- หน้าแรก
- ชะตาลับใต้ต้นท้อ
- ตอนที่ 5 : มันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร?
ตอนที่ 5 : มันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร?
ตอนที่ 5 : มันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร?
ในขณะที่ลิงศิลากำลังครุ่นคิดว่าจะ 'กำราบ' หลี่อันหรานอย่างไร ฝั่งหลี่อันหรานเองก็กำลังขบคิดหาวิธีรับมือกับอีกฝ่ายอยู่เช่นกัน
"ถ้าใช้เหตุผลไม่ได้ผล ก็คงต้องใช้ไม้อ่อนเข้าสู้ด้วยอารมณ์"
"แม้ลิงศิลาจะมีความฉลาดทางอารมณ์ต่ำเตี้ยไปบ้าง แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ รักความยุติธรรม และชอบช่วยเหลือผู้อ่อนแอ อีกทั้งยังรักหน้าตาและบ้ายอเป็นที่สุด ถ้าจับจุดพวกนี้ได้ การจะหลอกให้เขาพาข้าลงไปยังโลกมนุษย์ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก"
ความฉลาดทางอารมณ์? หลอกใช้?
เหตุใดในหัวของเจ้าท้อน้อยถึงมีแต่คำศัพท์ที่เข้าใจยากเต็มไปหมด?
ลิงศิลาเกิดความสับสนเล็กน้อย แต่ก็พอจะเข้าใจความหมายโดยรวมได้
โดยเฉพาะตรงคำว่า ซื่อสัตย์ รักความยุติธรรม และชอบช่วยเหลือผู้อ่อนแอ!
เจ้าท้อน้อยนี่แม้จะขี้ขลาดตาขาวและตบะต่ำต้อยไปหน่อย แต่สายตาก็เฉียบแหลมใช้ได้ทีเดียว!
ลิงศิลาไม่ยอมน้อยหน้า เลียนแบบความคิดของหลี่อันหรานที่มักใช้โครงสร้างประโยค 'แม้ว่า...แต่...' แล้วรีบเดินอาดๆ เข้าไปทักทายว่า "เจ้าท้อน้อย รอนานหรือไม่?"
หลี่อันหรานเอ่ยถาม "ท่านมหาเทพ เหตุใดถึงไปนานนัก?"
ลิงศิลาตอบกลับว่า "พอดีตอนออกไป ข้าบังเอิญเจอจักรพรรดิบูรพาตงหัวตี้จวิน ก็เลยแวะจิบชากับเขาครู่หนึ่ง"
"จักรพรรดิบูรพา? นั่นมันอดีตชาติของเซียนลวี่ต้งปินไม่ใช่หรือ?"
"สองคนนี้ไปดื่มชาอะไรกัน ทำไมระดับการบำเพ็ญเพียรถึงได้เพิ่มขึ้นด้วย?"
เจ้าท้อน้อยนี่ดูออกด้วยหรือว่าตบะของข้าแก่กล้าขึ้น?
ลิงศิลาตกใจอีกคำรบ
หลังจากออกจากถ้ำในภูเขาองคุลีมา เขาก็มุ่งตรงมายังสวนท้อสวรรค์ทันที เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่เท่านั้น แต่เจ้าท้อน้อยนี่ ทั้งที่อยู่แต่ในสวนท้อกลับคำนวณรู้ได้ว่าตบะของเขาพัฒนาขึ้น ความสามารถในการหยั่งรู้อดีตและอนาคตเช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
มิน่าเล่า มันถึงได้ล่วงรู้ความลับสวรรค์มากมายเพียงนี้!
ลิงศิลารู้สึกราวกับตนเองได้ค้นพบความจริงบางอย่าง
ในขณะเดียวกัน เขาก็จดจำไว้อย่างแม่นยำว่าจักรพรรดิบูรพาคืออดีตชาติของลวี่ต้งปิน
เขาเดินทางท่องเที่ยวมาทั่วสารทิศ พบเจอเทพเซียนมามาก แต่มีน้อยคนนักที่จะคุยกันถูกคอ จักรพรรดิบูรพานิสัยใจคอตรงไปตรงมา นับเป็นหนึ่งในสหายที่รู้ใจ
หากมีวาสนา คงต้องหาโอกาสเตือนสติ หรือช่วยชี้แนะการบำเพ็ญเพียรให้อีกฝ่ายบ้างเสียแล้ว!
"เจ้าท้อน้อย ในเมื่อเราต่างเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ก็ไม่ต้องมากพิธีไป ต่อไปไม่ต้องเรียกข้าว่ามหาเทพแล้ว เรียกว่า 'ศิษย์พี่' เถอะ" ลิงศิลากล่าวตีสนิท
"ประเสริฐยิ่งนัก!"
หลี่อันหรานรีบงับเหยื่อทันที ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี พลางกล่าวว่า "ศิษย์พี่ ท่านไม่รู้หรอก แม้ท่านจะจากสำนักมานานหลายปี แต่พวกศิษย์พี่ในสำนักมักเล่าขานวีรกรรมของท่านอยู่เสมอ บอกว่าท่านเป็นศิษย์รักก้นกุฏิของท่านอาจารย์ ได้รับการถ่ายทอดวิถีธรรมที่แท้จริง พวกเขาอิจฉาริษยาท่านกันแทบตาย!"
"เจ้าลิงศิลานี่เป็นคนซื่อสัตย์รักคุณธรรม ขนาดตอนเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก ถูกพระถังซัมจั๋งทำกับเขาขนาดนั้น เขายังอดทนและให้อภัยได้ ถ้าข้าอ้างชื่อท่านปรมาจารย์ผู่ถีมาเยินยอเขา ผลลัพธ์ย่อมดีกว่าแกล้งชมตรงๆ เป็นไหนๆ"
เส้นทางอัญเชิญพระไตรปิฎกอีกแล้ว!
ดูท่าการเดินทางสู่ตะวันตกนี่จะเป็นเหตุการณ์สำคัญในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับข้าโดยตรงสินะ!
ลิงศิลาลอบครุ่นคิดในใจ
เขายังนึกไปถึงตอนที่หลี่อันหรานเอาชื่อพระถังซัมจั๋งมาโยงกับท่านปรมาจารย์ผู่ถี
หรือว่าพระถังซัมจั๋งผู้นี้ จะเป็นอาจารย์ของเล่าซุนในอนาคต?
แต่เล่าซุนมีพร้อมทั้งเคล็ดวิชาและอิทธิฤทธิ์อยู่แล้ว พระถังซัมจั๋งนั่นจะมีอะไรมาสอนข้าได้อีก?
แล้วไอ้คำว่า 'ทำกับเขาขนาดนั้น' นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
คำถามนับร้อยพันวนเวียนอยู่ในหัวของลิงศิลา
เขาพบว่ายิ่งรู้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนไม่รู้อะไรเลย ราวกับมีมดไต่ยั้วเยี้ยอยู่ในหัวใจ ทำให้คันยุบยิบไปหมด
ทว่าภายนอก ลิงศิลากลับไม่แสดงพิรุธใดๆ ออกมา แม้แต่ความลังเลเพียงเสี้ยววินาทีก็ไม่มีให้เห็น
"ที่เจ้าพูดมาไม่ผิดเลย!"
ลิงศิลายืดอกอย่างภาคภูมิ หน้าบานเป็นกระด้ง รับมุกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทักษะการแสดงนับว่ายอดเยี่ยมไร้ที่ติ "ในกาลก่อน บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องนับร้อยในสำนัก มีเพียงเล่าซุนผู้เดียวที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดเคล็ดวิชาต้าปิ่นเทียนเซียน วิชาแปลงกายเจ็ดสิบสองลักษณ์ และเมฆตีลังกาให้ หากไม่ใช่เล่าซุน แล้วจะเป็นผู้ใดที่ท่านอาจารย์รักใคร่ที่สุด!"
"ศิษย์พี่กล่าวได้ถูกต้อง" หลี่อันหรานพยักหน้าเห็นด้วย แต่ในใจอดไม่ได้ที่จะค่อนขอด
"ผู้เข้าแข่งขันมีเป็นร้อย แต่เจ้าเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ลงแข่ง ถ้าไม่ใช่เจ้า แล้วใครจะได้แชมป์เล่า?"
"งานนี้ต่อให้เอาหมูขึ้นไปแข่ง มันก็ได้ที่หนึ่งอยู่ดี"
"..."
ลิงศิลาแทบสำลักลมหายใจตัวเอง
ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเจ้าท้อน้อยนี่กำลังถูกเขาหลอกปั่นหัว แต่เขาก็ยังอดรู้สึกอยากจะถอดรองเท้าตบหน้ามันสักทีไม่ได้
เจ้าท้อน้อย ฝากไว้ก่อนเถอะ สักวันข้าจะเอาคืนให้สาสม!
ลิงศิลากัดฟันกรอดในใจ แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับดูสนิทสนมยิ่งขึ้น "ศิษย์น้อง เจ้าบรรลุวิถีแห่งเต๋าตั้งแต่เมื่อใด? และกราบเข้าเป็นศิษย์อาจารย์ตอนไหนรึ?"
หลี่อันหรานถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่ ท่านไม่รู้อะไร อันที่จริงข้าไม่ใช่ท้อสวรรค์ที่บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จ แต่เดิมข้าเป็นมนุษย์ต่างหาก"
ประโยคเดียวสั้นๆ นี้เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาด ทำเอาลิงศิลาตะลึงงันไปครู่ใหญ่ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เรื่องแบบนี้ก็มีด้วยรึ?
"เดิมข้าแซ่หลี่ นามฉางโซ่ว"
"เป็นเพียงปุถุชนคนเดินดินจากทวีปซีหนิวเฮ่อโจว ด้วยวาสนาชักนำจึงได้พบท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ไม่รังเกียจรับข้าไว้เป็นศิษย์และถ่ายทอดวิถีธรรมให้"
"ข้าบำเพ็ญเพียรเช้าค่ำมิได้ขาด แต่ไม่รู้ทำไม พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ข้าก็มาอยู่ที่สวนท้อแห่งนี้ กลายสภาพเป็นลูกท้อเปลือกเขียวห้อยต่องแต่งเสียแล้ว เรื่องราวของศิษย์พี่ ข้าก็ได้ยินมาจากพวกคนงานในสวนนั่นแหละ"
นี่คือคำอธิบายที่หลี่อันหรานเตรียมไว้ล่วงหน้า โดยยึดหลักการสำคัญคือ—หลีกเลี่ยงเรื่องหนัก เน้นเรื่องเบา
ในบรรดาเรื่องราวทั้งหมดของเขา การข้ามมิติและระบบเป็นความลับสุดยอดที่แพร่งพรายไม่ได้เด็ดขาด
ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างการยึดร่างคืนชีพ เมฆตีลังกา หรือวิชาร่างนอกกาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
อย่างแรก แม้จะไม่ใช่เรื่องปกติในโลกเทพนิยาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างนาจาที่จุติใหม่ในร่างดอกบัว หรือหลี่ทิก้วยแห่งแปดเซียนที่ยึดร่างขอทาน การที่เขายึดร่างท้อสวรรค์ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย
อย่างหลัง สามารถอ้างได้ว่าเป็นศิษย์ของท่านปรมาจารย์ผู่ถี นอกจากจะไม่น่าสงสัยแล้ว ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคำพูดของเขาอีกด้วย
เทียบกับการที่ต้องกุเรื่องการผจญภัยของลูกท้อที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ การอ้างว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจากถ้ำในภูเขาองคุลีที่ฝึกเคล็ดวิชาต้าปิ่นเทียนเซียนแล้วมาสิงร่างท้อสวรรค์ ย่อมดูน่าเชื่อถือกว่าเห็นๆ
"ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ฟังดูเหลือเชื่อ แต่มันคือความจริง ข้ามิบังอาจหลอกลวงศิษย์พี่ หากศิษย์พี่ไม่เชื่อ เชิญท่านตรวจสอบร่างกายข้าดูได้ แล้วจะรู้ว่าที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ"
หลี่อันหรานใช้กลยุทธ์ถอยเพื่อรุก แต่คาดไม่ถึงว่าลิงศิลาจะตอบตกลงโดยไม่ลังเล
"ได้"
ลิงศิลาอยากจะตรวจสอบเจ้าท้อน้อยนี่ให้รู้ดำรู้แดงมานานแล้ว
เมื่อสบโอกาสอันชอบธรรม เขาก็ไม่รีรอ ก้าวเข้าไปถ่ายเทพลังเวทเพื่อตรวจสอบทันที
เขาพบว่ากายเนื้อและดวงจิตของหลี่อันหรานผสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่เหมือนคนที่ใช้วิชายึดร่างคืนชีพเลยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนว่าเดิมทีเขาจะเป็นท้อสวรรค์ที่บรรลุธรรมเสียมากกว่า
ในขณะเดียวกัน เขาก็คอยดักฟังความคิดในใจของหลี่อันหรานไปด้วย
"ใจเย็นไว้! ข้าต้องใจเย็นเข้าไว้!"
"ข้อนี้ข้าไม่ได้โกหกเขา เดิมทีข้าเป็นคนแล้วกลายเป็นท้อจริงๆ"
"ถ้าเขาซักไซ้ไล่เลียงว่ากลายเป็นท้อได้อย่างไร ข้าก็แค่บอกว่าไม่รู้ ซึ่งนั่นก็เป็นความจริงเหมือนกัน"
จริงด้วย!
ดวงตาของลิงศิลาหรี่ลงเล็กน้อย
แม้เขาจะได้ยินเสียงในใจของหลี่อันหราน แต่หากหลี่อันหรานไม่คิดถึงเรื่องนั้น หรือมัวแต่คิดเรื่องอื่น เขาก็จะไม่ได้คำตอบที่ต้องการ
อย่างเช่นตอนที่หลี่อันหรานแนะนำความเป็นมาของตัวเองเมื่อครู่ สิ่งที่เขาได้ยินมีเพียง:
"ลิงศิลาคงไม่สงสัยข้าหรอกนะ?"
"นี่ถือเป็นความจริงเจ็ดส่วน... แค่กๆ ความจริงสามส่วน เท็จเจ็ดส่วนสินะ?"
"ศิษย์พี่ ท่านพบความผิดปกติอันใดหรือไม่?" หลี่อันหรานถามอย่างร้อนรน
ลิงศิลาส่ายหน้าพลางกล่าว "ดวงจิตและกายเนื้อของเจ้าผสานกันแนบสนิท ไร้ซึ่งความผิดปกติใดๆ หากเจ้าไม่บอกเองว่าเคยเป็นมนุษย์มาก่อน ข้าคงดูไม่ออกเลยแม้แต่น้อย"
หลี่อันหรานถามต่อ "เช่นนั้น... มันจะมีผลกระทบอะไรกับข้าหรือไม่?"
ลิงศิลาส่ายหน้า "นอกจากเจ้าจะเปลี่ยนสถานะจากคนกลายเป็นปีศาจแล้ว ก็ไม่มีผลกระทบอื่นใดอีก"
"ค่อยยังชั่ว! ค่อยยังชั่ว!"
หลี่อันหรานถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เงยหน้ามองลิงศิลา แล้วก็หลบสายตา จากนั้นก็แอบมองอีก แล้วก็หลบอีก แถมยังส่ายหน้าน้อยๆ และขมวดคิ้วมุ่น
ภายนอกเขาดูเหมือนคนมีเรื่องจะพูดแต่อึกอัก ทว่าในใจกลับตะโกนก้องอย่างบ้าคลั่ง
"รีบถามสิเจ้าลิง! รีบถามข้าเร็วเข้าว่ามีเรื่องอะไร!"
เจ้าบอกให้ถาม ข้าก็ต้องถามงั้นรึ?
ฮึ ข้าไม่ถามหรอก!
ปล่อยให้เจ้ากลุ้มใจจนตายไปเลย!
ลิงศิลากลอกตาในใจ แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
เขาแกล้งรำลึกความหลังสมัยเผาธูปผ่าฟืนบ้าง สงสัยว่าลูกท้อบนเขาธรณีพังทลายจะอร่อยแค่ไหนบ้าง หรือไม่ก็ชวนคุยเรื่องภูเขาฮัวกั๋วซาน โดยไม่ยอมเปิดช่องให้หลี่อันหรานเข้าเรื่องเสียที
"เจ้าลิงบ้านี่ตาบอดหรือไง? ข้าแสดงออกชัดขนาดนี้ ดูไม่ออกหรือว่าข้ามีเรื่องลำบากใจ?"
หลี่อันหรานรอไม่ไหวจนต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากเอง "ศิษย์พี่ อันที่จริงข้ามีเรื่องอยากให้ท่านช่วยสักหน่อย"
ติดเบ็ดแล้ว!
ลิงศิลาลิงโลดในใจ รีบรับคำทันที "เรื่องอะไร? ว่ามาได้เลย! ขอแค่ข้าช่วยได้ ข้าไม่มีทางปฏิเสธ!"
"ขอบคุณศิษย์พี่มาก" หลี่อันหรานดีใจจนเนื้อเต้น รีบกล่าวว่า "ข้าอยากให้ศิษย์พี่ช่วยพาข้าลงไปยังโลกมนุษย์"
"เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง"
คำตอบของลิงศิลาทำให้ดวงตาของหลี่อันหรานเป็นประกาย แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักกึก
"เจ้าท้อน้อย รอข้าอยู่ที่นี่สักครู่ เดี๋ยวเล่าซุนจะไปทูลขอเง็กเซียนฮ่องเต้ ให้พระองค์ส่งเจ้าลงไปจุติยังโลกมนุษย์" พูดจบเขาก็หันหลังทำท่าจะเดินออกจากสวนท้อ
"ไปหาเง็กเซียนฮ่องเต้?!"
หลี่อันหรานได้สติ รีบสลัดกิ่งก้านอย่างแรง พุ่งเข้าไปงับแขนเสื้อของลิงศิลาแล้วยื้อเอาไว้สุดชีวิต "ศิษย์พี่ อย่านะ! ห้ามทำแบบนั้นเด็ดขาด!"
"ทำไมจะไม่ได้เล่า?" ลิงศิลาแสร้งทำหน้างง
"ศิษย์พี่ ข้าเป็นท้อสวรรค์นะ เป็นท้อสวรรค์! ท้อสวรรค์เพียงหนึ่งเดียวในโลกที่บำเพ็ญเพียรจนมีจิตวิญญาณ!" หลี่อันหรานกระทืบเท้าด้วยความร้อนรน
สีหน้าของลิงศิลายิ่งดูงุนงงหนักกว่าเดิม "แล้วอย่างไร? เล่าซุนก็เป็นลิงศิลาเพียงตัวเดียวในโลกที่สำเร็จเป็นเซียนเหมือนกัน!"
หลี่อันหราน: "..."
"มันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร?!"
"ท้อสวรรค์มันกินได้ แต่ท่าน... ลิงศิลา... เอ่อ... ดูเหมือนว่าจะกินได้เหมือนกัน..."