- หน้าแรก
- สุดยอดคู่มือการเอาชีวิตรอดในโลกมาร์เวล
- สุดยอดคู่มือการเอาชีวิตรอดในโลกมาร์เวล ตอนที่ 76 ปล้นร้านเพชร
สุดยอดคู่มือการเอาชีวิตรอดในโลกมาร์เวล ตอนที่ 76 ปล้นร้านเพชร
สุดยอดคู่มือการเอาชีวิตรอดในโลกมาร์เวล ตอนที่ 76 ปล้นร้านเพชร
สุดยอดคู่มือการเอาชีวิตรอดในโลกมาร์เวล ตอนที่ 76 ปล้นร้านเพชร
เมื่อก้มลงมองโทรศัพท์ที่ดังขึ้นก็เห็นว่าเป็นสายของแฮงค์
“ฮัลโหล? แฮงค์ มีอะไรเหรอ?” เกาเฟยถามอย่างระมัดระวัง สายของแฮงค์มักเกี่ยวข้องกับงานราชการ
เป็นไปตามคาด แฮงค์พูดเสียงเข้ม “เกาเฟย ร้านเพชรที่ 132 ถนนลินคอล์นถูกปล้น มีมือปืนห้าคนในที่เกิดเหตุ พวกมันกำลังยิงปะทะกัน ทีม SWAT กำลังเดินทางไป นายอำเภอชไนเดอร์แจ้งให้ตำรวจทราบ ให้เจ้าหน้าที่รวมกลุ่มกันและพยายามควบคุมมือปืนพวกนี้ก่อน . . .”
ถนนลินคอล์นเป็นใจกลางเขต 109 ห่างจากอพาร์ตเมนต์ของเกาเฟยเพียงสามช่วงตึก ดังนั้นเกาเฟยจึงเข้าสู่โหมดพร้อมรบและออกจากบ้านทันทีขณะคุยกับแฮงค์
“ฝีมือเท็ดดี้อีกแล้วสินะ? พวกอันธพาลพวกนี้ได้ปืนมาจากมันหมดเลยใช่ไหม?” เกาเฟยถาม
“แปดสิบเปอร์เซ็นต์ อาวุธในมือพวกมันทัดเทียมกับทีม SWAT แล้ว และปืนพกกล็อกของเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมัน รีบมาเร็วเข้า เพื่อนร่วมงานในสถานีส่วนใหญ่อยู่ที่นั่นแล้ว แต่อย่าบุ่มบ่ามนะ สิ่งสำคัญตอนนี้คือควบคุมสถานการณ์ เข้าใจไหม?” แฮงค์กำชับด้วยความเป็นห่วง
“เข้าใจแล้ว ไม่ต้องห่วง” เกาเฟยรับคำ ลงไปข้างล่างและขึ้นรถเชฟโรเลตมือสอง จากนั้นขับตรงไปยังถนนลินคอล์น
เมื่อรถใกล้ถึงจุดหมาย เกาเฟยได้ยินเสียงปืนดังสนั่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกอันธพาลในที่เกิดเหตุและเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานี 109 กำลังยิงปะทะกัน รถเชฟโรเลตมือสองเลี้ยวหักศอกมุ่งหน้าสู่ร้านเพชรบนถนนลินคอล์น เลี้ยวพ้นสี่แยก เกาเฟยก็เห็นสถานการณ์ในที่เกิดเหตุ
อันธพาลห้าคนถือปืนไรเฟิลจู่โจมอยู่ในมือ อุปกรณ์ระดับนี้ทำเอาตำรวจ NYPD ทั่วไปหมดทางสู้ แฮงค์แห่งสถานี 109 สวมเสื้อเกราะกันกระสุน พร้อมด้วยโรเจอร์ แซม แอนนา และคนอื่น ๆ หลังจากซ่อนตัวหลังที่กำบังฝั่งตรงข้ามถนน เขาพยายามยิงสวนด้วยปืนกล็อกในมือ แต่ความแตกต่างของอาวุธทำให้การปะทะรู้ผลแพ้ชนะตั้งแต่แรก
ระยะยิง อัตราการยิง และจำนวนกระสุนของปืนไรเฟิลจู่โจมนั้นเหนือกว่าปืนกล็อกมาก ตำรวจสถานี 109 ไม่กล้าเข้าสู่ระยะยิงของพวกอันธพาล และระยะทางที่ไกลเกินไปทำให้ปืนกล็อกไร้ประโยชน์ ไม่เป็นภัยคุกคามใด ๆ
สิ่งที่ยุ่งยากกว่านั้นคือ พวกอันธพาลจับตัวประกันสองคนจากร้านเพชร ตัวประกันสองคนเป็นพนักงานขายในร้านเพชร ในเวลานี้พวกเธอถูกควบคุมตัวโดยพวกอันธพาลอย่างแน่นหนา
ต่อหน้า NYPD พวกอันธพาลขนเพชรขึ้นรถโดยตรง ยานพาหนะของพวกมันคือรถ SUV เจ็ดที่นั่งสมรรถนะสูง ซึ่งช่วยให้หลบหนีในเมืองได้ง่ายขึ้น
ตัวประกันหญิงสองคนถูกลากขึ้นรถโดยพวกอันธพาล ก่อนขึ้นรถ พวกเธอกรีดร้องขอความช่วยเหลือไปยังตำรวจที่อยู่อีกฝั่งของถนน
“ช่วยเราด้วย!”
“ได้โปรดช่วยเราด้วย!”
แต่แฮงค์และเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ไร้หนทางจริง ๆ เพราะช่องว่างระหว่างอาวุธนั้นใหญ่เกินไป หากตำรวจผลีผลามเข้าสู่ระยะยิงของพวกอันธพาล ปืนไรเฟิลจู่โจมซุ่มยิงห้ากระบอกก็เพียงพอที่จะกราดยิงพวกเขาจนพรุนเป็นรังผึ้ง
“บัดซบ! บัดซบ!” แฮงค์มองดูพวกอันธพาลขนของขึ้นรถและจับตัวประกันไปอย่างทำอะไรไม่ถูก “เมื่อไหร่ทีม SWAT จะมาถึง? ผ่านไปห้านาทีแล้วนะ!”
“อาจต้องใช้เวลาอีกสักพัก เราอาจแจ้งเพื่อนร่วมงานในเขตอื่นให้ช่วยสกัดรถคันนั้นไว้” โรเจอร์เสนอ
“แต่เราไม่รู้เส้นทางขับรถของพวกมัน เลยยากที่จะสกัดกั้นล่วงหน้า” แอนนาพูดอย่างหดหู่ “เอาอย่างนี้ เราตามไปห่าง ๆ ก่อน แล้วติดต่อกับทีม SWAT เพื่อติดตามแบบเรียลไทม์”
ในขณะที่กำลังคุยกัน อันธพาลได้ผลักตัวประกันสองคนขึ้นรถแล้ว และเสียงตะโกนอย่างสิ้นหวังของตัวประกันก่อนขึ้นรถก็ช่างบีบหัวใจ
ผู้คนที่มุงดูอยู่ไกล ๆ ต่างแสดงความเห็นใจและเริ่มประณามความสามารถในการทำงานของ NYPD อย่างรุนแรง
“คุณตำรวจ ไปช่วยสาวน้อยน่าสงสารสองคนนั้นไม่ได้เหรอ?”
“ภาษีของเราเลี้ยงพวกขยะพวกนี้ไว้ทำไม!”
“NYPD มาดูละครเหรอ? ทำไมไม่ทำอะไรสักอย่าง?”
ฝูงชนไม่สนความแตกต่างของอาวุธระหว่างทั้งสองฝ่าย พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระยะยิงของปืนไรเฟิลจู่โจมนั้นไกลกว่าปืนกล็อกของตำรวจถึงสามเท่า พวกเขารู้แค่ว่าตำรวจขี้ขลาดและไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนร้ายจึงตะโกนด่าทอ
หน้าของแฮงค์ดูแย่ คิ้วขมวด และพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
โรเจอร์เบ้ปาก “ดูสิ ชื่อเสียงของ NYPD เราป่นปี้หมดแล้ว ไอ้พวกผู้เสียภาษีเฮงซวยพวกนี้ไม่สนหรอกว่าเราจะตกอยู่ในอันตรายหรือไม่ ตราบใดที่เราไม่ทำตามใจพวกมัน พวกมันก็ด่าเรา!”
แม้แต่แซมผู้แสนดีก็ยังหมดหนทาง “เราต้องเผชิญหน้ากับพวกอันธพาลและวิ่งเข้าไปรับลูกปืน แล้วสละชีพอย่างไร้ความหมายถึงจะเรียกว่าทำหน้าที่เหรอ? ประชาชนพวกนี้ใจร้ายกับเราเกินไปแล้ว”
แอนนาถอนหายใจ “แต่ตัวประกันสองคนนั้นก็น่าสงสารจริง ๆ . . .”
พูดจบอันธพาลก็ขนของเสร็จเรียบร้อย และหลังจากยิงกดดัน NYPD สองสามนัดสุดท้าย พวกอันธพาลก็ขึ้นรถและซิ่งหนีไป
“บ้าเอ๊ย! ตามไปเดี๋ยวนี้!” แฮงค์สั่ง
และก่อนที่พวกเขาจะขึ้นรถ รถเชฟโรเลตมือสองก็แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เกาเฟยเปิดหน้าต่างรถและถือโทรโข่ง คำรามอย่างโกรธเกรี้ยว “NYPD! วางอาวุธลง! ปล่อยตัวประกัน! พวกแกถูกฉันล็อกเป้าแล้ว ฉันขอเตือน วางอาวุธลง! ปล่อยตัวประกัน!”
ไม่เหมือนแฮงค์และคนอื่น ๆ การเปิดตัวของเกาเฟยเต็มไปด้วยความบ้าดีเดือด ไม่สนใจการกดดันด้วยอำนาจการยิงของพวกอันธพาล รถเชฟโรเลตมือสองของเกาเฟยไล่ตามรถ SUV ของพวกอันธพาลไปท่ามกลางดงกระสุน
“ฉันสั่งให้พวกแกหยุดยิงเดี๋ยวนี้ แล้วยอมให้จับกุม! ไม่งั้นพวกแกจะต้องชดใช้อย่างสาสม! ย้ำอีกครั้ง ฉันสั่งให้พวกแกหยุดยิงเดี๋ยวนี้และยอมรับโทษตามกฎหมาย ไม่งั้นพวกแกจะต้องชดใช้อย่างสาสม!”
เกาเฟยบนรถเชฟโรเลตมือสองเปรียบเสมือนอัศวินผู้ผดุงความยุติธรรมที่ร่วงลงมาจากฟ้า และเสียงด่าทออันชอบธรรมผ่านโทรโข่งยิ่งทำให้น่าตื่นเต้นเข้าไปใหญ่
ฝูงชนที่ยังคงประณามความขี้ขลาดตาขาวของ NYPD และการปรากฏตัวของเกาเฟยก็ตอบสนองทุกความต้องการของพวกเขาที่มีต่อตำรวจ
ชาวบรูกลินผู้รักอิสระไม่เคยชื่นชมตำรวจที่มีกลยุทธ์ รอบคอบ และไตร่ตรองถี่ถ้วน พวกเขาชื่นชอบฮีโร่ฉายเดี่ยวที่เลือดร้อน กล้าหาญ และไม่กลัวการเสียสละ ดังนั้นเมื่อเห็นเกาเฟยขับรถฝ่าดงกระสุนของพวกอันธพาลเพียงลำพัง ประชาชนต่างส่งเสียงเชียร์
“นี่แหละฮีโร่แห่งบรูกลิน!”
“ไอ้หนุ่ม คุณคือตำรวจตัวจริง!”
“คุณคู่ควรกับภาษีและเสียงเชียร์ของเรา!”
“เอาเลย! เพื่อน! ช่วยสาวน้อยน่าสงสารสองคนนั้นและขยี้พวกอันธพาลหน้าด้านพวกนี้ให้จมดิน!”
อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นเกาเฟยไล่ล่าพวกอันธพาลที่มีปืนไรเฟิลจู่โจมซุ่มยิงห้ากระบอกเพียงลำพังอีกครั้ง แฮงค์ก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อตกแทนคู่หูเก่า
“เกาเฟย! เกาเฟย! อย่าบุ่มบ่าม อีกฝ่ายมีปืนไรเฟิลจู่โจมตั้งห้ากระบอก อย่าเผชิญหน้าตรง ๆ . . .” แฮงค์คว้าวิทยุสื่อสารและเตือน “พวกมันมีเยอะ นายควรรักษาระยะห่างไว้ก่อนแล้วรอกำลังเสริม . . .”
เกาเฟยฟังคำเตือนด้วยความหวังดีของแฮงค์ทางวิทยุ แต่ไม่ตอบกลับ
รอกำลังเสริมเหรอ?
เกาเฟยยิ้มกว้าง
ชายที่พกวงบอดี้การ์ดติดตัวมาด้วย ไม่จำเป็นต้องรอกำลังเสริมเลยสักนิด