- หน้าแรก
- ฮอกวอตส์ เกียรติยศเลือดบริสุทธิ์
- บทที่ 29 มองทะลุปรุโปร่ง
บทที่ 29 มองทะลุปรุโปร่ง
บทที่ 29 มองทะลุปรุโปร่ง
"ลุค ฉันเชื่อจริงๆ นะว่าที่นายพูดมามันมีเหตุผล เราควรจะสร้างอะไรที่เป็นของตัวเองขึ้นมาจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น ฉันอยากจะเป็นนักกีฬาควิดดิชที่มีชื่อเสียงระดับโลก ฉันคิดว่าวิธีนั้นจะทำให้ครอบครัวภูมิใจได้อย่างแน่นอน"
มาร์คัสโน้มตัวเข้ามาใกล้ลุค พลางจ้อไม่หยุดราวกับได้พบสหายรู้ใจที่พันปีจะมีสักหน
"พวกนายสองคน หอพักอยู่ตรงนี้ เข้าไปได้เลย" ขณะเดินผ่านห้องห้องหนึ่ง มาร์คัสชี้ไปยังนักเรียนสองคนในแถวแล้วสั่งให้เข้าไปในห้องนั้น จากนั้นเขาก็หันกลับมาคุยกับลุคต่อ
"ฉันไม่ชอบพวกที่รังแกเด็กปีต่ำกว่าแล้วก็เหยียดพวกเลือดผสมมาตลอด พวกนั้นรู้บ้างไหมว่าตอนนี้นักกีฬาควิดดิชเก่งๆ เป็นพ่อมดเลือดผสมตั้งกี่คน? แล้วรู้ไหมว่าพวกพ่อมดที่มาจากตระกูลมักเกิ้ลนำนวัตกรรมและแผนการเล่นใหม่ๆ มาวงการควิดดิชมากแค่ไหนแล้ว?"
"ฉันได้ยินมาว่ามักเกิ้ลมีกีฬาอย่างฟุตบอลกับบาสเกตบอลด้วย ฉันคิดว่าถึงแม้มันจะเท่สู้ควิดดิชไม่ได้แน่นอน แต่ก็ยังมีอะไรให้เราเรียนรู้จากมันได้ใช่ไหมล่ะ?"
"นาย คนเดียวนะ ห้องนี้"
เด็กชายที่ถูกชี้รีบทำตามคำสั่งโดยไม่อิดออด แม้ว่าหมอนี่จะเกาะติดลุคแจตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้คนอื่นได้เข้ามาคุยกับลุคเลย แต่ตอนนี้เขาก็ดูจะรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ดีทีเดียว ห้องพักราวๆ ยี่สิบห้อง เขาจัดสรรคนเข้าพักได้อย่างไม่ผิดพลาดแม้แต่คนเดียว โดยไม่ต้องขานชื่อหรือเปิดดูรายชื่อด้วยซ้ำ
ลุคไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญ แม้มาร์คัสจะพูดมาก เวิ่นเว้อ และหน้าตาไม่ดี (โดยเฉพาะฟันเหยินซี่โตนั่น) แต่ทัศนคติของเขามีความสำคัญต่อลุคมาก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร คนตรงหน้านี้เป็นคนที่สามารถดึงมาเป็นพวกได้อย่างชัดเจน และคนคนนี้ยังมาจากตระกูลฟลินต์ ซึ่งถือเป็นหมากตัวสำคัญ
"นายพูดถูกเผงเลยมาร์คัส ไม่ใช่แค่ควิดดิชหรอก เราเรียนรู้จากมักเกิ้ลได้ในหลายๆ ด้าน และต้องยอมรับว่าไม่ว่าจะเป็นพ่อมดเลือดผสมหรือพ่อมดที่เกิดจากมักเกิ้ล ในหมู่พวกเขาก็มีคนที่เก่งกาจ หรือแม้แต่คนที่ยิ่งใหญ่อยู่มากมาย หากเราต้องการประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง เราจะตั้งแง่เป็นศัตรูกับพวกเขาไม่ได้เด็ดขาด กลับกัน เราควรผูกมิตรกับพวกเขาไว้ต่างหาก"
ลุคพูดกับมาร์คัสด้วยท่าทีจริงจัง ใบหน้าของมาร์คัสฉีกยิ้มกว้างอย่างร่าเริง จนทำให้ฟันเหยินซี่โตของเขาดูเด่นชัดยิ่งขึ้นไปอีก
มัลฟอยที่ฟังทั้งคู่คุยกัน อยากจะโพล่งออกไปใจจะขาดว่า 'มีอะไรน่าผูกมิตรกับพวกเลือดสีโคลนนักหนา' แต่พอหวนนึกถึงสิ่งที่เขาพูดในงานเลี้ยงเมื่อตอนเย็น และสายตาชื่นชมที่ทุกคนมอบให้เขาตอนพูดประโยคนั้น เขาก็กลืนความคิดนั้นลงคอไปอย่างเงียบๆ
แม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกของการเป็นจุดสนใจนี่มันช่างวิเศษจริงๆ!
ขณะที่มัลฟอยกำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกดีๆ นั้น มาร์คัสก็ชี้มาที่เขาและกอยล์
"พวกนายสองคน ห้องนี้"
พูดจบเขาก็เลิกสนใจทั้งคู่ แล้วเดินคุยกับลุคต่อไปหน้าตาเฉย
มัลฟอยรู้สึกเหมือนโดนดูหมิ่นและอยากจะอาละวาดตามสัญชาตญาณ แต่พอตั้งสติได้ว่าเป็นมาร์คัส เมื่อเห็นร่างกายที่สูงใหญ่บึกบึนของอีกฝ่าย แถมยังมีตำแหน่งเป็นถึงกัปตันทีมควิดดิช มัลฟอยจึงตัดสินใจอดทนไปก่อน
เขาทำเสียงฮึดฮัดอย่างเย็นชา ก่อนจะพากอยล์เดินเข้าห้องพักไป
น่าประหลาดใจที่หอพักของลุคกลับกลายเป็นห้องสุดท้าย ไม่รู้ว่ามีการจัดแจงกันอย่างไร
"ที่นายพูดมามันมีเหตุผลจริงๆ ลุค นายเล่นควิดดิชไหม? ฉันไปขอศาสตราจารย์สเนปให้รับนายเข้าทีมเป็นกรณีพิเศษก่อนกำหนดได้นะ การเข้าทีมมันมี สิทธิพิเศษ เยอะแยะเลยนะจะบอกให้~"
ตอนที่มาร์คัสพูดประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของเขาฟังดูแปลกพิกล
มุมปากของลุคกระตุกเล็กน้อย รู้สึกว่ามาร์คัสกำลังสื่อไปในทางที่ไม่ค่อยเหมาะสม
เขา ลุค เป็นคนแบบนั้นหรือ?!
"เอ่อ เรื่องนี้เอาไว้คุยกันทีหลังเถอะ"
การดูแลเอาใจใส่ทีมควิดดิชในแต่ละบ้าน แม้จะไม่เว่อร์วังเหมือนทีมอเมริกันฟุตบอลในโรงเรียนมัธยมของสหรัฐฯ แต่แน่นอนว่าย่อมมาพร้อมกับอภิสิทธิ์มากมาย
อย่างไรก็ตาม ลุคไม่ได้คาดหวังกับสิทธิพิเศษพวกนั้น และไม่ได้สนใจกีฬาประเภทนี้เลยสักนิด
เอาเวลาซ้อมไปเดินป่าต้องห้ามดูสัตว์วิเศษยังจะดีเสียกว่า
"โอเค ถ้ามีโอกาสนายต้องมานะ!" มาร์คัสยิ้มกว้าง "ถึงห้องนายแล้ว ฉันต้องกลับไปดูความเรียบร้อยก่อน พรุ่งนี้นายมีเรียน ระวังบันไดพวกนั้นด้วยล่ะ ทางที่ดีตื่นเช้าหน่อยจะได้ไม่สาย"
"ไม่ต้องห่วง ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง"
มาร์คัสโบกมือลาลุคก่อนจะหายลับไปที่หัวมุม
อย่างไรก็ตาม ลุคไม่ได้บอกมาร์คัสว่าพรุ่งนี้เช้าพวกเขาไม่มีเรียน วิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์มีเรียนช่วงบ่ายร่วมกับบ้านเรเวนคลอ เขาตั้งใจจะใช้เวลาช่วงเช้าทำความคุ้นเคยกับเส้นทางต่างๆ
เมื่อผลักประตูเดินเข้าหอพัก ตะเกียงเวทมนตร์ก็สว่างขึ้นเองอัตโนมัติ พร้อมกับเสียงน้ำไหลเบาๆ ห้องที่ลงคาถาไว้แห้งสนิทและอบอุ่น บนเพดานมีลวดลายงูประดับอยู่ และสัมภาระของลุคก็วางรออยู่ที่ข้างเตียงเรียบร้อยแล้ว
ในห้องมีเตียงแค่เตียงเดียว เมื่อเทียบกับหอพักแบบสี่คน เตียงของเขาสามารถจัดวางได้อย่างอิสระ และทั้งห้องก็สามารถจัดแต่งได้เหมือนห้องส่วนตัวของเขาเอง
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เขาคงได้ใช้เวลาเรียนเจ็ดปีในห้องนี้
แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เดี๋ยวเรื่องผิดพลาดก็คงเกิดขึ้นแน่ๆ...
บุ๊คเกอร์กระโดดลงจากอ้อมแขนของลุค ยืดตัวต่ำแล้วหาวหวอดใหญ่ วันนี้พวกเขาเดินมาทั้งวันและใช้พลังงานไปเยอะมาก บุ๊คเกอร์ที่ยังเป็นลูกแมวตัวน้อยเริ่มจะหมดแรงเต็มที
ลุคยิ้มให้กับการกระทำของบุ๊คเกอร์ ก่อนจะเดินไปเปิดหีบแล้วหยิบที่นอนแมวอันใหญ่ออกมา
บุ๊คเกอร์มุดเข้าไปในที่นอนของมันอย่างว่าง่าย ขดตัวกลม แล้วไม่นานก็เริ่มหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ
ส่วนลุคก็เริ่มจัดเก็บสัมภาระอย่างระมัดระวัง แม้หีบของเขาจะลงคาถาขยายพื้นที่ไว้ แต่มันก็ไม่ได้กว้างขวางเว่อร์วังเหมือนกระเป๋าของนิวท์ในหนัง มันแค่ขยายพื้นที่ให้เก็บของได้มากขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น
หลังจากใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการนำของออกมาจัดวาง ลุคก็รู้สึกผูกพันกับห้องตรงหน้ามากขึ้น
จากนั้นเขาก็หยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาและร่ายคาถาพรางตัวใส่ตัวเอง
เมื่อเทียบกับนักเรียนในหอพักรวมคนอื่นๆ เขามีข้อได้เปรียบในคืนแรกของการเปิดเทอม นั่นคือไม่ต้องมานั่งทำความรู้จักกับรูมเมทใหม่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ตอนนี้เขามีอิสระที่จะไปไหนมาไหนก็ได้
ทว่าเขาก็ไม่ได้ใจร้อน เพียงแค่รอคอยอย่างเงียบๆ เขาได้วางแผนสำหรับค่ำคืนนี้ไว้ตั้งแต่งานเลี้ยงแล้ว
ดึกสงัด ลุคที่เตรียมตัวพร้อมแล้วก็ย่องออกจากหอพัก เตรียมจะเริ่มการเดินสำรวจยามวิกาลครั้งแรก แต่เมื่อมาถึงห้องนั่งเล่นรวม เขากลับพบว่ามีใครบางคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เด็กสาวที่ชื่อ 'ชาง'
เรื่องนี้ทำให้เขาตกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เสียอาการ เพราะเขามั่นใจในประสิทธิภาพของคาถาพรางตัวพอสมควร
ขณะที่ลุคกำลังย่องเท้าก้าวไปข้างหน้า จู่ๆ เสียงใสราวกับกระดิ่งลมของชางก็ดังขึ้นที่ข้างหู
"ฉันไม่ได้มาขัดขวางการเดินเล่นยามดึกของคุณหรอกนะ แค่มีคำถามสองสามข้อจะถามหน่อย"