เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3: เรื่องราวความรักของเจ้าสำนัก

บทที่ 3: เรื่องราวความรักของเจ้าสำนัก

บทที่ 3: เรื่องราวความรักของเจ้าสำนัก


อะไรนะ? ลูกสาวแท้ๆ? เขาไปมีลูกสาวแท้ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่?

เจ้าสำนักถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ เขาแม้แต่คู่บำเพ็ญเพียรยังไม่มี แล้วจะไปเป็นพ่อคนได้อย่างไร?

เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับสายตาตำหนิติเตียนจากรอบทิศทาง โดยเฉพาะผู้อาวุโสห้าที่จ้องมองมาอย่างเคร่งขรึมเป็นพิเศษ

ส่วนผู้อาวุโสท่านอื่นต่างก็ทำสีหน้าปวดใจ ราวกับกำลังมองบุรุษสารเลวที่ทอดทิ้งลูกเมียอย่างไรอย่างนั้น

"เจ้าสำนัก ท่านไปมีคู่บำเพ็ญตั้งแต่เมื่อใด? แล้วยังทิ้งขว้างลูกสาวของตัวเองอีกหรือ?" ผู้อาวุโสสองเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง

"ขอข้านึกดูก่อน หรือจะเป็นเมื่อร้อยปีก่อน? ช่วงนั้นเจ้าสำนักหายตัวไปพักหนึ่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านไปผูกวาสนากับเซียนหญิงท่านใดในช่วงเวลานั้น?"

คำพูดของผู้อาวุโสสองช่วยเตือนสติ หยุนชงจึงนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยหายตัวไปหลายปีจริงๆ แต่พอกลับมาเขากลับจำเรื่องราวในช่วงนั้นไม่ได้เลย

หรือว่าตอนนั้นเขาจะไปครองคู่กับเซียนหญิงสักคน แล้วทิ้งนางมา แถมยังไม่ยอมรับลูกในไส้อีก?

ร่างของหยุนชงสั่นเทา หรือเขาจะเป็นชายสารเลวที่ทอดทิ้งลูกเมียจริงๆ?

"ไม่ถูกต้องสิ เจ้าสำนักหายไปเมื่อร้อยปีก่อน หากมีลูกสาวตอนนั้น ป่านนี้นางก็ต้องอายุร้อยปีแล้วสิ!" ผู้อาวุโสสองฉุกคิดเรื่องเวลาขึ้นมาได้จึงรีบแย้ง

"อีกอย่าง สำนักหนานหลิงของเรารับศิษย์ที่อายุไม่เกินสิบห้าปีเท่านั้น เกินกว่านั้นเราไม่รับ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร..."

"พี่รอง ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือ? ที่นี่ไม่ใช่โลกมนุษย์นะ ที่สตรีต้องอุ้มท้องสิบเดือนถึงจะคลอด

ในโลกบำเพ็ญเพียรมีเซียนหญิงตั้งครรภ์นานนับสิบปีถมเถไป จะอุ้มท้องสักร้อยปีก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้! เชื่อข้าเถอะ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น!"

ผู้อาวุโสหกที่อยู่ด้านล่างคอยสังเกตการณ์อยู่ตลอด พอได้ยินบทสนทนาก็อดไม่ได้ที่จะส่งกระแสเสียงเข้ามาร่วมวงด้วย

เมื่อเจอกับการวิเคราะห์เช่นนี้ แม้แต่หยุนชงเองก็เริ่มไขว้เขว หรือว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นความจริง?

ในช่วงที่ความจำเสื่อม เขาทำให้เซียนหญิงผู้อ่อนแอต้องอุ้มท้องนานนับร้อยปี ต้องทนทุกข์ทรมานสารพัดเพื่อคลอดลูกสาวของพวกเขาออกมางั้นหรือ?

ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาคงสมควรตายสักพันครั้ง...

[น่าสงสาร น่าสงสารจริงๆ! ทุกครั้งที่อ่านเจอเรื่องราวของนางเอก ข้าก็รู้สึกว่ามันรันทดเกินไปแล้ว! คนเราจะมีปูมหลังชีวิตที่น่าเวทนาขนาดนี้ได้ยังไงกัน?]

บนแท่นสูง ร่างของเจ้าสำนักสั่นสะท้าน ขอบตาเริ่มแดงก่ำ

ลูก... ลูกสาวของเขาต้องใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาขนาดนั้นเชียวหรือ?

เป็นความผิดของเขาเอง หากเขาไม่ทอดทิ้งลูกเมีย หากตอนนั้นเขาพยายามฟื้นความทรงจำให้ดี ลูกสาวของเขาคงไม่ต้อง...

[จะว่าไป เจ้าสำนักก็คงไม่รู้หรอกว่ามีลูกสาวคนนี้อยู่บนโลก ก็แน่ล่ะ ใครจะไปคิดว่าจะถูกศัตรูคู่อาฆาตแอบรักมานานขนาดนี้ แถมยังถูกอีกฝ่ายขโมยเลือดหัวใจไปอีก?]

ดวงตาที่แดงก่ำของเจ้าสำนักเบิกกว้างขึ้นทันที น้ำตาที่กำลังจะไหลย้อนกลับเข้าไปแทบไม่ทัน

อะไรนะ????

ศัตรูคู่อาฆาต? ศัตรูคนไหน?

ทำไมทุกคำที่หลานเยว่พูดเขาฟังรู้เรื่องหมด แต่พอเอามาต่อกันแล้วกลับไม่เข้าใจเลยสักนิด?

"เจ้าสำนัก นึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะมีคนแอบปลื้มที่เก่งกาจขนาดนี้ ทำไมต้องเป็นศัตรูกันด้วยล่ะ? เปลี่ยนมาเป็นคู่บำเพ็ญไม่ดีกว่าหรือ?"

เจ้าของยอดเขาหิมะหยก ผู้สวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าพลิ้วไหวงดงาม ถือพัดกลมสีฟ้าอ่อนป้องปากหัวเราะเบาๆ

คนที่จะถูกเรียกว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเจ้าสำนักได้มีอยู่ไม่กี่คน อย่างแรกคือระดับตบะและฝีมือต้องสูสีกัน

หากเซียนหญิงระดับนั้นมาร่วมมือกับเจ้าสำนัก สำนักหนานหลิงของพวกเขาจะไม่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรขึ้นไปอีกหรือ?

เจ้าของยอดเขาท่านอื่นๆ ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย พลังฝีมือของเจ้าสำนักนั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด คนที่คู่ควรจะเป็นคู่ต่อกรย่อมต้องไม่ธรรมดา

เมื่อเจอกับสายตาคาดหวังของทุกคน หยุนชงที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางกลับทำหน้าไม่ถูก ประเด็นสำคัญคือเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าศัตรูคู่อาฆาตคนนั้นคือใคร!

เขาเองก็อยากรู้ใจจะขาดเหมือนกันว่าใครกันนะที่กล้าแอบทำเรื่องแบบนี้ลับหลังเขา!

[โอ้ เรื่องราวความรักความแค้นที่บอกใครไม่ได้ระหว่างเจ้าสำนักกับศัตรูคู่อาฆาต แตงลูกนี้ก็น่าอร่อยไม่เบา ขอสืบหน่อยซิ]

ดวงตาของหลานเยว่เป็นประกายวิบวับอยู่ไม่ไกล นางไม่ทันสังเกตเลยว่าลานประลองที่เคยอึกทึกครึกโครม บัดนี้เงียบกริบจนน่าประหลาด

บนเวทีประลองทั้งห้าที่โดดเด่นสะดุดตา คู่ต่อสู้ที่เมื่อครู่ยังฟาดฟันกันอย่างดุเดือด ตอนนี้กลับยืนกวัดแกว่งกระบี่ไปมาอย่างเชื่องช้า ดูเหมือนกำลังแลกเปลี่ยนกระบวนท่า แต่ความจริงแล้วต่างคนต่างกำลังเงี่ยหูฟังเรื่องรักลับๆ ของเจ้าสำนักกันอย่างตั้งใจ

หากไม่ใช่เพราะเกรงกลัวอานุภาพของศาสตราวุธวิญญาณ ป่านนี้คนพวกนั้นคงวิ่งเข้ามาล้อมวงเม้าท์มอยกับหลานเยว่ไปแล้ว

[อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะ มิน่าล่ะ...]

เสียงในใจของหลานเยว่หยุดไปดื้อๆ เล่นเอาคนรอบข้างร้อนรนจนแทบนั่งไม่ติด อยากจะยื่นหูเข้าไปฟังใกล้ๆ ให้รู้แล้วรู้รอด

มีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา เดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด ลังเลว่าควรจะเข้าไปห้ามนางดีหรือไม่

แต่สุดท้ายหยุนชงก็ถอนหายใจ เขาเองก็อยากรู้ที่มาที่ไปของลูกสาวเหมือนกัน จะพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไปเถอะ ขอแค่ตามหาลูกสาวเจอเป็นพอ

[ตอนอ่านนิยาย ข้าก็แค่อ่านผ่านๆ ข้ามไปตั้งเยอะ รู้แค่ว่านางเอกชีวิตรันทดและเก่งมาก แต่นึกไม่ถึงเลยว่าอีกครึ่งหนึ่งจะเป็นสายเลือด **** !]

เสียงในใจที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของเด็กสาวดังก้องไปทั่วลานประลอง

ทว่าคนฟังแทบคลั่ง สายเลือดอะไรกันแน่?! ทำไมศาสตราวุธวิญญาณถึงมีระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติด้วย? หรือว่ามันไปกระตุ้นความลับสวรรค์บางอย่างเข้า?

ศัตรูคู่อาฆาตของเจ้าสำนักยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ?

[แต่ว่า พระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงก็น่าสงสารเหมือนกัน อุตส่าห์ขโมยเลือดหัวใจไปได้ ใช้สมบัติวิเศษบ่มเพาะมาเกือบร้อยปี นึกไม่ถึงว่าพอลูกสาวใกล้จะคลอด ดันถูกคนขโมยไปซะงั้น!]

หลานเยว่ถอนหายใจ รู้แบบนี้น่าจะอ่านนิยายให้ละเอียดกว่านี้ พลาดเรื่องเด็ดไปตั้งเยอะ!

โชคดีที่ทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องนี้ แถมยังได้ระบบนินทาทั่วสามภพติดตัวมาด้วย

นางแอบกินแตงอยู่ตรงนี้อย่างสบายใจ ไม่ได้รู้สึกอะไรผิดปกติ เพียงแค่รู้สึกว่าโลกภายนอกดูเงียบสงบกว่าเดิมนิดหน่อย

นางไม่ทันสังเกตเลยว่าผู้คนรอบกายต่างเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึง แม้แต่ศิษย์ที่กำลังประลองอยู่บนเวทียังเผลอทำกระบี่หลุดมือร่วงลงพื้น

โชคดีที่คู่ต่อสู้ตรงข้ามก็กำลังเหม่อลอยเหมือนกัน เลยไม่ได้ฉวยโอกาสโจมตี

"พระ... พระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิง?" ดวงตาของผู้อาวุโสหกแทบถลนออกมา น้ำเสียงสั่นเครือ

"ใช่คนเดียวกับที่ข้าคิดหรือเปล่า? พระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงผู้บ้าคลั่งการต่อสู้ ที่เคยใช้กระบี่เดียวถล่มยอดเขาของพวกเราจนราบเป็นหน้ากลองคนนั้นน่ะนะ?"

หนานหลิงกับเป่ยหลิง (แดนเหนือ) สองขั้วอำนาจนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด

ความแค้นนี้สั่งสมมานับพันปี เล่าลือกันว่าเป่ยหลิงเคยเป็นยอดเขาหลักที่แยกตัวออกไปจากหนานหลิง

แต่นั่นก็เป็นแค่ข่าวลือ เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ รู้แค่ว่าตั้งแต่จำความได้ สองสำนักนี้ก็ไม่ลงรอยกันแล้ว

เคยมีเจ้าของยอดเขาคนหนึ่งของหนานหลิงพูดจาล่วงเกิน ผลคือพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงบุกมาเดี่ยวๆ ถล่มยอดเขาลูกหนึ่งจนราบคาบ แล้วเดินจากไปอย่างองอาจ

วีรกรรมของพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงยังมีอีกมาก เล่ากันว่าแม้แต่เผ่ามารจากแดนปีศาจ พอได้ยินชื่อพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงยังต้องยอมเดินอ้อม

ทว่า ปีศาจคลั่งการต่อสู้เช่นนั้นกลับแอบรักเจ้าสำนักของพวกเขาเนี่ยนะ?

"เฮือก..."

เสียงสูดลมหายใจเข้าดังระงมไปทั่ว ไม่มีใครจินตนาการออกเลยว่าคนบ้าดีเดือดอย่างพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงจะมีมุมแอบรักใครกับเขาเป็นด้วย

[เฮ้อ เพราะอย่างนี้นางเอกถึงได้ชีวิตรันทดไง ถ้านางเอกได้เติบโตอยู่ข้างกายพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิง คงไม่มีใครกล้ารังแกแน่ๆ]

ไม่ไกลออกไป ผู้อาวุโสสองเหลือบมองเจ้าสำนักแล้วแอบปาดเหงื่อ

เขาคิดในใจว่า ใช่สิ คงไม่มีใครกล้ารังแกหรอก ด้วยพลังรบของพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิง มีแต่จะไปรังแกชาวบ้านเขาน่ะสิ

ไม่เห็นหรือว่ายอดเขาลูกหนึ่งของสำนักหนานหลิงหายไปถาวรแล้ว นั่นคือบทเรียนเลือดเชียวนะ!

[น่าเสียดายจริงๆ หลังจากนางเอกถูกขโมยไป ก็เปลี่ยนมือไปหลายครั้ง สุดท้ายไปตกอยู่ในวังหลวงของโลกมนุษย์ บังเอิญถูกพระชายาของอ๋องกินเข้าไปเพราะนึกว่าเป็นผลไม้ทิพย์ จนในที่สุดก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา]

เจ้าสำนักบนแท่นสูงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่ลูกสาวยังคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่พระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงนี่มันยังไงกัน?

ตัวโตขนาดนั้นยังทำลูกหายได้อีก? น่าขายหน้าชะมัด!

แต่ถ้าไปเกิดในวังหลวง ชีวิตความเป็นอยู่ก็น่าจะสุขสบายดีไม่ใช่หรือ? ทำไมหลานเยว่ถึงบอกว่ารันทดนักล่ะ?

[พระชายาท่านนั้นก็ช่างอายุสั้นนัก คลอดนางเอกออกมาได้ไม่นานก็หมดบุญสิ้นใจ ทิ้งให้นางเอกต้องอยู่ในวังหลวงท่ามกลางฝูงหมาป่า ต้องซักผ้าให้คนตั้งมากมายราวกับบ่าวไพร่ หน้าหนาวต้องแบกน้ำเดินบนน้ำแข็ง! นี่แหละคือจุดเริ่มต้นวัยเด็กอันแสนรันทดของนางเอก! บ้าจริง ทำไมต้องรังแกลูกสาวข้าขนาดนี้ด้วย!]

[ลูกสาวข้าเกิดมามีหกนิ้ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้มีพรสวรรค์แท้ๆ แต่อ๋องเลวคนนั้นกลับปล่อยให้นางสนมในวังตัดนิ้วที่หกของลูกสาวข้าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม แค่คิดก็เจ็บแทนแล้ว!]

[ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว ยิ่งอ่านยิ่งปวดใจ จริงด้วย ข้าต้องสาปแช่งคนเขียนให้หนักๆ! เป็นความผิดของนักเขียนที่แต่งเรื่องออกมาได้รันทดขนาดนี้!]

หลานเยว่เงยหน้าขึ้นด้วยความโมโห ก็เห็นว่าศิษย์พี่ใหญ่ที่เมื่อครู่ยังเหม่อลอย ตอนนี้กลับน้ำตานองหน้า

"ฮือๆๆ ชีวิตรันทดเกินไปแล้ว!"

หลานเยว่เข้าใจผิด คิดว่าศิษย์พี่ใหญ่ร้องไห้เพราะเรื่องที่พวกเขาตกลงมาเมื่อกี้ นางจึงยื่นอุ้งมือไปตบไหล่ปลอบใจเบาๆ

"ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเรายังถือว่าโชคดีนะ แค่ตกลงมาแล้วมีคนช่วยไว้ทัน!"

ทว่ายิ่งปลอบ หลี่ไป๋กลับยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ใบหน้าขาวผ่องแดงระเรื่อจากการร้องไห้

หลานเยว่เกาหัวแกรกๆ ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมา นางรีบขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบว่า "ศิษย์พี่ใหญ่ ถ้าท่านหยุดร้อง เดี๋ยวข้าจะแอบบอกความลับของผู้อาวุโสห้าให้ฟังเรื่องหนึ่ง"

เสียงร้องไห้ของหลี่ไป๋หยุดกึกทันที

ผู้อาวุโสห้าที่นั่งอยู่ใกล้ๆ : "????"

จบบทที่ บทที่ 3: เรื่องราวความรักของเจ้าสำนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว