- หน้าแรก
- ผมกลายเป็นตัวร้ายในเกมจีบสาวยอดฮิต
- บทที่ 14: ทำตัวเป็นยากูซ่า (1)
บทที่ 14: ทำตัวเป็นยากูซ่า (1)
บทที่ 14: ทำตัวเป็นยากูซ่า (1)
เรย์จิเกิดความกระหายอยากจะจัดการเจ้าทึ่มสองตัวนั้นขึ้นมาจริงๆ ถ้าเป็นนิยายกำลังภายใน รังสีอำมหิตคงแผ่ออกมาจากตัวเขา พร้อมกับกรงเล็บมัจจุราชที่ลอยอยู่เหนือหัวเจ้าโล้นกับเจ้าเครา
เขาอุตส่าห์กำชับนักหนาว่าห้ามโผล่หัวมาใกล้โรงเรียนเด็ดขาด เพราะอยากจะถอยห่างจากเบื้องหลังยากูซ่าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่มันยังไม่ถึงอาทิตย์เลยด้วยซ้ำ!
"ลู้กกกกกพี่! พวกเราคิดถึงลูกพี่จะแย่แล้วววว <3!"
เจ้าเคราแค่โบกมือให้อย่างร่าเริง ในขณะที่เจ้าโล้นตะโกนแหกปากลั่น ขนลุกซู่ด้วยความขยะแขยง เรย์จิหันไปหาเพื่อนใหม่สองคนด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
"เอ่อ... งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ?"
"อ-อ๋อ จ้ะ ดูแลตัวเองนะเรย์จิคุง" ไอริตอบ ส่วนเจ้าหัวเขียวได้แต่พยักหน้า ทั้งคู่ตัวสั่นระริก พยายามกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ
เรย์จิรีบวิ่งแจ้นออกมา เมินสายตาล้อเลียนของเพื่อนๆ แล้วพุ่งเข้าไปปิดปากเจ้าหมีควายสองตัว พวกมันหยุดเรียกชื่อเขาเมื่อเห็นเขาเข้ามาใกล้ แล้วหัวเราะคิกคักตอนที่เรย์จิแทบจะยัดพวกมันเข้าไปในรถเบนซ์สุดหรูที่พวกมันยืนพิงอยู่
"ท้ามมมมมายยยย??? ฉันขอให้พวกแกทำแค่เรื่องเดียว ทำไมแค่นี้ก็ทำให้ไม่ได้วะ?" เขาโวยวายทันทีที่กระโดดขึ้นเบาะหลัง ทั้งสองมองหน้ากันแล้วถอนหายใจ
"ขอโทษจริงๆ ครับลูกพี่ ถ้าไม่ด่วนจริงๆ พวกเราไม่ทำแบบนี้หรอกครับ มันเป็นคำสั่งของบอสไดจิ..."
เรย์จิชะงักกึก คิ้วขมวดมุ่นด้วยความครุ่นคิด พ่อของเขาต้องการอะไร? ในเมื่อเกมเล่าเรื่องผ่านมุมมองของริคุ ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเรย์จิจึงมีน้อยมาก นอกจากตอนที่เขาโผล่มาหาเรื่อง
เมื่อพิจารณาว่าพวกเขาเพิ่ง 'แตกหัก' กันไปไม่นาน เขาเลยนึกเหตุผลที่ฟังขึ้นไม่ออกเลย
"พอบอกบอสใหญ่เรื่องที่ลูกพี่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ท่านดีใจมากเลยนะครับ! สาบานได้ ผมเห็นท่านแอบยิ้มด้วย จริงๆ นะ!" เจ้าโล้นพล่ามด้วยความตื่นเต้น
"ใช่ครับ ท่านเลยให้โอกาสลูกพี่พิสูจน์ตัวเองด้วยงานคุ้มกันวันนี้ พวกเราจะไปด้วย คอยสอนงานลูกพี่เอง ไม่ต้องห่วงครับ" เจ้าเคราเสริม รอยยิ้มเปี่ยมสุขของมันบาดลึกเข้าไปในใจเรย์จิ
'แหงล่ะ จะไปหวังอะไรจากไอ้จอมพล่ามสองตัวนี้ได้...'
เขาทิ้งตัวพิงเบาะด้วยสีหน้าอ่อนใจขณะรถแล่นออกไป สมองแล่นเร็วรี่คิดหาวิธีรับมือ ในเมื่อเขาอยากตัดขาดจากแก๊ง การหลีกเลี่ยงงานบ้าบอนี่ให้ได้ย่อมเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด
แต่จะทำได้จริงเหรอ? ถึงจะโดดงานนี้ได้ แต่ด้วยนิสัยของไดจิ คงจะยัดเยียดงานที่แย่กว่าเดิมมาให้ แถมยังจับตามองหนักกว่าเก่า เขาคงไม่แปลกใจถ้าเจ้าโล้นกับเจ้าเคราจะโดนส่งมาประกบเขาอีกเหมือนเมื่อสามปีก่อน
ในความทรงจำของเรย์จิคนเก่า ตอนนั้นเขาอายุแค่ 13 เขาเคยอาละวาดบ้านแตกเวลาโดนพาไปดูงานง่ายๆ เพียงเพราะคิดว่ามันน่าเบื่อ ผลก็คือไดจิสั่งให้เจ้าทึ่มสองตัวนี้พาเขาไปดูงานบ่อยขึ้น เพื่อ 'พยายามแสดงให้เห็นส่วนที่สนุก' ของงาน
ดังนั้นการถอนตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก เพราะหัวหน้าที่ดื้อรั้นคนนั้นคงจะบังคับให้เขาทำงานหนักขึ้นเพื่อให้เขาซึมซับ
นั่นเป็นเหตุผลที่เรย์จิคิดแผนขึ้นมาได้ แผนที่เขาไม่รู้ว่าจะได้ผลไหม แต่ก็คุ้มที่จะเสี่ยง
การทำงานคุ้มกันพวกนี้ให้ดีมีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ
หนึ่ง: ถ้าทำไม่ดี อาจทำให้ธุรกิจของลูกค้าเสียหายอย่างหนัก
สอง: ความล้มเหลวครั้งหนึ่งจะสร้างบรรทัดฐานที่ทำให้ 'คนชั่ว' กล้าลองของต่อไป
สาม: ข้อที่สำคัญที่สุด มันทำให้ชื่อเสียงของตระกูลยากามิด่างพร้อย ซึ่งกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ
งั้นก็... ทำให้มันพังไปเลยแล้วกัน!
แน่นอนว่าเขาจะทำอย่างระมัดระวัง เขาไม่อยากให้ธุรกิจที่บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อนเพราะความดื้อรั้นของเขา เขาจะแค่แกล้งทำเป็นใจร้อน ตัดสินใจผิดพลาดโดยเจตนา และทำอะไรที่ทำลายชื่อเสียงของแก๊ง
ด้วยวิธีนี้ ถ้าเขาทำพังในงานอื่นๆ ด้วย ไดจิอาจจะยอมถอยและรอจนกว่าเขาจะเรียนจบเพื่อให้ 'โตเป็นผู้ใหญ่' มากกว่านี้ ซึ่งจะช่วยซื้อเวลาให้เขาได้หายใจหายคอ
'ฮี่ๆ ไม่เลว ฉันนี่มันฉลาดจริงๆ วะฮ่าๆ' เรย์จิหัวเราะอย่างชั่วร้ายในใจ
"ถึงแล้วครับลูกพี่ นี่คือร้านอิจิฮาระราเมง เจ้าของร้านนัดคุยกับเราวันนี้"
'อิจิฮาระ?.... เฮ้ย ไม่มั้ง'
เรย์จิเงยหน้ามองป้ายชื่อร้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สังหรณ์ใจไม่ดีพุ่งพล่าน เป็นร้านเล็กๆ ที่แทรกตัวอยู่ระหว่างตึกสำนักงานขนาดใหญ่สองตึก ดูอบอุ่นเป็นกันเอง ผนังไม้ ป้ายตัวอักษรพู่กัน และของตกแต่งภายในที่ดูเรียบง่าย
แต่พอก้าวเข้าไป เรย์จิก็ทำจมูกฟุดฟิดและเบ้หน้าด้วยความรังเกียจ มีกลิ่นเหม็นเน่าโชยคลุ้งไปทั่วร้าน แต่ไม่รู้ว่ามาจากไหน
เมื่อเดินเข้าไปข้างใน เรย์จิมองไปรอบๆ และเห็นว่าร้านโล่งมาก ไม่มีลูกค้าเลยสักคน นี่มันแปลกมาก แม้จะไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน แต่ด้วยทำเลทองขนาดนี้
รอบๆ มีร้านค้ามากมาย ตึกสำนักงานอีกสองแห่ง แถมยังมีโรงหนังอยู่ใกล้ๆ ร้านอาหารแถวนี้มีไม่กี่ร้าน ร้านราเมงควรจะขายดีพอสมควรแม้ในเวลานี้
ชายวัยกลางคนและชายชราเดินออกมาจากครัวเปิด สีหน้าของเรย์จิแข็งกร้าวขึ้นเมื่อพวกเขาเดินเข้ามาใกล้
ผมสีเขียว ทั้งคู่มีผมสีเขียว แม้ของคุณปู่จะกลายเป็นสีเทาเกือบหมดแล้วก็ตาม
เอาไงดีล่ะ? ข้อสันนิษฐานของเขาแทบจะได้รับการยืนยันแล้ว เขาควรจะยังแกล้งทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจ หรือจะพิจารณาทางเลือกอื่น? ขณะที่เขากำลังคิดหนัก การสนทนาระหว่างทั้งสองฝ่ายก็เริ่มขึ้น
"ขอบคุณมากที่มาครับ ขอโทษที่แจ้งกะทันหัน แต่พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ" ชายชรากล่าวเสียงหนัก
"ไอ้พวกระยำนั่นทำเกินไปแล้ว! พวกมันบีบเราจนตรอก" ชายวัยกลางคนเสริมด้วยความโกรธจัด ดันแว่นตาขึ้นด้วยความไม่พอใจ
"ใจเย็นๆ ก่อนครับ เล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อย เราจะได้เข้าใจสถานการณ์" เจ้าเคราพูดแล้วเชิญพวกเขานั่งลง คุณปู่มีสีหน้าหม่นหมองขณะเริ่มเล่าเรื่องราว
"อย่างที่คุณรู้ บริษัทแทสเซิลกว้านซื้อตึกสำนักงานสองตึกที่ขนาบข้างร้านเราไปแล้ว และพวกเขาวางแผนจะซื้อที่ของเราด้วยเพื่อรวมพื้นที่สร้างศูนย์รวมความบันเทิงขนาดใหญ่ มีทั้งร้านค้า โรงหนัง อาร์เคด ศูนย์อาหาร และสนามกีฬาในร่มเพื่อดึงดูดคนจำนวนมาก"
"ปัญหาก็คือ พวกเขากดราคาเราจนน่าเกลียด และพอเราปฏิเสธ พวกเขาก็เริ่มใช้วิธีสกปรกข้ามเส้นเพื่อให้เราเจ๊งและไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขาย!"
เรย์จินั่งฟังอยู่เงียบๆ และพยักหน้าในใจเมื่อเห็นภาพชัดเจนขึ้น
"อย่างเช่นทำให้ซัพพลายเออร์ส่งวัตถุดิบล่าช้า และจ้างหน้าม้ามาดักลูกค้าหน้าร้านเสนอส่วนลดร้านอื่นที่เป็นพาร์ทเนอร์กับพวกมัน เราพอจะรับมือเรื่องพวกนั้นได้บ้าง เพราะรสชาติอาหารของเราดีจริง แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เราพบว่าวัตถุดิบของเราปนเปื้อน และมีใครบางคนขุดท่อระบายน้ำทิ้งที่อยู่หลังร้านจนส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว"
น้ำตาเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของคุณปู่ขณะเล่าต่อ ร่างกายสั่นเทา
"เราแจ้งตำรวจ ติดต่อทนาย แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ตำรวจหาหลักฐานไม่เจอ หรือถึงเจอก็คงโดนยัดเงินปิดปากไปแล้ว การต่อสู้ทางกฎหมายกับบริษัทยักษ์ใหญ่แบบนั้นคงกินเวลานาน และเราคงล้มละลายไปก่อน"
เจ้าเคราและเจ้าโล้นต่างตั้งใจฟัง เรย์จิแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นความจริงจังของพวกมัน เพราะปกติเห็นแต่ทำตัวไร้สาระ
'ดูเหมือนพวกมันจะจริงจังกับงานแฮะ'
"อืมม บริษัทแทสเซิล.... ยุ่งยากแน่แฮะ" เจ้าเคราพึมพำ ทำให้สองหนุ่มหัวเขียวตัวแข็งทื่อ ถามด้วยความกังวล
"ม-หมดหวังแล้วเหรอครับ?...."
"หือ? อ๋อ ไม่หรอกครับ เราจัดการได้ แต่ต้องใช้เวลาหน่อย พวกนั้นเป็นบริษัทต่างชาติรายใหญ่ การเจรจาเลยซับซ้อน จะใช้วิธีปกติอย่างอัดให้เละหรือข่มขู่คงไม่ได้ เพราะพวกมันก็มีเส้นสายกับตำรวจเหมือนกัน"
พวกเขาใจชื้นขึ้นมานิดหน่อยเมื่อเจ้าเครายืนยัน แต่ความกังวลก็ไม่ได้ลดลงเลย เพราะยิ่งใช้เวลานานเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งขาดทุนสะสมมากขึ้นเท่านั้น
ขณะที่กำลังจะเริ่มวางแผนรับมือ เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้น ประตูเปิดออกพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์ 5 คนที่เดินเข้ามา ตามหลังชายร่างเตี้ยท้วมที่มีรอยยิ้มเลี่ยนๆ บนใบหน้าและคาบซิการ์ไว้ที่ปาก ผมสีบลอนด์ของเขาเริ่มบาง และดูเหมือนชาวตะวันตก ซึ่งบ่งบอกตัวตนได้ชัดเจน
"เฮ้ ไอ้พวกราเมงสมองทึบ ตัดสินใจได้รึยัง? ฉันว่าของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ของเราน่าจะช่วยให้พวกแกคิดใหม่อีกทีนะ หือ?" เขาหัวเราะคิกคักด้วยภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่น เดินวางก้ามเข้ามาด้วยความมั่นใจราวกษัตริย์
'โอ้โห.... โคตรจะตัวร้ายระดับลูกกระจ๊อกเลย จะคลิเช่ไปถึงไหนเนี่ย?' เรย์จิลูบคางด้วยความขบขัน
ดูเหมือนเรื่องราวจะน่าสนุกขึ้นเยอะเลยแฮะ...