- หน้าแรก
- ความคิดต้องห้ามที่สามพิภพได้ยิน
- บทที่ 3: เรื่องราวความรักของเจ้าสำนัก
บทที่ 3: เรื่องราวความรักของเจ้าสำนัก
บทที่ 3: เรื่องราวความรักของเจ้าสำนัก
อะไรนะ? ลูกสาวแท้ๆ? เขาไปมีลูกสาวแท้ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เจ้าสำนักถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ เขาแม้แต่คู่บำเพ็ญเพียรยังไม่มี แล้วจะไปเป็นพ่อคนได้อย่างไร?
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับสายตาตำหนิติเตียนจากรอบทิศทาง โดยเฉพาะผู้อาวุโสห้าที่จ้องมองมาอย่างเคร่งขรึมเป็นพิเศษ
ส่วนผู้อาวุโสท่านอื่นต่างก็ทำสีหน้าปวดใจ ราวกับกำลังมองบุรุษสารเลวที่ทอดทิ้งลูกเมียอย่างไรอย่างนั้น
"เจ้าสำนัก ท่านไปมีคู่บำเพ็ญตั้งแต่เมื่อใด? แล้วยังทิ้งขว้างลูกสาวของตัวเองอีกหรือ?" ผู้อาวุโสสองเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง
"ขอข้านึกดูก่อน หรือจะเป็นเมื่อร้อยปีก่อน? ช่วงนั้นเจ้าสำนักหายตัวไปพักหนึ่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านไปผูกวาสนากับเซียนหญิงท่านใดในช่วงเวลานั้น?"
คำพูดของผู้อาวุโสสองช่วยเตือนสติ หยุนชงจึงนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยหายตัวไปหลายปีจริงๆ แต่พอกลับมาเขากลับจำเรื่องราวในช่วงนั้นไม่ได้เลย
หรือว่าตอนนั้นเขาจะไปครองคู่กับเซียนหญิงสักคน แล้วทิ้งนางมา แถมยังไม่ยอมรับลูกในไส้อีก?
ร่างของหยุนชงสั่นเทา หรือเขาจะเป็นชายสารเลวที่ทอดทิ้งลูกเมียจริงๆ?
"ไม่ถูกต้องสิ เจ้าสำนักหายไปเมื่อร้อยปีก่อน หากมีลูกสาวตอนนั้น ป่านนี้นางก็ต้องอายุร้อยปีแล้วสิ!" ผู้อาวุโสสองฉุกคิดเรื่องเวลาขึ้นมาได้จึงรีบแย้ง
"อีกอย่าง สำนักหนานหลิงของเรารับศิษย์ที่อายุไม่เกินสิบห้าปีเท่านั้น เกินกว่านั้นเราไม่รับ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร..."
"พี่รอง ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือ? ที่นี่ไม่ใช่โลกมนุษย์นะ ที่สตรีต้องอุ้มท้องสิบเดือนถึงจะคลอด
ในโลกบำเพ็ญเพียรมีเซียนหญิงตั้งครรภ์นานนับสิบปีถมเถไป จะอุ้มท้องสักร้อยปีก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้! เชื่อข้าเถอะ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น!"
ผู้อาวุโสหกที่อยู่ด้านล่างคอยสังเกตการณ์อยู่ตลอด พอได้ยินบทสนทนาก็อดไม่ได้ที่จะส่งกระแสเสียงเข้ามาร่วมวงด้วย
เมื่อเจอกับการวิเคราะห์เช่นนี้ แม้แต่หยุนชงเองก็เริ่มไขว้เขว หรือว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นความจริง?
ในช่วงที่ความจำเสื่อม เขาทำให้เซียนหญิงผู้อ่อนแอต้องอุ้มท้องนานนับร้อยปี ต้องทนทุกข์ทรมานสารพัดเพื่อคลอดลูกสาวของพวกเขาออกมางั้นหรือ?
ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาคงสมควรตายสักพันครั้ง...
[น่าสงสาร น่าสงสารจริงๆ! ทุกครั้งที่อ่านเจอเรื่องราวของนางเอก ข้าก็รู้สึกว่ามันรันทดเกินไปแล้ว! คนเราจะมีปูมหลังชีวิตที่น่าเวทนาขนาดนี้ได้ยังไงกัน?]
บนแท่นสูง ร่างของเจ้าสำนักสั่นสะท้าน ขอบตาเริ่มแดงก่ำ
ลูก... ลูกสาวของเขาต้องใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาขนาดนั้นเชียวหรือ?
เป็นความผิดของเขาเอง หากเขาไม่ทอดทิ้งลูกเมีย หากตอนนั้นเขาพยายามฟื้นความทรงจำให้ดี ลูกสาวของเขาคงไม่ต้อง...
[จะว่าไป เจ้าสำนักก็คงไม่รู้หรอกว่ามีลูกสาวคนนี้อยู่บนโลก ก็แน่ล่ะ ใครจะไปคิดว่าจะถูกศัตรูคู่อาฆาตแอบรักมานานขนาดนี้ แถมยังถูกอีกฝ่ายขโมยเลือดหัวใจไปอีก?]
ดวงตาที่แดงก่ำของเจ้าสำนักเบิกกว้างขึ้นทันที น้ำตาที่กำลังจะไหลย้อนกลับเข้าไปแทบไม่ทัน
อะไรนะ????
ศัตรูคู่อาฆาต? ศัตรูคนไหน?
ทำไมทุกคำที่หลานเยว่พูดเขาฟังรู้เรื่องหมด แต่พอเอามาต่อกันแล้วกลับไม่เข้าใจเลยสักนิด?
"เจ้าสำนัก นึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะมีคนแอบปลื้มที่เก่งกาจขนาดนี้ ทำไมต้องเป็นศัตรูกันด้วยล่ะ? เปลี่ยนมาเป็นคู่บำเพ็ญไม่ดีกว่าหรือ?"
เจ้าของยอดเขาหิมะหยก ผู้สวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าพลิ้วไหวงดงาม ถือพัดกลมสีฟ้าอ่อนป้องปากหัวเราะเบาๆ
คนที่จะถูกเรียกว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเจ้าสำนักได้มีอยู่ไม่กี่คน อย่างแรกคือระดับตบะและฝีมือต้องสูสีกัน
หากเซียนหญิงระดับนั้นมาร่วมมือกับเจ้าสำนัก สำนักหนานหลิงของพวกเขาจะไม่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรขึ้นไปอีกหรือ?
เจ้าของยอดเขาท่านอื่นๆ ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย พลังฝีมือของเจ้าสำนักนั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด คนที่คู่ควรจะเป็นคู่ต่อกรย่อมต้องไม่ธรรมดา
เมื่อเจอกับสายตาคาดหวังของทุกคน หยุนชงที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางกลับทำหน้าไม่ถูก ประเด็นสำคัญคือเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าศัตรูคู่อาฆาตคนนั้นคือใคร!
เขาเองก็อยากรู้ใจจะขาดเหมือนกันว่าใครกันนะที่กล้าแอบทำเรื่องแบบนี้ลับหลังเขา!
[โอ้ เรื่องราวความรักความแค้นที่บอกใครไม่ได้ระหว่างเจ้าสำนักกับศัตรูคู่อาฆาต แตงลูกนี้ก็น่าอร่อยไม่เบา ขอสืบหน่อยซิ]
ดวงตาของหลานเยว่เป็นประกายวิบวับอยู่ไม่ไกล นางไม่ทันสังเกตเลยว่าลานประลองที่เคยอึกทึกครึกโครม บัดนี้เงียบกริบจนน่าประหลาด
บนเวทีประลองทั้งห้าที่โดดเด่นสะดุดตา คู่ต่อสู้ที่เมื่อครู่ยังฟาดฟันกันอย่างดุเดือด ตอนนี้กลับยืนกวัดแกว่งกระบี่ไปมาอย่างเชื่องช้า ดูเหมือนกำลังแลกเปลี่ยนกระบวนท่า แต่ความจริงแล้วต่างคนต่างกำลังเงี่ยหูฟังเรื่องรักลับๆ ของเจ้าสำนักกันอย่างตั้งใจ
หากไม่ใช่เพราะเกรงกลัวอานุภาพของศาสตราวุธวิญญาณ ป่านนี้คนพวกนั้นคงวิ่งเข้ามาล้อมวงเม้าท์มอยกับหลานเยว่ไปแล้ว
[อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะ มิน่าล่ะ...]
เสียงในใจของหลานเยว่หยุดไปดื้อๆ เล่นเอาคนรอบข้างร้อนรนจนแทบนั่งไม่ติด อยากจะยื่นหูเข้าไปฟังใกล้ๆ ให้รู้แล้วรู้รอด
มีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา เดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด ลังเลว่าควรจะเข้าไปห้ามนางดีหรือไม่
แต่สุดท้ายหยุนชงก็ถอนหายใจ เขาเองก็อยากรู้ที่มาที่ไปของลูกสาวเหมือนกัน จะพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไปเถอะ ขอแค่ตามหาลูกสาวเจอเป็นพอ
[ตอนอ่านนิยาย ข้าก็แค่อ่านผ่านๆ ข้ามไปตั้งเยอะ รู้แค่ว่านางเอกชีวิตรันทดและเก่งมาก แต่นึกไม่ถึงเลยว่าอีกครึ่งหนึ่งจะเป็นสายเลือด **** !]
เสียงในใจที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของเด็กสาวดังก้องไปทั่วลานประลอง
ทว่าคนฟังแทบคลั่ง สายเลือดอะไรกันแน่?! ทำไมศาสตราวุธวิญญาณถึงมีระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติด้วย? หรือว่ามันไปกระตุ้นความลับสวรรค์บางอย่างเข้า?
ศัตรูคู่อาฆาตของเจ้าสำนักยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ?
[แต่ว่า พระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงก็น่าสงสารเหมือนกัน อุตส่าห์ขโมยเลือดหัวใจไปได้ ใช้สมบัติวิเศษบ่มเพาะมาเกือบร้อยปี นึกไม่ถึงว่าพอลูกสาวใกล้จะคลอด ดันถูกคนขโมยไปซะงั้น!]
หลานเยว่ถอนหายใจ รู้แบบนี้น่าจะอ่านนิยายให้ละเอียดกว่านี้ พลาดเรื่องเด็ดไปตั้งเยอะ!
โชคดีที่ทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องนี้ แถมยังได้ระบบนินทาทั่วสามภพติดตัวมาด้วย
นางแอบกินแตงอยู่ตรงนี้อย่างสบายใจ ไม่ได้รู้สึกอะไรผิดปกติ เพียงแค่รู้สึกว่าโลกภายนอกดูเงียบสงบกว่าเดิมนิดหน่อย
นางไม่ทันสังเกตเลยว่าผู้คนรอบกายต่างเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึง แม้แต่ศิษย์ที่กำลังประลองอยู่บนเวทียังเผลอทำกระบี่หลุดมือร่วงลงพื้น
โชคดีที่คู่ต่อสู้ตรงข้ามก็กำลังเหม่อลอยเหมือนกัน เลยไม่ได้ฉวยโอกาสโจมตี
"พระ... พระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิง?" ดวงตาของผู้อาวุโสหกแทบถลนออกมา น้ำเสียงสั่นเครือ
"ใช่คนเดียวกับที่ข้าคิดหรือเปล่า? พระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงผู้บ้าคลั่งการต่อสู้ ที่เคยใช้กระบี่เดียวถล่มยอดเขาของพวกเราจนราบเป็นหน้ากลองคนนั้นน่ะนะ?"
หนานหลิงกับเป่ยหลิง (แดนเหนือ) สองขั้วอำนาจนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด
ความแค้นนี้สั่งสมมานับพันปี เล่าลือกันว่าเป่ยหลิงเคยเป็นยอดเขาหลักที่แยกตัวออกไปจากหนานหลิง
แต่นั่นก็เป็นแค่ข่าวลือ เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ รู้แค่ว่าตั้งแต่จำความได้ สองสำนักนี้ก็ไม่ลงรอยกันแล้ว
เคยมีเจ้าของยอดเขาคนหนึ่งของหนานหลิงพูดจาล่วงเกิน ผลคือพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงบุกมาเดี่ยวๆ ถล่มยอดเขาลูกหนึ่งจนราบคาบ แล้วเดินจากไปอย่างองอาจ
วีรกรรมของพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงยังมีอีกมาก เล่ากันว่าแม้แต่เผ่ามารจากแดนปีศาจ พอได้ยินชื่อพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงยังต้องยอมเดินอ้อม
ทว่า ปีศาจคลั่งการต่อสู้เช่นนั้นกลับแอบรักเจ้าสำนักของพวกเขาเนี่ยนะ?
"เฮือก..."
เสียงสูดลมหายใจเข้าดังระงมไปทั่ว ไม่มีใครจินตนาการออกเลยว่าคนบ้าดีเดือดอย่างพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงจะมีมุมแอบรักใครกับเขาเป็นด้วย
[เฮ้อ เพราะอย่างนี้นางเอกถึงได้ชีวิตรันทดไง ถ้านางเอกได้เติบโตอยู่ข้างกายพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิง คงไม่มีใครกล้ารังแกแน่ๆ]
ไม่ไกลออกไป ผู้อาวุโสสองเหลือบมองเจ้าสำนักแล้วแอบปาดเหงื่อ
เขาคิดในใจว่า ใช่สิ คงไม่มีใครกล้ารังแกหรอก ด้วยพลังรบของพระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิง มีแต่จะไปรังแกชาวบ้านเขาน่ะสิ
ไม่เห็นหรือว่ายอดเขาลูกหนึ่งของสำนักหนานหลิงหายไปถาวรแล้ว นั่นคือบทเรียนเลือดเชียวนะ!
[น่าเสียดายจริงๆ หลังจากนางเอกถูกขโมยไป ก็เปลี่ยนมือไปหลายครั้ง สุดท้ายไปตกอยู่ในวังหลวงของโลกมนุษย์ บังเอิญถูกพระชายาของอ๋องกินเข้าไปเพราะนึกว่าเป็นผลไม้ทิพย์ จนในที่สุดก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา]
เจ้าสำนักบนแท่นสูงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่ลูกสาวยังคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่พระบุตรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหลิงนี่มันยังไงกัน?
ตัวโตขนาดนั้นยังทำลูกหายได้อีก? น่าขายหน้าชะมัด!
แต่ถ้าไปเกิดในวังหลวง ชีวิตความเป็นอยู่ก็น่าจะสุขสบายดีไม่ใช่หรือ? ทำไมหลานเยว่ถึงบอกว่ารันทดนักล่ะ?
[พระชายาท่านนั้นก็ช่างอายุสั้นนัก คลอดนางเอกออกมาได้ไม่นานก็หมดบุญสิ้นใจ ทิ้งให้นางเอกต้องอยู่ในวังหลวงท่ามกลางฝูงหมาป่า ต้องซักผ้าให้คนตั้งมากมายราวกับบ่าวไพร่ หน้าหนาวต้องแบกน้ำเดินบนน้ำแข็ง! นี่แหละคือจุดเริ่มต้นวัยเด็กอันแสนรันทดของนางเอก! บ้าจริง ทำไมต้องรังแกลูกสาวข้าขนาดนี้ด้วย!]
[ลูกสาวข้าเกิดมามีหกนิ้ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้มีพรสวรรค์แท้ๆ แต่อ๋องเลวคนนั้นกลับปล่อยให้นางสนมในวังตัดนิ้วที่หกของลูกสาวข้าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม แค่คิดก็เจ็บแทนแล้ว!]
[ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว ยิ่งอ่านยิ่งปวดใจ จริงด้วย ข้าต้องสาปแช่งคนเขียนให้หนักๆ! เป็นความผิดของนักเขียนที่แต่งเรื่องออกมาได้รันทดขนาดนี้!]
หลานเยว่เงยหน้าขึ้นด้วยความโมโห ก็เห็นว่าศิษย์พี่ใหญ่ที่เมื่อครู่ยังเหม่อลอย ตอนนี้กลับน้ำตานองหน้า
"ฮือๆๆ ชีวิตรันทดเกินไปแล้ว!"
หลานเยว่เข้าใจผิด คิดว่าศิษย์พี่ใหญ่ร้องไห้เพราะเรื่องที่พวกเขาตกลงมาเมื่อกี้ นางจึงยื่นอุ้งมือไปตบไหล่ปลอบใจเบาๆ
"ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเรายังถือว่าโชคดีนะ แค่ตกลงมาแล้วมีคนช่วยไว้ทัน!"
ทว่ายิ่งปลอบ หลี่ไป๋กลับยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ใบหน้าขาวผ่องแดงระเรื่อจากการร้องไห้
หลานเยว่เกาหัวแกรกๆ ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมา นางรีบขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบว่า "ศิษย์พี่ใหญ่ ถ้าท่านหยุดร้อง เดี๋ยวข้าจะแอบบอกความลับของผู้อาวุโสห้าให้ฟังเรื่องหนึ่ง"
เสียงร้องไห้ของหลี่ไป๋หยุดกึกทันที
ผู้อาวุโสห้าที่นั่งอยู่ใกล้ๆ : "????"