินที่เพิ่งหลอมใหม่ยังไม่ทันหมองคล้ำ มันดูส่องประกายแวววาวน่ารักน่าชัง
ซูถงเชิดหน้าขึ้น "ไม่ใช่แค่สีสวยนะขอรับ น้ำหนักก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย ก้อนหนึ่งหนักกว่าสามตำลึง สองก้อนรวมกันก็เกือบเจ็ดตำลึงเชียวนะ!"
แบบนี้ก็พอประทังไปได้จนกว่าท่านพ่อจะเงินเดือนออกเลยไม่ใช่หรือ? นี่เป็นข่าวดีจริงๆ ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บปีนี้คงไม่ทรมานเกินไปนัก
ซูรั่วจินกับซูถงกำลังคุยเจื้อยแจ้วว่าจะซื้อของเข้าบ้านอะไรดี ทันใดนั้นเสียงร้องไห้ของทารกก็ดังมาจากห้องปีกข้าง นางรีบหยุดคุยแล้วซอยเท้าสั้นๆ วิ่งเข้าไปดู
นางไปอังไฟที่เตาเพื่อให้ตัวอุ่นก่อนจะเอื้อมมือไปอุ้มน้องชายตัวน้อย ตอนนั้นเองท่านแม่ก็ตื่นขึ้นพอดี "อาจิน..." เสียงของนางแหบพร่าไร้เรี่ยวแรง
ซูรั่วจินวางน้องชายลงในอ้อมอกแม่ "ข้าจะไปเอาน้ำข้าวกับน้ำเชื่อมมาให้ท่านแม่นะเจ้าคะ"