เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4: ยุยงปลุกปั่น

บทที่ 4: ยุยงปลุกปั่น

บทที่ 4: ยุยงปลุกปั่น


ผู้อาวุโสห้า: ข้าควรขอบคุณเจ้าจริงๆ สินะ!

หลี่ไป๋ตกใจจนทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี สักพักเขาก็เรอออกมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนเกือบจะมีฟองอากาศลอยออกมาจากจมูก

"พรืด!" หลานเยว่กลั้นขำไม่อยู่ รีบหยิบหินบันทึกวิญญาณออกมาถ่ายภาพใบหน้าของศิษย์พี่ในระยะประชิดเก็บไว้ทันที

[ศิษย์พี่ตลกชะมัด ไม่รู้คนแต่งคิดอะไรถึงกำหนดให้ศิษย์พี่เป็นตัวร้าย! มีตัวร้ายที่น่ารักขนาดนี้ด้วยเหรอ?]

ตัวร้าย?

หลี่ไป๋เกาหัวแกรกๆ อย่างมึนงง ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำคำนี้นัก

ทว่าความคิดในใจของหลานเยว่ก็เปลี่ยนเรื่องไปอย่างรวดเร็ว หันไปสนใจเรื่องซุบซิบของเจ้าสำนักแทน

"ศิษย์พี่ เดี๋ยวพวกเราค่อยคุยกันเบาๆ นะ ตรงนี้คนเยอะเกินไป" หลานเยว่กระซิบกระซาบอยู่ข้างๆ

หลี่ไป๋สัมผัสได้ถึงกระแสจิตที่ซ่อนเร้นนับไม่ถ้วนรอบกายจนหนังศีรษะชาวาบ พลางคิดในใจว่า 'ก็ใช่น่ะสิ คนเยอะจริงๆ สัมผัสวิญญาณของทุกคนพุ่งเป้ามาที่นี่ มีแค่ศิษย์น้องคนเดียวที่ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว'

"เอ่อ ศิษย์น้อง หรือว่าเจ้าจะไม่พูดแล้วดีกว่าไหม" เขาเสนอเสียงอ่อย

"หือ?" หลานเยว่กำลังง่วนอยู่กับการค้นหาเรื่องชาวบ้านจึงได้ยินไม่ถนัด

"ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ศิษย์น้องเชิญต่อเลย ต่อเลย" หลี่ไป๋ส่ายหน้าพัลวัน เขาไม่กล้าพูดอะไรอีกแล้ว กลัวว่าขืนพูดมากไป อาจารย์จะยิ่งถูกแฉเรื่องน่าอายออกมาอีก

ถึงตอนนั้นเขาคงอยากจะร้องไห้ แต่ก็ไม่รู้จะไปร้องที่ไหนดี

[จะดูเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังระหว่างเจ้าสำนักกับคู่ปรับเก่าก่อน หรือจะดูตำแหน่งของนางเอกก่อนดีนะ?]

หลานเยว่ลังเลใจเป็นที่สุด นางรู้สึกว่าเรื่องเผือกของเจ้าสำนักนี่มันแซ่บจริงๆ!

ตอนที่อ่านนิยาย เรื่องพวกนี้ไม่ได้ถูกเขียนไว้ ส่วนใหญ่บรรยายแต่การเติบโตของกลุ่มพระเอกนางเอก นึกไม่ถึงเลยว่าระบบนินทาทั่วสามภพจะทรงพลังขนาดนี้

เสียดายอยู่อย่างเดียว แม้จะมีเรื่องชาวบ้านและแตงสดใหม่ให้กินเพียบ แต่การเปิดดูแต่ละทีต้องใช้พลังวิญญาณ

และนางเพิ่งจะผ่านขั้นดึงปราณเข้าสู่ร่าง พลังวิญญาณที่มีจึงน้อยนิดจนน่าสงสาร

วันนี้แค่พลิกดูเรื่องชาวบ้านไปสองเรื่อง นางก็เริ่มเวียนหัวแล้ว

บ้าจริง ดูท่าคงต้องตั้งใจบำเพ็ญเพียรเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นต่อไปคงไม่มีแรงเผือกเรื่องชาวบ้านแน่!

สำหรับสาวน้อยผู้รักการกินแตงเป็นชีวิตจิตใจ เรื่องนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด!

[ช่างเถอะ ดูตำแหน่งของ 'นู่เอ๋อ' ก่อนดีกว่า นู่เอ๋อน่าสงสารจริงๆ ฮือออ... ระบบ สรุปตอนนี้แม่นางเอกของข้าอยู่ที่ไหน?]

หลานเยว่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามระบบในใจ นางไม่ได้คาดหวังว่าระบบจะตอบกลับ

ตั้งแต่ผูกจิตกับระบบนี้ นางมักจะคุยกับตัวเองฝ่ายเดียว เจ้าระบบแทบไม่เคยตอบโต้ จนนางเริ่มปลงตกแล้ว

แต่ทว่า วินาทีต่อมา...

[ระบบ: อีกเดี๋ยว นางเอกกำลังถูกรังแกอยู่ที่เขาหลัง เบาะแสจะปรากฏในไม่ช้า]

หลานเยว่: "!!!!"

[ระบบ ที่แท้เจ้าก็มีชีวิตเหรอเนี่ย! ร้ายกาจจริงๆ ในที่สุดก็ยอมพูดสักที]

[ระบบ: ถ้าข้าไม่มีชีวิต แล้วเจ้าจะกินแตงได้เรอะ? เจ้าขาดข้าได้หรือไง? (▼ヘ▼#)]

[ระบบ เจ้าพูดถูก ข้าขาดเจ้าไม่ได้จริงๆ!]

หลานเยว่โผเข้ากอดก้อนขนสีเหลืองกลมดิกในห้วงจิตแล้วจูบฟอดใหญ่

ระบบ... ระบบนิ่งค้างไปเลย ราวกับเครื่องรวน

[จริงสิ เมื่อกี้คุยถึงไหนแล้วนะ? นู่เอ๋อของข้าไปถึงเขาหลังแล้ว เชี่ย! นางเอกไปถึงตั้งแต่เมื่อไหร่?]

หลานเยว่ตกใจจนแทบกระโดด นางรอคอยกลุ่มตัวเอกมาตั้งนาน ในที่สุดคนแรกก็มาถึงเสียที!

[น่าเสียดาย ข้าเหาะกระบี่ไม่เป็น ต่อให้ไปก็คงเป็นได้แค่ตัวประกอบรับกระสุน...]

หลานเยว่ขมวดคิ้วด้วยความกังวลสุดขีด

[เฮ้อ ไม่รู้เมื่อไหร่เจ้าสำนักจะรู้ตัว หรือต้องรอให้นางเอกโดนทรมานไปสักพักเหมือนในนิยาย? แบบนั้นนู่เอ๋อคงน่าสงสารแย่! เอ๊ะ เดี๋ยวนะ เจ้าสำนักล่ะ? เจ้าสำนักหายไปไหนแล้ว?]

นางหันกลับไปมอง พบว่าเจ้าสำนักที่เคยนั่งอยู่บนประธานอาสน์หายตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสรอบข้างก็หายไปหลายคน

คาดว่าคงไปจัดการธุระสำคัญกระมัง ได้ยินว่าวันๆ เจ้าสำนักมีเรื่องให้จัดการมากมาย ทั้งเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ ยุ่งยิ่งกว่าครูประจำชั้นสมัยมัธยมของนางเสียอีก

ระบบเงียบไปแล้ว ระบบกินแตงที่ไม่ได้กินแตง แถมตัวนางก็เป็นแค่ไก่อ่อนที่แม้แต่วิชาควบคุมกระบี่ยังทำไม่ได้ คงไปช่วยนางเอกไม่ไหว หลานเยว่ได้แต่นั่งเท้าคางมองดูคนตีกันข้างล่างอย่างเบื่อหน่าย

[การประลองยุทธ์นี่ดูขอไปทีจัง หรือเพราะเจ้าสำนักไม่อยู่ พวกเขาเลยไม่อยากแสดงฝีมือกันแล้ว?]

เสียงในใจที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำเอาคนที่กำลังประลองอยู่บนเวทีแทบกระอักเลือด

หมายความว่ายังไงที่ว่าเจ้าสำนักไม่อยู่แล้วไม่อยากแสดงฝีมือ? ไม่ใช่โว้ย! เป็นเพราะแตงที่เจ้าปล่อยออกมามันหวานฉ่ำจนพวกข้าอดใจฟังไม่ได้ต่างหาก!

เจ้าสำนักกับพระบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนเหนือเจอกันได้ยังไง? พวกเขาก็อยากฟังตำนานรักแรงแค้นต่อเหมือนกันนะ!

ไหนๆ เจ้าสำนักก็ไม่อยู่แล้ว เจ้าจะไม่แอบส่องเรื่องลับๆ ของเจ้าสำนักต่อหน่อยเหรอ?

[แปลกจัง ทำไมการต่อสู้บนเวทีถึงดูอ่อนปวกเปียกเหมือนคนไม่ได้กินข้าว หรือว่าเมื่อคืนพวกเขาจะหักโหมหนักเกินไป?]

สิ้นเสียงความคิดนี้ เหล่าผู้อาวุโสจำนวนมากก็เหาะลงมา จ้องมองไปยังลานประลองด้วยสายตาเคร่งขรึม

ภายใต้สายตากดดันของเหล่าผู้อาวุโส คนบนเวทีไม่กล้าออมมืออีกต่อไป รีบเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดทันที

[ว่าแล้วเชียว นี่สิถึงจะเป็นระดับปกติของพวกศิษย์พี่ เมื่อกี้ข้าคงยังไม่ตื่นดีเลยตาฝาดไปเองแน่ๆ]

หลานเยว่หาวหวอดพลางวิจารณ์ในใจ

กลุ่มคนบนเวที: "..."

แม้จะรู้ว่าศิษย์น้องกำลังชม แต่ทำไมอารมณ์มันช่างซับซ้อนบอกไม่ถูก

"ศิษย์พี่ชุดน้ำเงินคนนั้น ฮุกซ้ายเลย! จัดการตอนเขาล้มนั่นแหละ!"

"ศิษย์พี่หญิงคนสวยที่ถือร่ม ตอนเรียกฝนทิพย์แอบผสมเครื่องปรุงลงไปหน่อยสิ! แบบนั้นอย่าว่าแต่คู่ต่อสู้เลย ล้มกันทั้งบางแน่! มาถึงขั้นนี้แล้ว งัดไม้ตายออกมาใช้เถอะ!"

"ศิษย์พี่ชุดดำอีกคน เข็มเงินของพวกเรานอกจากรักษาคนแล้ว ยังใช้เป็นอาวุธลับซัดใส่คนได้นะ..."

"..."

ลานประลองมีทั้งหมดห้าแห่ง หลานเยว่ยุยงปลุกปั่นไปเกือบครบทุกเวที จนผู้อาวุโสที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่รอบๆ พบว่าเหล่าศิษย์ที่เมื่อครู่ยังประลองกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นดุดันอำมหิต

บ้างก็ซ่อนเข็ม บ้างก็วางยาพิษในสายฝน บ้างก็ต่อยทีเอาให้ตาย

แต่ละคนโหดเหี้ยมยิ่งกว่ากัน

เหล่าผู้อาวุโสได้แต่แอบกางม่านพลังป้องกันเพิ่มอีกชั้นให้แก่เวทีเหล่านั้นอย่างเงียบๆ แล้วถอยห่างออกมาอีกสองสามก้าว

พวกเขามองดูเหล่าศิษย์ที่สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายในม่านพลัง แล้วหันไปมองหลานเยว่ที่กำลังนั่งหาวอยู่ไม่ไกล อารมณ์ของพวกเขายิ่งซับซ้อนหนักเข้าไปอีก

ดูเหมือนว่าแม้แม่หนูคนนี้พรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญเพียรจะไม่เท่าไหร่ แต่ฝีปากนี่สิเหลือร้ายนัก! แค่คำยุแยงไม่กี่คำ ก็เปลี่ยนบรรยากาศของลานประลองไปได้ขนาดนี้

ได้ผลดีกว่าพวกเขายืนเฝ้ามาทั้งเช้าเสียอีก

เหล่าผู้อาวุโสกำลังยืนอึ้ง แล้วพวกเขาก็หันกลับไปมองอีกครั้ง

โอ้โห เจ้าตัวแสบคนนี้ดันนั่งสัปหงกอยู่ข้างๆ ผู้อาวุโสห้า มือยังกำหนวดเคราของเขาไว้แน่น แล้วก็หลับปุ๋ยไปเสียแล้ว ท่าทางว่าง่ายน่าเอ็นดูนั้น ไร้ซึ่งร่องรอยของความแสบสันและการยุยงปลุกปั่นเมื่อครู่นี้โดยสิ้นเชิง

จบบทที่ บทที่ 4: ยุยงปลุกปั่น

คัดลอกลิงก์แล้ว