เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13: รับสมัครเด็กนอกคอก

บทที่ 13: รับสมัครเด็กนอกคอก

บทที่ 13: รับสมัครเด็กนอกคอก


"เฮ้อออออ สบายดีจังแฮะ" เรย์จิพึมพำขณะนอนเอกเขนกอยู่บนดาดฟ้าอย่างขี้เกียจ

วันพฤหัสบดีแล้ว สองสามวันที่ผ่านมาค่อนข้างเงียบสงบ เขาอาจจะยังโดนมองด้วยสายตาแย่ๆ หรือไม่ก็โดนเมินไปเลยซะส่วนใหญ่ เขาเลยเลือกที่จะอยู่คนเดียว อย่างน้อยก็พยายามทำแบบนั้น แต่อิชิฮาระกับฟูจิโมโตะก็แวะมาคุยด้วยบ้างเป็นครั้งคราว

เขาซาบซึ้งใจมาก แต่สังเกตเห็นว่าสองคนนั้นเริ่มโดนมองแปลกๆ เพราะมาคุยกับเขา เขาเลยตัดสินใจหาสถานที่เงียบๆ ไว้สิงสถิต

และนั่นก็คือดาดฟ้า ปกติแล้วห้ามนักเรียนขึ้นมาบนนี้ถ้าไม่ได้รับอนุญาต แต่แน่นอนว่าเรย์จิไม่สน

'เอาน่า มันช่วยให้ฉันไม่ต้องไปก่อเรื่องที่ไหน วิน-วินทั้งคู่' นั่นคือข้ออ้างของเขา บนดาดฟ้ามีเพิงเก็บของที่มีหลังคาลาดเอียง เหมาะสำหรับนอนอาบแดดสุดๆ และนั่นคือสิ่งที่เขากำลังทำอยู่

แอ๊ดดด

เรย์จิหันไปตามเสียง เห็นประตูเปิดออกพร้อมกับผมสีเขียวและสีม่วงที่โผล่ออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ หางตาของเขากระตุก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะถาม

"พวกนายสองคนมาทำอะไรที่นี่?"

"เอ่อ... ขอพวกเรากินข้าวด้วยได้ไหมคะยากามิซัง?" ฟูจิโมโตะถามขณะก้าวออกมา

อิชิฮาระเดินตามหลังมาพร้อมชูกล่องข้าวขึ้นสนับสนุน

"....พวกนายน่ะ ไม่มีเพื่อนคบเหรอไง? ทำไมถึงอยากมากินข้าวกับฉัน?"

เรย์จิงงจริงๆ ใช่ เขาเคยช่วยอิชิฮาระไว้ แต่ชื่อเสีย(ง)ของเขามันแย่มากจนฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลยที่ใครจะอยากมายุ่งเกี่ยว ส่วนฟูจิโมโตะยิ่งแล้วใหญ่ เขาแทบไม่ได้สนิทอะไรด้วยเลย

"ผมไม่ค่อยมีเพื่อนอยู่แล้วน่ะครับ..." อิชิฮาระตอบเสียงอ่อย

"ส่วนฉัน พอไปบอกเพื่อนๆ ว่ายากามิซังพยายามจะเปลี่ยนตัวเอง พวกเขาก็... ไม่เชื่อ แล้วตอนนี้ทุกครั้งที่เจอกัน พวกเขาก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้ฉันเลิกคุยกับคุณ" ฟูจิโมโตะเสริม เธอดูหงุดหงิดกับเรื่องนี้ นิ้วมือกำกล่องข้าวแน่น

"ก็นะ ฉันเข้าใจเจ้าหัวเขียว แต่ฟูจิโมโตะซัง เธอควรไปคืนดีกับเพื่อนนะ พวกเขาไม่ได้พูดผิดซะทีเดียวหรอก ขืนเธอมาขลุกอยู่กับฉัน ภาพพจน์เธอจะป่นปี้ไปด้วยนะ"

เรย์จิไม่รังเกียจที่จะคบหากับอิชิฮาระเพราะสถานการณ์ของหมอนั่นก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขา การอยู่ด้วยกันอย่างน้อยก็ทำให้ทั้งคู่มีเพื่อนคุย แต่ฟูจิโมโตะมีสังคมของเธออยู่แล้ว มันเสี่ยงเกินไปที่จะพยายามรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสองฝั่ง

ฟูจิโมโตะนิ่งไปเหมือนกำลังใช้ความคิด ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยแววตามุ่งมั่น

"โอเค ตัดสินใจแล้ว! ฝากตัวด้วยนะคะอิชิฮาระซัง ยากามิซัง!" เธอประกาศด้วยสีหน้าสดใส

"หา? นี่ไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเมื่อกี้เลยรึไง?"

"ถ้าเพื่อนของฉันเป็นพวกหูเบาเชื่อแต่ข่าวลือ หรือไม่ให้โอกาสคนกลับตัวกลับใจ ฉันก็ไม่อยากคบกับคนแบบนั้นหรอกค่ะ!"

เรย์จิอยากจะเขกกะโหลกเธอสักทีแล้วไล่ให้กลับไปซะ แต่พอเห็นรอยยิ้มมีความสุขของเธอ เขาก็ทำไม่ลง

"...อย่ามาโทษฉันทีหลังก็แล้วกัน ถ้าพวกนายกลายเป็นแกะดำขึ้นมา" เขาพูดยอมแพ้ต่อความดื้อรั้นของทั้งคู่

"นั่นหมายความว่า?"

"ตกลงเหรอครับ?"

ทั้งสองถามพร้อมกัน แทบจะกระโดดตัวลอย

"เออ ตามนั้นแหละ มากินข้าวกัน"

เรย์จิหยิบกล่องข้าวออกมาเปิด อีกสองคนก็นั่งลงแล้วเปิดกล่องข้าวตาม กลิ่นหอมฉุยลอยออกมาจากกล่องของเรย์จิ เผยให้เห็นข้าวสวยร้อนๆ โปะหน้าด้วยไก่ผัดซอส ไข่ม้วน ไส้กรอกหั่นแว่น และผักดอง

อิชิฮาระและฟูจิโมโตะจ้องตาค้าง น้ำลายสอด้วยกลิ่นหอมเย้ายวนที่ลอยออกมา เรย์จิยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจขณะหยิบตะเกียบ

"ยะ-ยากามิซัง ซื้อข้าวกล่องมาจากร้านไหนคะ? น่ากินม๊ากกกก" ฟูจิโมโตะโพล่งออกมาด้วยความตื่นเต้น อิชิฮาระพยักหน้ารัวๆ เหมือนอยากรู้ด้วย

"ฉันทำเอง อยากลองชิมไหม?"

เขาทำหน้าอวดนิดๆ ก็เขาเริ่มหัดทำอาหารกินเองตั้งแต่ไปอยู่กับลุงนี่นา

ถึงตอนนั้นจะยังเด็ก แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมกะทันหันทำให้เขาต้องโตเร็วกว่าปกติ เขาตัดสินใจพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดเพราะลุงแทบไม่คุยด้วยเลย

แน่นอนว่าต้องใช้เวลานานกว่าจะทำออกมาได้ดี แต่ตอนที่เขาข้ามมิติมา เรย์จิ/อเล็กซ์ ก็มีฝีมือเข้าขั้นเชี่ยวชาญแล้ว

เขาถึงขั้นหลงรักการทำอาหาร และศึกษาเพิ่มเติมในเวลาว่างจนถึงขนาดไปสมัครเป็นพาร์ตไทม์ตามร้านอาหารต่างๆ เพื่อหาประสบการณ์

ถ้ายังเป็นอเล็กซ์อยู่ เขาอาจจะยึดอาชีพเชฟไปแล้วก็ได้

"จ-จริงเหรอครับ? ไม่รังเกียจแน่นะครับ?" อิชิฮาระถามอย่างเกรงใจ ส่วนฟูจิโมโตะไม่ลังเลเลยสักนิด คีบไก่เข้าปากทันทีที่ได้รับอนุญาต

ตาของเธอเบิกกว้างพร้อมส่งเสียงวี๊ดว้ายด้วยความฟิน ทำเอาอิชิฮาระน้ำลายไหลต้องรีบคีบมากินบ้าง

"ว้าว อร่อยมากเลยค่ะ เผลอๆ อร่อยกว่าร้านอาหารบางร้านอีก! ทำไมคุณทำอาหารเก่งจังคะยากามิซัง?"

"แปลกขนาดนั้นเลย? ฉันแค่ชอบทำอาหารน่ะ ปกติก็ทำกินเองทุกวันอยู่แล้ว" เขาเกาหัวแก้เขินนิดหน่อย เขาแพ้ทางคำชมจากใจจริง ท่าทางกระตือรือร้นของทั้งคู่ทำให้เขาอดขำไม่ได้

"แน่นอนว่าแปลกสิคะ! ใครจะไปคิดว่าอันธพาลยากูซ่าที่ดูไม่เอาไหนจะทำอาหารเก่งขนาดนี้?" เธออุทาน

"...โอเค งั้นเธออดกินแล้วฟูจิโมโตะ เอ้านี่ กินเยอะๆ เลยนะเจ้าหัวเขียว!"

"หา! ข-ขอโทษค่า ยากามิซัง ฉันแค่ล้อเล่นเฉยๆ!" ฟูจิโมโตะร้องโอดโอยหน้าเศร้า เธอดึงแขนเสื้อเรย์จิด้วยสายตาเว้าวอน ทำเอาเขาหลุดขำ

"ฮ่าๆ ฉันก็ล้อเล่นเหมือนกัน กินกันตามสบายเลย ฉันไม่ค่อยหิวเท่าไหร่"

"ข-ขอบคุณครับ เอ่อ แต่ ท-ทำไมถึงเรียกผมว่าเจ้าหัวเขียวล่ะครับ?" อิชิฮาระถาม

"อ่า... โทษที ฉันไม่ทันรู้ตัวเลยแฮะ ฉันมีนิสัยเสียชอบตั้งฉายามั่วๆ ให้คนอื่นน่ะ เดี๋ยวจะพยายามไม่เรียกอีกนะ" เรย์จิขอโทษอย่างเก้อเขิน

"ผ-ผมไม่ถือครับ! ไม่สิ ได้โปรดเรียกผมแบบนั้นต่อไปเถอะครับ!!" จู่ๆ อิชิฮาระก็ตะโกนออกมา ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้าประหนึ่งดวงอาทิตย์ เขากำหมัดแน่นแล้วยื่นหน้าเข้ามาด้วยสายตาอ้อนวอน

"อะ-อ๋อ ได้สิ ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็นะ..."

แม้เรย์จิจะตกใจ แต่ก็คิดว่ามันน่าเอ็นดูดี สงสัยเจ้าหัวเขียวคงเจอมาหนัก การโดนแกล้งคงทำให้ไม่มีเพื่อนเลยสักคน

ชัดเจนว่าหมอนี่คิดว่าการมีฉายาแสดงถึงความสนิทสนม ซึ่งก็ไม่ผิดซะทีเดียว

"ล-แล้วฉันล่ะคะยากามิซัง? ตั้งฉายาให้ฉันบ้างสิ" ฟูจิโมโตะแทรกขึ้นมา ไม่อยากน้อยหน้า

"หา? ฉันนึกปุบปับไม่ออกหรอกนะเว้ย? หัวเขียวมันตั้งง่ายเพราะสีผมมันเขียว แถมมันคล้องจองกันดี แต่ถ้าจะให้เรียกเธอว่า 'ยัยม่วง' ตามตรรกะเดียวกัน มันฟังดูแปร่งๆ พิกล"

"จริงด้วย... งั้นนี่เป็นการบ้านของคุณนะคะยากามิซัง วันจันทร์ฉันต้องได้ฉายาใหม่!" เธอกอดอกสั่ง

"การบ้าน? ฮ่าๆ นึกว่าเธอจะขี้อายเหมือนเจ้าหัวเขียวซะอีก แต่เธอนี่แก่นกว่าที่คิดนะฟูจิโมโตะ" เรย์จิอดขำไม่ได้กับท่าทางแก้มป่องของเธอ

คำพูดนั้นทำให้เธอหน้าแดงแล้วหันหน้าหนี

"ป-ปกติฉันก็ขี้อายนะ แค่รู้สึกสบายใจเวลาอยู่กับพวกคุณสองคนน่ะ.... เพื่อนคนอื่นๆ ของฉันค่อนข้าง.... หลงตัวเอง? บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่พวกคุณดูจริงใจกว่าเยอะเลย"

"ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับยากามิซัง! ป-ปกติผมไม่พูดเยอะขนาดนี้หรอกนะ" เจ้าหัวเขียวเสริม

"....นี่ขนาดนายบอกว่าพูดเยอะแล้วเหรอ? เอาเถอะ ฉันพอจะเข้าใจอยู่ ต่อไปนี้เรียกฉันว่าเรย์จิเฉยๆ ก็พอ ยากามิมันฟังดูน่ากลัว ส่วนฉันจะเรียกเธอว่าไอริไปก่อนแล้วกันนะ ฟูจิโมโตะ"

ทั้งสองหน้าบานเป็นจานดาวเทียมแล้วพยักหน้าหงึกหงักเหมือนตุ๊กตาล้มลุก เรียกเสียงหัวเราะจากเรย์จิได้อีกรอบ

'ชีวิตในโรงเรียนจากนี้คงสนุกพิลึกแฮะ'

เรย์จิเดินออกจากตึกเรียนหลังเลิกเรียน โดยมีเจ้าหัวเขียวและไอริเดินขนาบข้างคุยสัพเพเหระ

พวกเขากำลังจะเดินไปที่ทางออก แต่จู่ๆ เรย์จิก็หยุดกึก ทำให้ทั้งสองคนต้องหันกลับมามองด้วยความสงสัย

"เกิดอะไรขึ้นเหรอเรย์จิคุง?" ไอริถามเมื่อเห็นสีหน้าของเขา เส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่ขมับและหางตากระตุกด้วยความหงุดหงิด

เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัว ดึงดูดความสนใจของพวกเขา

"ใครน่ะ? หน้าตาน่ากลัวชะมัด"

"จะมาก่อเรื่องรึเปล่าเนี่ย? เรียกครูดีไหม?"

"ดูเหมือนพวกนักเลงเลย หรือว่าจะเป็นพวก...."

ได้ยินดังนั้น ทั้งเจ้าหัวเขียวและไอริก็หันไปมองที่ประตูโรงเรียน และเห็นชายร่างยักษ์สองคนกำลังยืนสูบบุหรี่พลางเตะก้อนหินเล่น

คนหนึ่งไว้เคราครึ้มรุงรัง ส่วนอีกคนหัวล้านเลี่ยนเตียนโล่งจนสะท้อนแสงแดดวิบวับเหมือนกระจกเงา ไอริถึงกับต้องยกมือบังตาแวบหนึ่ง

"ร-เรย์จิคุงรู้จักพวกเขารึเปล่า?"

"ไม่อะ ไม่รู้เลยว่าใคร" เขาตอบทันควันแบบไม่ต้องคิด

เจ้าหัวเขียวกับไอริดหันมองหน้ากันด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แต่เสียงตะโกนดังลั่นก็ดึงสติพวกเขากลับมา

"โอ้วววว ลูกพี่!!! พวกเรารอนานจนรากงอกแล้วเนี่ย! วู้ฮู้ววว? ลูกพี่? ทางนี้คร้าบบบ!!"

'วันนี้แหละ กูจะได้ก่อคดีฆาตกรรมครั้งแรก'

จบบทที่ บทที่ 13: รับสมัครเด็กนอกคอก

คัดลอกลิงก์แล้ว