- หน้าแรก
- ฮอกวอตส์ เกียรติยศเลือดบริสุทธิ์
- บทที่ 4 ขุมทรัพย์
บทที่ 4 ขุมทรัพย์
บทที่ 4 ขุมทรัพย์
"มันไม่ควรจะมีมังกรคอยเฝ้าอยู่หรือครับ?"
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลมองความมืดมิดตรงหน้าและเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
ตามความรู้ที่เธอมี ห้องนิรภัยที่เก็บสมบัติล้ำค่าจริงๆ ในกริงกอตส์มักจะมีมังกรคอยคุ้มกันเสมอ และมรดกของตระกูลก็อนท์ แค่คิดก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ห้องนิรภัยธรรมดาแน่ๆ ที่สำคัญกว่านั้น... ตำแหน่งที่ตั้งของมันอยู่ 'ตื้น' เกินไป ทุกคนรู้ดีว่ารถรางของกริงกอตส์นั้นมอบประสบการณ์ที่ย่ำแย่แค่ไหน
ทุกครั้งที่มาถอนเงิน พวกเขาจำต้องทนกับการเดินทางด้วยรถรางอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ครั้งนี้ การเดินทางของพวกเขากินเวลาไม่ถึงครึ่งนาทีด้วยซ้ำ การนั่งรถรางดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนที่เกินความจำเป็น ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้จงใจถูกสร้างไว้ให้คนมองข้าม หากไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้ ศาสตราจารย์มักกอนนากัลคงไม่มีวันคาดคิดว่าจะมีห้องนิรภัยตั้งอยู่ตรงนี้
ก๊อบลินหันมาปรายตามองศาสตราจารย์มักกอนนากัล แววตานั้นไม่ได้มุ่งร้าย แต่ก็ไร้ซึ่งความเป็นมิตรเช่นกัน
"ไม่จำเป็นหรอก ห้องนิรภัยแถบนี้ไม่ต้องพึ่งการคุ้มกันจากเรา ถ้าใครที่ไม่ใช่คนในตระกูลพยายามจะเปิดประตูบานนั้น พวกมันไม่มีทางรอดชีวิตกลับออกมาได้"
ก๊อบลินตอบอย่างไม่ยี่หระ เพราะเขาพูดอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลจับสังเกตถึงความผิดปกติได้ทันที การที่กริงกอตส์ยอมให้เจ้าของสมบัติจัดการระบบความปลอดภัยด้วยตัวเองตามอำเภอใจเช่นนี้ ย่อมต้องมีข้อตกลงเบื้องหลังที่ไม่อาจเปิดเผยได้ซ่อนอยู่
ลุคกลับไม่ได้กังวลใจมากนัก สายเลือดของเขาไม่มีปัญหาแน่นอน ส่วนเรื่องจำนวนเงินข้างใน บอกตามตรง ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ใครจะไปรู้ว่าบรรพบุรุษรุ่นก่อนๆ ถลุงเงินไปเท่าไหร่ และเหลือทิ้งไว้ให้เขามากแค่ไหน
เมื่อนึกถึงเฟอร์นิเจอร์สุดหรูและงานศิลปะวิจิตรตระการตาในบ้านไม้ของเขา ลุคก็เริ่มใจคอไม่ดี หวังว่าจะมีเงินเหลือพอให้เขาซื้อของใช้จำเป็นบ้างนะ ส่วนเรื่องหาเงินเพิ่ม เขาไม่กังวลหรอก เขามีวิธีของเขาอยู่แล้ว
ทั้งสามคนต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง ขณะก้าวเดินลึกเข้าไปในถ้ำทีละก้าว
ครู่ต่อมา หลังจากผ่านทางเลี้ยวมานับครั้งไม่ถ้วน แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ดวงตาที่ชินกับความมืดพลันรู้สึกแสบพร่าไปชั่วขณะ เห็นเพียงรางๆ ว่ามีประตูบานใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ แต่ไม่นานนัก สายตาก็ปรับสภาพจนเห็นประตูห้องนิรภัยตรงหน้าได้อย่างชัดเจน
ประตูบานนั้นดูสูงราวหกถึงเจ็ดเมตร สลักเสลาด้วยลวดลายวิจิตรบรรจงและดูสูงส่ง เป็นรูปปั้นครึ่งตัวของบรรพบุรุษตระกูลก็อนท์ที่มีชื่อเสียงหลายคน รวมถึงสลิธีรินด้วย แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง รูปปั้นเหล่านี้กลับปิดตาแน่นสนิท ตรงกลางประตูมีรูกุญแจขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยรูปสลักงูกินหางที่ทำจากมรกต
บอกตามตรง เมื่อเห็นประตูบานนี้ ทั้งลุคและศาสตราจารย์มักกอนนากัลต่างตกตะลึง ยังไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน แค่ตัวประตูบานนี้ ลำพังแค่วัสดุที่ใช้ก็ประเมินค่าไม่ได้แล้วไม่ใช่หรือ? ลุคเริ่มมั่นใจขึ้นมาทันทีว่าสมบัติข้างในต้องไม่ธรรมดาแน่
ก๊อบลินหยุดเดินแล้วหันมาบอกลุค "เชิญใช้กุญแจในมือท่านเปิดประตูได้เลย"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไปทันทีโดยไม่ลังเล ประการแรก นี่เป็นพันธสัญญาที่มีมาแต่เดิม พวกเขาจะไม่เข้าใกล้ห้องนิรภัยในขณะที่มันถูกเปิดออก จนกว่าห้องนิรภัยนั้นจะตกเป็นของกริงกอตส์ และประการที่สอง ในความทรงจำของเขา ห้องนิรภัยของตระกูลก็อนท์ไม่เคยถูกเปิดออกเลยเป็นเวลาหลายร้อยปี เพราะตระกูลก็อนท์นั้นร่ำรวยมหาศาล ต่อให้ไม่ใช้เงินในห้องนิรภัยนี้ พวกเขาก็ยังมีเงินอีกมาก มาก มากเหลือเกิน
ต่างจากโลกภายนอก เหล่าก๊อบลินรู้เรื่องการแตกสาขาของตระกูลก็อนท์มาตั้งแต่ต้น ส่วนเหตุผลนั้นพวกเขาไม่รู้และไม่สนใจ พวกเขารู้เพียงว่าถ้าทายาทคนนี้ไม่ปรากฏตัว อีกไม่นานเงินก้อนโตนี้ก็จะตกเป็นของพวกเขา
ดังนั้น เขาจึงไม่อยากอยู่ให้หงุดหงิดใจเปล่าๆ
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลมองตามก๊อบลินที่เดินจากไป ขณะที่ลุคเดินถือกุญแจตรงไปยังประตู เธอก็รีบถามขึ้นว่า "ลุค ฉันต้องถอยออกไปก่อนไหม?"
ลุคหันมามองศาสตราจารย์มักกอนนากัล เห็นความจริงใจบนใบหน้าของเธอ แล้วส่ายหน้าทันที "ไม่จำเป็นครับศาสตราจารย์ ผมไว้ใจคุณ"
จากนั้น โดยไม่รอให้ศาสตราจารย์ตอบรับ เขารีบเสียบกุญแจเข้าไปในรูแล้วบิดทันที
งูกินหางรอบรูกุญแจ สัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่นิรันดร์ เริ่มหมุนวน ขณะที่มันหมุน ดวงตาของรูปปั้นบรรพบุรุษก็ค่อยๆ ลืมขึ้น เผยให้เห็นมรกตเม็ดโตที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตา วินาทีต่อมา 'ดวงตา' ทั้งหมดก็จับจ้องมาที่ลุคซึ่งยืนอยู่เบื้องล่างอย่างแน่วแน่ พร้อมฉายแสงสีเขียวเย็นเยียบออกมา
ทันทีที่ศาสตราจารย์มักกอนนากัลเห็นแสงสีเขียว เธอถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ สัญชาตญาณบอกเธอว่าถ้าโดนแสงพวกนั้นเข้าไป คงไม่จบสวยแน่
แต่ในวินาทีถัดมา เธอก็หยุดถอยและก้าวสวนกลับเข้าไปใกล้ยิ่งกว่าเดิม จนเกือบชิดขอบแสงสีเขียว สายตาจ้องเขม็งไปที่ลุคเพื่อสังเกตความผิดปกติ มือขวากำไม้กายสิทธิ์แน่น พร้อมที่จะร่ายคาถาช่วยเหลือลุคได้ทุกเมื่อ
ก็นะ ประตูบานนี้ไม่ได้ถูกเปิดมาไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี ใครจะไปรู้ว่ากลไกมันยังทำงานปกติอยู่หรือเปล่า
ในขณะนั้น ลุคกลับรู้สึกราวกับได้กลับมาบ้าน แสงสีเขียวที่ดูเย็นชาจากภายนอก เมื่อสาดส่องลงมากระทบตัวเขา กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เหมือนได้รับอ้อมกอดอันอ่อนโยนและคำพร่ำสอนด้วยความห่วงใยจากญาติผู้ใหญ่ที่เมตตา
‘เสียดายที่เป็นสีเขียว...’
ลุคอดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเอง
แสงสีเขียวฉายอยู่ไม่นาน ครู่ต่อมามันก็หายไปจนหมดสิ้น ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน
"ซี๊ดดด——" × 2
ทั้งลุคและศาสตราจารย์มักกอนนากัลสูดปากด้วยความตะลึงพร้อมกันเมื่อเห็นภาพภายในห้องนิรภัย
ลุคจำความรู้สึกตื่นเต้นและอิจฉาตอนเห็นกองภูเขาทองคำขนาดย่อมของแฮร์รี่ในหนังได้ดี ตอนนั้นเขาคิดว่าแฮร์รี่นี่มันลูกเศรษฐีตัวจริงชัดๆ!
แน่นอนว่าภายหลังเขารู้ว่าตระกูลพอตเตอร์ผูกขาดธุรกิจแชมพูสระผมในโลกผู้วิเศษ ไม่รู้ว่าสั่งสมความมั่งคั่งมานานกี่รุ่นต่อกี่รุ่น
แต่ตอนนี้ เมื่อได้เห็นภูเขาทองคำตรงหน้าที่สูงอย่างน้อยหกเมตรและกว้างขนาดคนเป็นสิบโอบไม่รอบ ลุคถึงได้เข้าใจความหมายของคำว่า 'ตระกูลขุนนางเก่าแก่' อย่างถ่องแท้
และนี่เป็นเพียงแค่แวบแรกที่เห็น ยังมีสมบัติอื่นๆ อีกมากที่ต้องเข้าไปสำรวจอย่างละเอียดด้านใน
ลุคพลันรู้สึกเข่าอ่อนยวบยาบ วินาทีนั้นเขาเข้าใจหัวอกของหวังตัวอวี๋ (ตัวละครเศรษฐีตกถังข้าวสารจากหนังจีน) ขึ้นมาทันที
โชคดีที่มาดผู้ดีที่ระบบฝึกฝนมาให้ช่วยรั้งเขาไว้ไม่ให้เสียกิริยาไปเสียก่อน
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลไม่ใช่คนที่ไม่เคยเห็นเงิน ตรงกันข้าม ในฐานะรองอาจารย์ใหญ่ งานส่วนใหญ่ของเธอคือการบริหารจัดการงบประมาณของฮอกวอตส์
ค่ากินอยู่ของเด็กหลายร้อยคน เงินเดือนอาจารย์ และค่าใช้จ่ายจิปาถะ ล้วนแต่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น
แต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้เธอช็อกจนพูดไม่ออก จู่ๆ ศาสตราจารย์มักกอนนากัลก็รู้สึกว่าตัวเองช่างยากจนเหลือเกินในเวลานี้... ที่สำคัญคือ เป็นที่รู้กันดีว่าในห้องนิรภัย เงินมักจะเป็นสิ่งที่มีค่าน้อยที่สุด ประโยชน์สูงสุดของมันคือเอาไว้ตบตาหัวขโมยกระจอกที่ไม่รู้มูลค่าที่แท้จริง
เงินเต็มกระสอบอาจมีค่าน้อยกว่าเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่หย่อนใส่กระเป๋าเสื้อได้สบายๆ เสียอีก
และห้องนิรภัยตรงหน้านี้ แค่กองเงินก็ทำเอาเธอตะลึงแล้ว เธอแทบไม่กล้าจินตนาการถึงมูลค่าของสมบัติชิ้นอื่นๆ ที่อยู่ข้างในเลย
ทั้งสองยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ลุคเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมาได้ เขาหันไปพูดกับศาสตราจารย์มักกอนนากัลว่า "ศาสตราจารย์ครับ เข้าไปดูด้วยกันไหมครับ?"
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลอยากจะปฏิเสธตามสัญชาตญาณ เพราะข้างในดูไม่ใช่ที่ที่คนนอกอย่างเธอควรจะเข้าไปยุ่มย่าม
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ลุคก็พูดต่อ "ผมพูดจริงๆ นะครับศาสตราจารย์ ถ้าวันนี้ไม่มีคุณคอยชี้แนะ ผมคงไม่มีปัญญาแม้แต่จะแตะประตูห้องนิรภัยนี้ด้วยซ้ำ"
เขาพูดจากใจจริง เพราะคนที่พาเขามาในวันนี้ เปรียบเสมือนคนที่นำทางเขาเข้าสู่โลกผู้วิเศษอย่างแท้จริง บุญคุณนี้มีความหมายต่อลุคมาก
"การพาเธอมาเป็นหน้าที่ของฉัน และไม่จำเป็นต้องเป็นฉันคนเดียวที่ทำได้"
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลยังคงต้องการปฏิเสธ หลังจากผ่านความตื่นตระหนกในช่วงแรก เธอก็กลับมาสงบเยือกเย็นอีกครั้ง ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรมากนักสำหรับเธอ หากเธอต้องการเงินทองและความหรูหรา เพียงแค่ลาออกจากฮอกวอตส์ไปรับตำแหน่งที่อื่น เงินก็จะหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
ปรมาจารย์ด้านการแปลงร่างระดับแนวหน้า ไม่ต้องพูดถึงสถานะและความรู้ แค่พลังเวทของเธอก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนวิ่งเข้าหาเพื่อขอความช่วยเหลือแล้ว
"แต่วันนี้คนที่มาคือคุณไม่ใช่หรือครับ? นี่แหละครับคือชะตาลิขิต"
ลุคยิ้มและเชื้อเชิญอีกครั้ง "อย่างน้อยช่วยเข้าไปดูเป็นเพื่อนผมหน่อยเถอะครับ และช่วยคุ้มกันผมด้วย ผมเองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับห้องนิรภัยนี้เลย เผื่อไปเจออะไรอันตรายเข้า"
เมื่อพูดมาถึงขนาดนี้ ศาสตราจารย์มักกอนนากัลรู้ว่าเธอไม่อาจปฏิเสธได้อีก จึงพยักหน้าและเดินตามลุคเข้าไปในห้องนิรภัย
เมื่อก้าวเท้าเข้ามา สมบัติล้ำค่าภายในก็ทำเอาตาลายอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอัญมณีราคาแพง วัสดุเวทมนตร์หายาก หรือตำราเวทมนตร์ที่เรียงรายอยู่เต็มชั้น มูลค่าของพวกมันไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้เลย
ทันทีที่เข้ามา สายตาของศาสตราจารย์มักกอนนากัลถูกดึงดูดไปยังชั้นหนังสือทันที เธอเดินตรงเข้าไปหาอย่างลืมตัว
"การถอดรหัสศาสตร์มืดขั้นสูง"
"การดัดแปลงและการใช้คาถาในชีวิตประจำวัน"
"แก่นแท้ของเวทมนตร์"
"ความแตกต่างระหว่างการแปลงร่างยุคโบราณและยุคปัจจุบัน"
"แอนิเมจัส: สมมติฐานเกี่ยวกับสัตว์วิเศษ"
...
ตำราเวทมนตร์และบันทึกการค้นคว้าเล่มแล้วเล่มเล่าสะกดสายตาของศาสตราจารย์มักกอนนากัลไว้แน่น แค่ชื่อเรื่องก็น่าดึงดูดใจเหลือเกิน มูลค่าของพวกมันย่อมไม่ต้องสงสัย เพราะนี่คือห้องนิรภัยของตระกูลก็อนท์
"ศาสตราจารย์ ตามสบายเลยนะครับ ไม่น่าจะมีคาถาป้องกันที่อันตรายอะไรบนชั้นหนังสือ นอกจากตัวหนังสือเอง แน่นอนว่ายังไงก็ระวังตัวด้วยนะครับ"
แต่พูดตามตรง ต่อให้มีระบบป้องกัน ลุคก็ไม่คิดว่ามันจะทำอันตรายศาสตราจารย์มักกอนนากัลที่เตรียมตัวมาพร้อมได้ การพาเธอเข้ามาก็เพื่อจะมอบผลประโยชน์บางอย่างให้เธอนั่นแหละ
จะซื้อใจคน อาศัยแค่ความสุภาพนอบน้อมอย่างเดียวได้ที่ไหน?
เปล่าเลย ถ้าอยากได้ใจคนเร็วๆ ก็ต้องมอบสิ่งที่มีค่ามากพอให้เขาต่างหาก
หลังจากนั้น ลุคเดินสำรวจรอบๆ ห้องนิรภัยสักพักแล้วก็เริ่มหมดความสนใจ
ตำราเวทมนตร์นั้นดีจริง ล้ำค่าและลึกซึ้ง แต่ในระดับปัจจุบันของเขา อ่านไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก เหมือนเอาทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ไปให้เด็กมัธยมต้นอ่าน ความยากนั้นจินตนาการได้ไม่ยาก แถมเป็นความรู้เวทมนตร์ด้วย รู้มากเกินไปก่อนวัยอันควรอาจส่งผลเสียต่อตัวเขาเองได้
วัสดุเวทมนตร์ก็ดีเหมือนกัน หัวใจมังกร เส้นเอ็นมังกร ขนหางยูนิคอร์น เขา... ขนหางนกฟีนิกซ์ จะงอยปาก กรงเล็บ แถมยังมีชิ้นส่วนของสัตว์เทพจากตะวันออกและสมุนไพรหายากอีกเพียบ แต่ด้วยพรสวรรค์การปรุงยาแค่ 3 แต้มของเขา ของพวกนี้คงมีไว้แค่ติดสินบนสเนปให้ด่าเขาน้อยลงหน่อยแค่นั้นแหละ
ส่วนขนหางยูนิคอร์นเหรอ? แฮกริดยังมีเอาไปทำผ้าห่มเลย...
ที่มีค่าหน่อยก็พวกวัตถุเวทมนตร์ แต่ตอนนี้เขาไม่อยากติดนิสัยพึ่งพาของวิเศษมากเกินไป
ส่วนพวกอัญมณีและของเก่า ท้ายที่สุดมันก็แค่เงิน ลุคกะคร่าวๆ ว่าต่อให้เขาใช้เงินในภูเขากัลเลียนนี้ไปจนตายก็คงใช้ไม่หมด เพราะค่าครองชีพในโลกผู้วิเศษไม่ได้สูงอะไรนัก ของฟุ่มเฟือยหรูหราเว่อร์วังก็ไม่ค่อยมี
พอมารู้ว่าเงินกองนี้เป็นของตัวเอง ความรู้สึกตื่นเต้นของลุคก็มอดลงจนกลายเป็นความเบื่อหน่าย
เขาเหลือบมองศาสตราจารย์มักกอนนากัล เห็นเธอกำลังอ่านตำราเวทมนตร์อย่างตั้งอกตั้งใจ บางครั้งก็พยักหน้า บางครั้งก็ขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่ากำลังได้ความรู้ใหม่ๆ
ลุคยิ้มมุมปากเล็กน้อย
อา! ช่างดีเหลือเกิน!