เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 : เทพวิชาสังสารวัฏหกวิถี

บทที่ 15 : เทพวิชาสังสารวัฏหกวิถี

บทที่ 15 : เทพวิชาสังสารวัฏหกวิถี


บทที่ 15 : เทพวิชาสังสารวัฏหกวิถี

"ท่านปู่เคยกล่าวไว้ว่า ข้าคืออัจฉริยะที่เกิดมาพร้อมความไม่ธรรมดา และวันหน้าจะต้องก้าวออกจากดินแดนต้าฮวง (มหาทุรกันดาร) ได้อย่างแน่นอน ดูท่าจะเป็นเรื่องจริงสินะ ข้าเองก็คิดว่าข้าเป็นอัจฉริยะเหมือนกัน"

ดวงตากลมโตคู่ใหญ่ที่กลิ้งกลอกไปมาของเสี่ยวสือฉายแววพึงพอใจ เขาพยักหน้ากับตัวเองเบาๆ ก่อนจะไพล่มือเล็กๆ ไว้ด้านหลัง แล้วเดินตรงไปยังก้อนกระดูกใสกระจ่างบนพื้น

อย่างที่เขาว่ากันว่า 'ตัวเล็กแต่ใจใหญ่' นั้นเป็นเรื่องจริงทีเดียว ท่าทางหลงตัวเองของเจ้าตัวเล็กทำให้เขาดูเหมือนผู้ใหญ่ย่อส่วน หากมองข้ามร่างกายที่เปลือยเปล่าล่อนจ้อนของเขาไป

นับตั้งแต่กระโดดออกมาจากทะเลสาบลาวา เขาก็ไม่ได้สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ ภายหลังยังถูกเจ้านกแดงน้อยไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง จึงไม่มีโอกาสได้ทำชุดหนังตัตว์มาสวมใส่

"นี่มันของสิ่งใดกัน?"

เสี่ยวสือใช้ฝ่ามือลูบไล้กระดูกขาวที่ฝังอยู่บนพื้น ของสิ่งนี้ให้สัมผัสไม่เหมือนกระดูก ทว่ากลับมีความอบอุ่นและเรียบลื่นดุจหยก ทั้งยังแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาลองออกแรงบีบดู แต่มันกลับไม่ขยับเขยื้อน ไม่มีแม้แต่รอยร้าวปรากฏให้เห็น

ต้องรู้ว่าด้วยพละกำลังของเขาในยามนี้ เพียงแค่สะบัดแขนข้างเดียวก็มีแรงถึงหนึ่งแสนสองหมื่นจิน สามารถทุบหินผาให้แหลกละเอียดได้อย่างง่ายดาย แต่ก้อนกระดูกขาวทรงสี่เหลี่ยมนี้กลับตั้งตระหง่านไม่ไหวติง

"มิน่าเล่า เจ้าตะขาบตัวนั้นถึงได้โกรธเกรี้ยวนัก"

"ฮึบ ขึ้นมา!"

เสี่ยวสือนั่งยองๆ ลงบนพื้น สองมือคว้าจับก้อนกระดูกสี่เหลี่ยม ร่างกายแผ่พุ่งด้วยอิทธิฤทธิ์ เขาออกแรงงัดสุดกำลัง แต่ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปนั่งแผ่อยู่กับพื้นด้วยความหมดแรง พลางกลอกตาไปมา

ก้นหลุมแห่งนี้เป็นสีเขียวมรกตราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน และก้อนกระดูกสี่เหลี่ยมก็ฝังแน่นอยู่ในนั้นราวกับงอกออกมาจากพื้นดิน ไม่ว่าเขาจะใช้แรงมหาศาลเพียงใด ก้อนกระดูกก็ยังคงนิ่งสนิท

"บัดซบเอ๊ย! นี่มันของบ้าอะไรกันเนี่ย? ไว้ข้าเอามันออกมาได้เมื่อไหร่ ข้าจะเอาไปฝังไว้ในหลุมส้วมคอยดู!"

เสี่ยวสือพูดไม่ออก เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นของดี แต่กลับทำได้แค่มอง ตาดูดาวเท้าติดดิน นี่นับเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างร้ายแรงสำหรับเด็กแสบอย่างเขา

"ข้าจะทุบเจ้าให้ตาย!"

ยิ่งมองกระดูกขาวก้อนนี้ เสี่ยวสือก็ยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตา หมัดเล็กๆ ขาวผ่องมีแสงวูบวาบ อักขระโบราณหกตัวปรากฏขึ้น เห็นได้ชัดว่าเขาใช้วิชา 'หมัดสังสารวัฏหกวิถี' ออกมาโดยตรง!

"ตูม!"

หมัดอันรุนแรงกระแทกเข้าใส่ก้อนกระดูกอย่างจัง ทว่าภาพเหตุการณ์ประหลาดพลันบังเกิด เจตจำนงแห่งหมัดของเขาดูเหมือนจะประสานเข้ากับก้อนกระดูกขาว ในการโจมตีครั้งนั้น อักขระทั้งหกกลับกลายเป็นจุดแสงหกจุดที่หลอมรวมเข้าไปในแต่ละด้านของก้อนกระดูกขาว แม้แต่ด้านล่างสุดก็ไม่เว้น

อักขระทั้งหกสำแดงฤทธิ์ต่อก้อนกระดูก ทำให้มันส่องแสงสว่างเจิดจ้าบาดตา และโปรยปรายละอองแสงระยิบระยับออกมาทันที

"ที่แท้มันก็มีต้นกำเนิดเดียวกับหมัดสังสารวัฏหกวิถี!" เสี่ยวสือตกตะลึง แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงมีวิชาหมัดสะท้านโลกเช่นนี้ แต่เขารู้อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าเมื่อใด สิ่งที่เกี่ยวข้องกับคำว่า 'สังสารวัฏ' ล้วนไม่ธรรมดาทั้งสิ้น

ก้อนกระดูกขาวหกด้านส่งเสียงแตกดังกรุบกริบ ด้านบนสุดของมันทำหน้าที่เป็นฝาปิด หลุดออกจากตัวก้อนกระดูกโดยอัตโนมัติ เผยให้เห็นทิวทัศน์ภายใน

ดวงตาคู่โตของเสี่ยวสือกระพริบปริบๆ ก้อนกระดูกขาวเปรียบเสมือนกรุสมบัติที่มีแสงระยิบระยับ ดูภายนอกเหมือนเล็กนิดเดียว แต่ภายในกลับให้ความรู้สึกกว้างใหญ่ไพศาลดุจท้องฟ้ายามราตรีที่ประดับประดาด้วยดวงดาว

"แผนที่ลายแทงสมบัติรึ?" เสี่ยวสือประหลาดใจ สมัยยังเด็ก ปู่สืออวิ๋นเฟิงมักจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟัง และสิ่งที่เขาชอบที่สุดก็คือเรื่องราวของสมบัติในต้าฮวง

ภายในกล่องกระดูกขาวมีหนังสัตว์เก่าแก่หลายแผ่นที่มีคราบเลือดแห้งกรัง ไม่รู้ว่าดำรงอยู่มานานกี่ปีแล้ว แต่ทันทีที่เขายื่นมือไปสัมผัส 'หมัดสังสารวัฏหกวิถี' ในร่างกายของเสี่ยวสือกลับโคจรขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เสียงสวดท่องมนต์ดังแว่วออกมา ทำให้หนังสัตว์แผ่นหนึ่งส่องแสงสว่างไสว

ใบหน้าเล็กๆ ที่งดงามของเสี่ยวสือฉายแววประหลาดใจ เขาหยิบหนังสัตว์แผ่นนั้นออกมาดูใกล้ๆ ตัวอักษรโบราณหลายตัวก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา!

"สังสารวัฏหกวิถี? เคล็ดวิชาฝึกตนอย่างนั้นรึ?" เสี่ยวสือยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ชีวิตนี้เขาไม่เคยสัมผัสกับเคล็ดวิชาใดๆ มาก่อน และไม่รู้วิธีบำเพ็ญเพียร ทุกอย่างอาศัยการคลำทางแบบมั่วๆ เอาเอง มิเช่นนั้นเขาคงไม่เดินหลงทางบ่อยๆ หรอก

"ช่างเถอะ จดจำเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน"

สีหน้าของเสี่ยวสือจริงจังขึ้นมา เมื่อมองไปยังกระบวนท่าเริ่มต้นทั้งหกบนหนังสัตว์ ลำแสงสองสาย สีดำและสีทอง ก็ปรากฏขึ้นในดวงตา เงาร่างต่างๆ กระโจนออกมาจากหนังสัตว์ ถูกเขาวิเคราะห์และประทับลงในความทรงจำอย่างต่อเนื่อง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหมัดสังสารวัฏหกวิถี หรือพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งกันแน่ 'เทพวิชาสังสารวัฏหกวิถี' ทั้งหมดกลับไม่ได้ยากอย่างที่คิด ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม เขาก็ประทับมันลงในสมองได้อย่างง่ายดาย

แม้จะเป็นเพียงการท่องจำ แต่สำหรับเด็กคนหนึ่ง นี่นับเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง

"ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลยแฮะ แต่ทำไมข้ารู้สึกว่ามันเป็นแค่เคล็ดวิชาเสริมที่เอาไว้เพิ่มอานุภาพของวิชาล้ำค่าโดยเฉพาะกันนะ!" เสี่ยวสือบ่นพึมพำไม่กี่คำ แล้วโยนหนังสัตว์แผ่นนั้นลงพื้น ก่อนจะพลิกดูหนังสัตว์ที่เหลือต่อ

ความจริงแล้ว หากสำนักใหญ่ในแดนเบื้องบนรู้ว่าเขาทำท่าทางเหมือนได้ของดีราคาถูกแล้วยังบ่นอุบอิบเช่นนี้ คงอยากจะจับเขามาเฆี่ยนให้ตายแน่ๆ

ต้องรู้ว่าเพียงแค่กระบวนท่าเริ่มต้นทั้งหก ก็ลึกล้ำสุดหยั่งคาด สามารถอธิบายสัจธรรมความจริงได้มากมาย การขุดค้นทำความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งเพียงพอที่จะสร้างประโยชน์ให้คนผู้หนึ่งไปได้ชั่วชีวิต

"วิชาของเผ่าโฮ่ว... เผ่านกหลวน... เผ่าปี้ฟาง... ดูเหมือนจะแข็งแกร่งมาก... เอ๊ะ นี่มันอะไร ทำไมถึงอยู่ที่ก้นกล่อง...?"

พอพลิกไปถึงหนังสัตว์แผ่นสุดท้าย เสี่ยวสือก็ขมวดคิ้ว แผ่นนี้เสียหายหนักเกินไป มันบันทึกวิชาของซวนหนีเอาไว้ แต่อักขระเลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก

เขารู้สึกทะแม่งๆ วิชาของซวนหนีไม่ได้อ่อนด้อยก็จริง แต่มันไม่ควรจะอยู่ที่หน้าสุดท้ายแน่ๆ แม้จะเทียบกับอิทธิฤทธิ์อื่นๆ มันก็ไม่น่าจะเป็นวิชาไม้ตายก้นหีบได้!

ทว่า ทันทีที่ดวงตาสีดำทองกวาดมอง ตั้งใจจะพินิจดูให้ละเอียด เหตุการณ์วิปริตก็พลันบังเกิดในวินาทีถัดมา

ชั่วพริบตา ใบหน้าเล็กๆ ของเขาก็ตะลึงงันไป ก่อนจะสะบัดมือโยนหนังสัตว์แผ่นนั้นทิ้งทันที

"ชิ้ง... ชิ้ง... ชิ้ง!"

ปราณกระบี่สีเงินตัดสลับพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับสามารถตัดขาดสรรพสิ่งและทะลุทะลวงได้ทุกอย่าง!

ในช่วงเวลาวิกฤต มงกุฎมายาปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของเสี่ยวสือ บนนั้นมีอักษร 'ฮวง (ร้างรา)' ที่ไหลเวียนด้วยแสงเซียนเก้าสี ทันทีที่อักษรตัวนั้นส่องประกาย ปราณกระบี่สีเงินทั้งหมดถูกคลื่นพลังที่มองไม่เห็นบดขยี้จนแหลกสลายหลังจากอักษรปรากฏขึ้น ราวกับสามารถทำให้ยุคสมัยพังทลายและทำลายธารกาลเวลาได้

ภายใต้การสาดส่องของแสงเซียนเก้าสี ในดวงตาของเสี่ยวสือมีความรู้สึกเก่าแก่และเงียบสงบอย่างยากจะบรรยาย ราวกับว่าภายใต้ดวงตาคู่นั้น สรรพสิ่งในฟ้าดินอาจถือกำเนิดและดับสูญ แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังคงเป็นนิรันดร์และไม่เปลี่ยนแปลง

และราวกับว่าเขาคือจักรพรรดิเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้า เฝ้ามองการผ่านพ้นของยุคสมัยนับไม่ถ้วนและการล่มสลายของโลกหล้า ทว่าเขายังคงดำรงอยู่และไม่ไหวติง!

ผ่านไปครู่หนึ่ง เสี่ยวสือก็ได้สติกลับมา ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสับสน "ข้าคือเสี่ยวสือ? หรือเสี่ยวสือหวง (จักรพรรดิหินน้อย)? หรือว่าข้าคือเทียนเกอ?"

จากนั้น เขาก็ส่ายหน้ากะทันหัน เรื่องบางเรื่องดูเหมือนจะถูกขวางกั้นด้วยพลังที่มองไม่เห็น ทำให้เขาจำไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วตนเองคือใครกันแน่!

แต่ความคิดของเด็กแสบนั้นไม่ได้ซับซ้อน มันเรียบง่ายมาก ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่คิดมันซะเลย เขาหันไปมองแผ่นหนังสัตว์ที่ลอยอยู่บนพื้นแทน

จบบทที่ บทที่ 15 : เทพวิชาสังสารวัฏหกวิถี

คัดลอกลิงก์แล้ว