- หน้าแรก
- ความคิดต้องห้ามที่สามพิภพได้ยิน
- บทที่ 14: ทำเอาหนูตกใจแทบแย่
บทที่ 14: ทำเอาหนูตกใจแทบแย่
บทที่ 14: ทำเอาหนูตกใจแทบแย่
เพียงชั่วอึดใจ สองสามวินาทีต่อมา ทุกคนก็ได้ยินเสียงตะโกนในใจที่ดังสนั่น
【แง้! ทำเอาหนูตกใจแทบแย่! ตกใจแทบแย่เลย!】
หลานเยว่น้ำตาแทบไหลพราก นางกลัวผี กลัวซาดาโกะ อะไรเทือกนั้นที่สุด นี่กะจะทดสอบขีดจำกัดหัวใจดวงน้อยๆ ของนางหรือยังไง?
ซิงเยว่ที่อยู่ตรงข้ามรอยยิ้มเริ่มแข็งค้าง หมัดในมือเริ่มกำแน่นขึ้นเรื่อยๆ
นางอยากจะซัดเด็กนี่สักหมัด!
"ตกใจแทบแย่?" เสียงผู้อาวุโสสองดังลงมาจากข้างบนด้วยความสงสัย 'หนู' หรือ 'เบบี๋' ที่ว่านี่โผล่มาจากไหนกัน? ทำไมพวกเขาไม่ทันสังเกต?
"ก็นี่ไงเบบี๋? เบบี๋ตัวเบ้อเริ่มเลย" ผู้อาวุโสหกชี้ไปทางหลานเยว่ แทบจะสำลักความขำ
ทุกคน: "..."
อ๋อ เบบี๋แบบนี้นี่เอง
หลังจากความวุ่นวายผ่านพ้นไปชั่วครู่ หลานเยว่ก็รวบรวมความกล้า ตั้งใจจะลองเสี่ยงดวงที่สระโลหิตดูสักตั้ง
ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้ว จะกลับไปมือเปล่าโดยไม่ได้กระบี่วิญญาณติดไม้ติดมือกลับไปสักเล่มได้ยังไง?
แถมมีศิษย์พี่หญิงเทพๆ เฝ้าอยู่ ทั้งยังเก็บรักษาไว้ลึกสุดของหอซ่อนกระบี่ แสดงว่ากระบี่เล่มนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่!
ของฟรีและดีอยู่ตรงหน้า ไม่คว้าไว้ก็โง่เต็มที!
ทว่าพอหลานเยว่ยกเท้าขึ้น นางก็เริ่มลังเลอีกครั้ง
นี่มันสระโลหิตนะ เลือดแดงฉานไหลวนอยู่เต็มไปหมด จะให้ก้าวลงไปจริงๆ เหรอ?
แถมศิษย์พี่หญิงยังบอกอีกว่าต้องผ่านการทดสอบถึงจะได้กระบี่โบราณไปครอง
เกิดการทดสอบคือการโดนผีหลอกในสระเลือดล่ะ? อย่าว่าแต่ผีเลย แค่วิญญาณล่องลอยผ่านแวบเดียว นางก็หัวใจวายตายได้แล้ว
หรือนางควรหาวิธีผ่านด่านก่อนดี? เผื่อมีสูตรโกง
ลองเปิดระบบกินแตงส่องดูสถานการณ์ก่อนดีไหม? ถ้าส่องประวัติศิษย์พี่หญิงคนนี้ อาจจะเจอข้อมูลวิธีผ่านด่านก็ได้!
นางนี่มันอัจฉริยะจริงๆ!
หลานเยว่เปิดระบบกินแตงขึ้นมาอีกครั้ง แต่แล้วนางก็ต้องสิ้นหวังเมื่อรู้สึกเวียนหัวติ้ว
อาการแบบนี้แสดงว่า... พลังจิตไม่พอ กินแตงลูกใหม่ไม่ได้แล้ว!
โอย ทรมานใจแท้ ทำไมพลังจิตต้องมาหมดเอาตอนสำคัญแบบนี้ด้วยนะ?
หลานเยว่ลืมไปเสียสนิทว่าหลังจากเช็กแล้วว่านางเอกเจอกระบี่คู่บุญ นางก็ไล่ส่องประวัติกระบี่วิญญาณแถวนั้นไปเกือบหมด
การส่องกระบี่วิญญาณก็ต้องใช้พลังจิตเหมือนกัน พลังจิตนางอยู่มาได้ถึงตอนนี้ก็นับว่าอึดมากแล้ว
【เอาเถอะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ขอคิดดีๆ ก่อน... ควรจะก้าวเท้าซ้ายหรือเท้าขวาก่อนดีนะ?】
【เท้าซ้ายก่อนจะไม่ดีรึเปล่า? มันมีเคล็ดถืออะไรรึเปล่าเนี่ย? งั้นเท้าขวา? แต่เท้าขวาก็...】
【กระบี่หิมะเงิน: น่ารำคาญโว้ย เลิกยึกยักสักที! ตกลงจะมาหาข้าหรือเปล่าเนี่ย!】
เสียงเด็กผู้ชายดังแทรกขึ้นมา
หลานเยว่สะดุ้งโหยง มองเห็นกระบี่โบราณสีเงินเล่มหนึ่งพุ่งทะยานแหวกพันธนาการของสระโลหิตออกมา แล้วบินมาซุกอยู่ในอ้อมแขนของนาง
【กระบี่หิมะเงิน: เห็นมั้ย? ง่ายกว่าตั้งเยอะ! มนุษย์นี่เรื่องมากชะมัด! จะเดินยังต้องเลือกซ้ายเลือกขวาอีก!】
"กระบี่วิญญาณบินออกมาเองเลย!" อวิ๋นซีที่อยู่ข้างๆ อุทานด้วยความประหลาดใจ นางดีใจแทนหลานเยว่จริงๆ
"นี่คือกระบี่หิมะเงินเหรอ? ดูท่าพวกเจ้าจะมีวาสนาต่อกันนะเนี่ย ถึงขนาดยอมบินออกมาหาเองเลย" หลี่ไป๋พิจารณากระบี่วิญญาณด้วยรอยยิ้ม
ทว่าทั้งสามคนที่อยู่ข้างล่างไม่ทันสังเกตเลยว่า บรรยากาศรอบตัว ไม่ว่าจะศิษย์พี่หญิงตรงหน้า หรือเหล่าผู้อาวุโสบนเพดานถ้ำ ต่างตึงเครียดขึ้นมาทันที ราวกับกำลังเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ
จะไม่ให้เครียดได้ยังไง? นี่คือกระบี่โบราณที่ตกทอดมาจากสนามรบโบราณ ว่ากันว่าผู้ครอบครองเดิมคือเซียนท่านหนึ่ง แต่สุดท้ายเซียนท่านนั้นเข้าสู่ทางมาร กระบี่ยาวในมือจึงชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของผู้คนนับไม่ถ้วน
ด้วยอิทธิพลจากไอปีศาจของเซียนท่านนั้น จิตใจของกระบี่วิญญาณจึงแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงไป
แม้จะยังไม่กลายเป็นกระบี่มารโดยสมบูรณ์ แต่มันก็น่าจะเป็นแค่เรื่องของเวลา
ดังนั้นสำนักหนานหลิงจึงสะกดมันไว้ในหอซ่อนกระบี่มาโดยตลอด ถึงขั้นใช้โลหิตบริสุทธิ์ของสัตว์อสูรระดับสูงมาวาดค่ายกลโบราณเพื่อสะกดข่มกระบี่เล่มนี้ แล้วยังจัดศิษย์ฝีมือดีมาเฝ้าระวังเป็นระยะๆ
เพื่อสะกดกระบี่หิมะเงิน พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมหาศาล พร้อมตั้งเงื่อนไขว่าต้องผ่านการทดสอบเท่านั้นถึงจะนำกระบี่ออกไปได้
แต่แล้ว... กระบี่เล่มนี้ดันบินออกมาเอง แถมยังไปนอนนิ่งสงบเสงี่ยมอยู่ในอ้อมกอดของศิษย์ระดับกลั่นลมปราณเนี่ยนะ?
คนที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ แม้แต่ท่านเจ้าสำนัก ยังยืนงงเป็นไก่ตาแตก
พูดอีกอย่างก็คือ ค่ายกลที่พวกเขาอุตส่าห์ลงแรงสร้างมาแทบตาย... ไร้ประโยชน์สิ้นดี ไม่อย่างนั้นเจ้าหิมะเงินจะออกมาง่ายดายขนาดนี้ได้ยังไง?
อวิ๋นชง: (꒪⌓꒪)
จะพูดยังไงดี? จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าแผนการระยะยาวของสำนักหนานหลิงมันช่างน่าขบขันสิ้นดี
เจ้าหิมะเงินมันเข้าออกได้ตามใจชอบอยู่แล้ว! ที่ผ่านมามันไม่ขยับคงเพราะแค่มันขี้เกียจขยับเฉยๆ ใช่ไหม?
เจ็บจี๊ดที่หัวใจเลยแฮะ
น้ำตาแทบจะไหลพรากอาบแก้มท่านเจ้าสำนัก
ด้านล่าง หลานเยว่ยังคงยืนงงในดงกระบี่
【เมื่อกี้ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม? เจ้าเป็นคนพูดเหรอ?】
นางจ้องมองกระบี่ยาวสีเงินในอ้อมกอด แล้วถามในใจอย่างกล้าๆ กลัวๆ
【กระบี่หิมะเงิน: มนุษย์จอมลีลา ถ้าไม่ใช่ข้าพูดแล้วจะเป็นใคร? นอกจากข้าแล้ว ใครจะได้ยินเสียงในใจเจ้าอีก?】
กระบี่ยาวสีเงินขาวพลิกตัวอย่างขอไปที แล้วก็นิ่งสนิทไปอีกครั้ง
【เชี่ยยย เจ้าได้ยินเสียงในใจข้าจริงๆ ด้วย! เจ้าเป็นกระบี่วิญญาณแบบไหนเนี่ย? เทพขนาดนี้เลยเหรอ?】
【กระบี่หิมะเงิน: หึ ╭(╯^╰)╮, น่าแปลกตรงไหน? แล้วอย่ามาเรียกข้าว่ากระบี่วิญญาณ ข้าคือกระบี่เซียน! กระบี่เซียนของแท้แน่นอน!】
เจ้าหิมะเงินดีดตัวขึ้นมา โค้งงอตัวแล้วเอาด้ามกระบี่เคาะหัวหลานเยว่ดังโป๊ก
【ถ้าเคาะจนข้าสลบ ก็ไม่มีใครพาเจ้าไปกินแตงนะ!】
หลานเยว่พูดด้วยอาการมึนงง
ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าทำไมกระบี่โบราณเล่มนี้ถึงพุ่งออกมาเองแถมยังยอมให้อุ้มง่ายๆ
ที่แท้มันก็ได้ยินเสียงนางอยากกินแตงนี่เอง!
นั่นปะไร การกินแตงคือสัญชาตญาณร่วมของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด แม้แต่จิตวิญญาณกระบี่ก็ไม่เว้น!
ต้องบอกว่าหลานเยว่เดาถูกเผง พอได้ยินนางพูดแบบนั้น เจ้าหิมะเงินก็ยั้งมือ (ยั้งด้าม) เคาะเบาๆ เป็นพิธีครั้งสุดท้าย ก่อนจะมุดกลับเข้าไปซุกในอ้อมแขนนางอย่างรวดเร็ว
【กระบี่หิมะเงิน: เชอะ ใครอยากจะกินแตงกับเจ้ากัน! ข้าแค่เห็นเจ้าถูกชะตา เลยกะว่าจะหาคนรับใช้สักคนต่างหาก!】
ทันใดนั้นกระบี่หิมะเงินก็เปล่งแสงสีขาวเงินเจิดจ้า แสงวูบวาบทำเอาคนบนยอดถ้ำตึงเครียดขึ้นมาทันควัน
ภายใต้สายตาหวาดระแวงของทุกคน แมวขาวขนยาวท่าทางองอาจตัวหนึ่งเดินออกมาจากแสงสีเงิน มันตบหน้าผากหลานเยว่ฉาดใหญ่ แล้วกระโดดกลับเข้าไปในแสงสีเงิน นั่งลงอย่างสง่างาม
หลานเยว่ยืนโงนเงน บนหน้าผากมีรอยประทับอุ้งเท้าแมวสีชมพูแปะอยู่
แมวน้อยน่ารักขนาดนี้ แถมยังหยิ่งยโสอีกต่างหาก... ใครจะไปต้านทานไหว?
จิตวิญญาณทาสแมวในตัวหลานเยว่ตื่นขึ้นทันที
【หลานเยว่: ได้เลยๆๆ ท่านหิมะเงิน ให้บ่าวเฒ่าคนนี้รับใช้ท่านเถอะ ตามบ่าวเฒ่าคนนี้ไปรับรองสบาย~ ต่อไปข้าจะพาท่านไปกินหรูอยู่สบายเอง~】
เรียกแทนตัวเองว่า 'บ่าวเฒ่า' ซ้ำๆ แต่น้ำเสียงดันเหมือนแม่เล้ากำลังหลอกล่อสาวงาม ทำเอาเจ้าหิมะเงินขนลุกซู่
มนุษย์นี่ประหลาดชะมัด
มันปรายตามองมนุษย์ตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างเล็กๆ จะหายวับไป
เหลือเพียงหลานเยว่ที่ยืนถอนหายใจด้วยความเสียดายอยู่ตรงนั้น
ยังไม่ได้ลูบหัวน้องแมวเลยอ่า!
ทว่าทุกคนบนยอดถ้ำกลับตกอยู่ในความเงียบงัน
ในเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงในใจของหลานเยว่ ย่อมเดาได้ว่ากระบี่โบราณหิมะเงินกำลังสื่อสารกับนางอยู่
แสดงว่าเจ้าหิมะเงินไม่รู้สินะว่าทุกคนในระแหวกนี้ได้ยินเสียงในใจของหลานเยว่หมด?
แน่นอน นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นคือกระบี่วิญญาณเล่มนี้ยอมตามนางไปง่ายๆ เพียงเพราะเรื่อง... กินแตงเนี่ยนะ?
ทำไมรู้สึกเหมือนความเชื่อมั่นบางอย่างในใจมันแตกสลายไปแล้วล่ะ?
"ข้าไม่คิดเลยว่าจิตวิญญาณของกระบี่โบราณหิมะเงินจะมีนิสัยแบบนี้ ดูท่าพวกเราจะเข้าใจมันผิดไป" อวิ๋นชงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ก่อนหน้านี้ทั้งสำนักหนานหลิงมองมันเป็นศัตรูตัวร้าย อยากจะถมค่ายกลทับถมใส่เจ้าหิมะเงินให้จมดิน
ใครจะไปรู้ว่าตัวจริงของเจ้าหิมะเงินจะเป็นแค่เจ้าตัวเล็กที่กลัวตกข่าวและอยากกินแตงเหมือนชาวบ้านเขา?
นิสัยเด็กชัดๆ
ในตอนนี้ อวิ๋นชงลืมไปสนิทแล้วว่าพวกเขามาที่นี่ทำไมตั้งแต่แรก
พอพูดถึงเรื่องกินแตง ทั้งท่านเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสข้างกายต่างก็กระตือรือร้นไม่แพ้กัน!
หลังจากหลานเยว่กอดกระบี่วิญญาณกระโดดโลดเต้นจากไปพร้อมกับอีกสองคน เหล่าผู้อาวุโสข้างบนก็จ้องมองแผ่นหลังร่าเริงของเด็กสาวอยู่นาน
"ท่านเจ้าสำนัก จะดีเหรอขอรับที่ฝากกระบี่เล่มนี้ไว้กับเด็กสาวที่เพิ่งบรรลุขั้นดึงปราณเข้าร่าง?"
ผู้อาวุโสสองหันไปถามเจ้าสำนักที่เพิ่งปรากฏตัวด้วยความเป็นห่วง
"ขนาดผู้อาวุโสแห่งยอดเขากระบี่วิญญาณยังคุมมันไม่อยู่ ถ้าเกิดกระบี่เล่มนี้คลุ้มคลั่งขึ้นมา..."
พูดถึงผู้อาวุโสแห่งยอดเขากระบี่วิญญาณ ซึ่งก็คืออาจารย์ของหลานเยว่ เขาคือคนที่มีตบะสูงสุดในหมู่พวกเขาแล้ว
ถ้าขนาดคนระดับนั้นยังเอาไม่อยู่ แล้วคนอื่นจะไหวเหรอ?
"ไม่เป็นไรหรอก..." อวิ๋นชงส่ายหน้า
"หลานเยว่มีศาสตราวุธเซียนคุ้มครอง ตอนนี้มีแค่ศาสตราวุธเซียนเท่านั้นที่จะสะกดกระบี่โบราณเล่มนี้ได้"
ไม่อย่างนั้นทำไมเขาถึงยอมให้หลานเยว่เข้ามารับกระบี่ไปง่ายๆ เล่า? ก็เพราะคำนึงถึงเรื่องนี้แหละ
"บางที... การกินแตงอาจจะช่วยได้มั้ง?" อวิ๋นชงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเสริมต่อ
ทุกคน: "..."