- หน้าแรก
- สุดยอดคู่มือการเอาชีวิตรอดในโลกมาร์เวล
- สุดยอดคู่มือการเอาชีวิตรอดในโลกมาร์เวล ตอนที่ 13 เข้าทำงาน
สุดยอดคู่มือการเอาชีวิตรอดในโลกมาร์เวล ตอนที่ 13 เข้าทำงาน
สุดยอดคู่มือการเอาชีวิตรอดในโลกมาร์เวล ตอนที่ 13 เข้าทำงาน
สุดยอดคู่มือการเอาชีวิตรอดในโลกมาร์เวล ตอนที่ 13 เข้าทำงาน
ทั้งสองคนหาร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในควีนส์ เลือกมุมที่เงียบสงบแล้วนั่งลง พลางกินพลางคุยกันไป
เกาเฟยเลื่อนระดับขึ้นไปอีกขั้นในขณะที่เขานั่งทานข้าวกับเฉิงเจี๋ยเชี่ยน
เลื่อนระดับ!!
—
สมรรถภาพร่างกาย : 1.4 -> 1.6
พละกำลัง : 1.1 -> 1.3
ความว่องไว : 1.3 -> 1.3
จิตวิญญาณ : 1.1 -> 1.2
โบนัสการอัปเกรด : พัฒนาทักษะการขับรถ
—
พายุข่าวที่โหมกระหน่ำเห็นได้ชัดว่ายังไม่จบสิ้น ฉายา ‘แสงแห่งชาวจีน’ ยังคงแพร่กระจายอย่างต่อเนื่องในนิวยอร์ก และเกาเฟยก็กำลังทุกข์ทรมาน เมื่อดูจากความคืบหน้าในปัจจุบัน เรื่องนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเลื่อนระดับขึ้นไปอีกขั้นได้
เมื่อทานอาหารเสร็จ เฉิงเจี๋ยเชี่ยนก็ยกมือขึ้นเพื่อเรียกเก็บเงิน บริกรชาวจีนเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ส่ายศีรษะแล้วพูดว่า “คุณผู้หญิงครับ มื้อนี้ไม่คิดเงินครับ”
เฉิงเจี๋ยเชี่ยนตกใจ “ทำไมล่ะคะ?”
บริกรชาวจีนยิ้มแล้วมองไปที่เกาเฟย “นี่เป็นวิธีเดียวที่เราจะสามารถแสดงความขอบคุณต่อสุภาพบุรุษท่านนี้ได้ครับ ขอบคุณครับท่าน ชาวจีนทุกคนในนิวยอร์กชื่นชมจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญในการต่อสู้ของคุณอย่างสุดซึ้ง!”
ไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เถ้าแก่ก็นำพ่อครัวจากครัวหลังร้านมาที่ห้องโถง
“ยืนตรง!”
พนักงานชาวจีนทุกคนลุกขึ้นยืน
“ปรบมือ!”
เสียงปรบมือดังกึกก้องในห้องโถง นี่คือการแสดงความเคารพจากพนักงานร้านอาหารจีนที่มีต่อเกาเฟย เกาเฟยได้ทำในสิ่งที่ชาวจีนทุกคนอยากจะทำแต่กลับกลัวที่จะทำ การต่อสู้ของเขาในบรูกลิน ได้ช่วยนำความหวังมาสู่ชาวจีนทุกคนในนิวยอร์ก ในขณะนี้เกียรติยศทั้งหมดเป็นของเกาเฟย!
และหน้าต่างคุณสมบัติของเกาเฟยก็กำลังจะระเบิดอีกครั้ง
[แต้มบูชาจากจาง เจอร์รี่ +3]
[แต้มบูชาจากหม่าลี่ +3]
[แต้มบูชาจากกัวจ้วง +2]
. . .
เกาเฟยแทบจะล้มทั้งยืน
มันไม่สมเหตุสมผลเลย!
ตอนเที่ยงในรายงานข่าวออนไลน์ยังไม่มีรูปของเขาเลย แล้วคนจีนพวกนี้จำได้อย่างไรว่าเขาคือเกาเฟย?
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาดูแวบหนึ่ง และเกาเฟยก็โกรธจนอยากจะสบถด่าแม่
ตาเฒ่าแฟรงค์ได้เปิดเผยรูปถ่ายของเกาเฟยกับเขาต่อสื่อ ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกเพื่อนร่วมชาติชาวจีนในร้านอาหารจีนจำได้
“บัดซบ . . .” เกาเฟยพึมพำเสียงแผ่ว พยักหน้าให้พนักงานร้านอาหารจีนอย่างขอไปที แล้วลุกขึ้นจากไป
“เกาเฟย ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหม?” พ่อครัวคนหนึ่งจากด้านหลังถาม
“ไม่ได้!” เกาเฟยปฏิเสธอย่างเด็ดขาด แล้วลากเฉิงเจี๋ยเชี่ยนหนีไป
หลังจากวิ่งไปสองช่วงตึก เกาเฟยก็หยุด เขาใช้มือกดฮู้ดบนศีรษะให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นจำได้
“เฮ้ ทำไมคุณต้องซ่อนตัวเหมือนโจรด้วยล่ะ?” เฉิงเจี๋ยเชี่ยนหอบหายใจ “ในที่สุดคุณก็ได้เป็นแสงแห่งชาวจีนแล้ว ไม่อยากจะอยู่ในแสงสีบ้างเหรอ?”
“ผมไม่ชอบอยู่ในแสงสี ผมเป็นคนเรียบง่าย” เกาเฟยตอบ
“แต่คุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณอาจจะมีโอกาสใช้กระแสสังคมครั้งนี้เพื่อกลายเป็นคนดังในที่สาธารณะก็ได้ ถึงตอนนั้นคุณไม่เพียงแต่จะสามารถต่อสู้เพื่อสิทธิในการแสดงออกของชาวจีนได้ แต่ยังได้รับผลประโยชน์มากมายอีกด้วย” เฉิงเจี๋ยเชี่ยนมีความคิดที่มองการณ์ไกล
“ฟังนะ คุณเฉิง ผมเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เป็นคนตัวเล็ก ๆ ในบรูกลิน ผมไม่อยากมีชื่อเสียง และก็ไม่อยากเป็นบุคคลสาธารณะ ผมแค่อยากจะทำในสิ่งที่ผมทำได้ ทำความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมสามารถทำได้ และนั่นคือทั้งหมด ผมไม่ต้องการความสนใจและความชื่นชมจากผู้อื่น” เกาเฟยกล่าวอย่างจริงจัง “มหาชนไม่จำเป็นต้องจำชื่อของผม หรือแม้แต่สิ่งที่ผมเคยทำ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ”
ไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ข้อความแจ้งเตือนก็ปรากฏขึ้นในเบื้องหลัง
[แต้มความเลื่อมใสจากเฉิงเจี๋ยเชี่ยน +3]
“บ้าเอ๊ย เจี๋ยเชี่ยน เธอเป็นอะไรไป?” เกาเฟยอดไม่ได้ที่จะพึมพำเสียงแผ่ว
“อะไรนะคะ?” เฉิงเจี๋ยเชี่ยนทำหน้างง
“อ้อ ไม่มีอะไร ผมหมายถึง ไม่มีอะไร . . .” เกาเฟยรีบกลบเกลื่อน
. . .
หลังจากส่งเฉิงเจี๋ยเชี่ยนกลับบ้าน เกาเฟยก็กลับบ้านอย่างเชื่อฟัง แม้ว่าบรูกลิน ในยามค่ำคืนจะเต็มไปด้วยโอกาสในการฆ่าตัวตาย แต่เกาเฟยก็ยังไม่พร้อมที่จะทำผิดกฎหมายสวนกระแส
ในตอนนี้ชื่อเสียงของเขากำลังพุ่งสูงขึ้น และแต้มบูชาของเขาก็พุ่งสูงขึ้นทุกนาที หากเขาทำเรื่องกล้าหาญอีกสักหนึ่งหรือสองอย่าง ความสามารถของเขาก็จะพัฒนาไปถึงระดับที่เหนือกว่าคนธรรมดามาก การจะตายมันก็ยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา
ดังนั้นเกาเฟยจึงตัดสินใจที่จะซ่อนตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์สักพัก แล้วค่อยใช้โอกาสในการทำงานเพื่อตายต่อไปหลังจากที่เขาเข้าร่วมกรมตำรวจนิวยอร์กอย่างเป็นทางการแล้ว ท้ายที่สุดแล้วงานของกรมตำรวจนิวยอร์กมีปัจจัยเสี่ยงสูงมาก ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการที่เขาจะออกไปตามหาอันตรายอย่างไร้จุดหมาย
หนึ่งวันต่อมา แฮงก์ได้จัดการให้เกาเฟยเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อเข้าทำงาน จากนั้นก็เริ่มดำเนินการตามขั้นตอนการเข้าทำงานอย่างเป็นระเบียบ
เกาเฟยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวจีนคนแรกในชุมชนบุชวิกของบรูกลิน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกรมตำรวจบรูกลิน
เนื่องจากในอดีตมีการเลือกปฏิบัติต่อชาวจีนในบรูกลิน บ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวจีนกับตำรวจท้องถิ่นจึงตึงเครียดมาก แม้ว่าตำรวจท้องถิ่นจะเริ่มให้ความสนใจกับชุมชนชาวจีนภายใต้อิทธิพลของนโยบายและพยายามที่จะปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา แต่ชาวจีนท้องถิ่นก็ไม่ไว้วางใจกรมตำรวจนิวยอร์กอีกต่อไป โดยคิดว่าการจัดการคดีใด ๆ ของพวกเขาก็ลำเอียงไปทางคนขาวและเลือกปฏิบัติต่อชาวจีน
ด้วยเหตุนี้ตำรวจท้องถิ่นจึงกระตือรือร้นที่จะรับสมัครเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวจีน เกาเฟยได้รับเลือกจากแฮงก์ไม่เพียงเพราะความกล้าหาญและความองอาจของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะอัตลักษณ์ความเป็นจีนของเขาด้วย
สำหรับ ‘เหตุการณ์เฒ่าเทย์เลอร์’ นั้น ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน กรมตำรวจนิวยอร์กต้องการใช้เหตุการณ์นี้เพื่อสร้างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ‘แสงแห่งชาวจีน’ วีรบุรุษที่ได้รับการสนับสนุนจากชาวจีนทุกคน
ดังนั้นแฮงก์จึงปรากฏตัวที่ชั้นล่างของบ้านเกาเฟย ‘ทันเวลา’ ในคืนนั้น และ ‘เด็ดเดี่ยว’ ยิงเฒ่าเทย์เลอร์ผู้เลือกปฏิบัติเสียชีวิต
แน่นอนว่าบางทีทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงความบังเอิญ ส่วนความจริงของข้อเท็จจริงจะถูกฝังอยู่ในฝุ่นผงแห่งประวัติศาสตร์ตลอดไป
เกาเฟยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อนร่วมงานในวันที่เขาได้รับการว่าจ้าง แม้ว่าในสถานีตำรวจจะมีคนอยู่เพียงสี่คนรวมถึงแฮงก์ด้วยก็ตาม
หลังจากไปที่ฝ่ายธุรการเพื่อรับเครื่องแบบและอุปกรณ์ แฮงก์ก็นำเกาเฟยมายังโต๊ะทำงานของเขา โต๊ะทำงานเก่า ๆ สีเหลืองที่มีกระถางต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวและตายแล้ววางอยู่
“ต่อไปนี้เราจะเป็นคู่หูกันนะ เจ้าหน้าที่เกาเฟย” แฮงก์ตบไหล่เขาแล้วกล่าว
“พวกเราอยู่กลุ่มไหนเหรอครับ?” เกาเฟยถามอย่างสงสัย “กลุ่มลักทรัพย์ กลุ่มฆาตกรรม กลุ่มปราบปรามยาเสพติด หรืออะไรทำนองนั้น?”
“โอ้” แฮงก์ยิ้มบาง ๆ “เราอยู่กลุ่มงานหนัก”
“กลุ่มงานหนัก?” เกาเฟยได้ยินก็รู้ทันทีว่าเขากำลังล้อเล่น
แฮงก์พยักหน้าแล้วกล่าว “ใช่ ทีมงานหนัก กำลังตำรวจในชุมชนนี้ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงไม่มีการแบ่งงานที่ละเอียดขนาดนั้น คดีอุบัติเหตุจราจรก็อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา คดีฆาตกรรมและปล้นทรัพย์ก็เป็นความรับผิดชอบของเราเช่นกัน”
“อย่างนี้นี่เอง” เกาเฟยเข้าใจในทันที
จากนั้นแฮงก์ก็ถามว่า “จริงสิ ยิงปืนเป็นไหม?”
“ยิงปืน?” เกาเฟยเลิกคิ้ว “หมายถึงแบบไหนล่ะครับ?”
“แบบไหนที่นายสู้เป็นล่ะ?” แฮงก์ถามโดยไม่ตอบ
เกาเฟยกางมือออก “ตั้งแต่เด็กจนโตผมยิงปืนเป็นแค่แบบเดียว อืม ก็คือแบบที่ผมพกติดตัวนี่แหละ . . .”
แฮงก์หน้าดำเป็นเส้น