เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 จำไว้! อย่าให้เจ็บตัวเด็ดขาด!

บทที่ 15 จำไว้! อย่าให้เจ็บตัวเด็ดขาด!

บทที่ 15 จำไว้! อย่าให้เจ็บตัวเด็ดขาด!


การแข่งขันดำเนินไปอย่างเข้มข้นเร้าใจ หากตัดชื่อชั้นนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ออกไป คุณภาพของเกมก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคู่บิ๊กแมตช์ของทีมมหาเศรษฐีเลย

ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเกมรุกเข้าใส่กันอย่างน่ากลัว และจนถึงตอนนี้ ผลแพ้ชนะยังพลิกผันได้ตลอดเวลาเพียงแค่ประตูเดียว

หลิงเฟิงที่นั่งอยู่ข้างสนามไม่เคยเห็นการแข่งขันคุณภาพสูงแบบนี้ในระยะประชิดมาก่อน เขาตื่นเต้นจนนั่งไม่ติด ลุกๆ นั่งๆ อยู่ตลอดเวลา

น่าเสียดายที่วันนี้เจ้าหนุ่มซื่อได้ลงตัวจริง เลยไม่มีใครคุยกับเขา คนที่นั่งข้างๆ คือ ดีน แฮมมอนด์ ซึ่งปีนี้ปาเข้าไป 32 แล้ว

หลิงเฟิงวัย 18 กับน้าวัยเลข 3 ยุค 80 คนนี้ ไม่มีอะไรจะคุยกันจริงๆ (หลักๆ คืออีกฝ่ายก็ไม่ค่อยอยากจะเสวนากับเขาเท่าไหร่ด้วย)

เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 26 อย่างรวดเร็ว ในที่สุดประตูก็แตก

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ได้เล่นในบ้านไม่ใช่ฝ่ายขึ้นนำ!

แต่เป็น เลสเตอร์ ซิตี้ ต่างหาก!

หลายคนไม่คาดคิดว่าเจ้าบ้านที่ดูมีเกมรุกอันตรายกว่ามากจะไม่ได้ประตูขึ้นนำก่อน กลับกลายเป็นเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ฉวยโอกาสจากจังหวะสวนกลับ โดย โอกาซากิ ชินจิ เป็นผู้ปลดล็อกประตูแรก

ภายในห้องส่ง เจสันและเอียนตะโกนลั่นด้วยความสะใจ ขณะที่แฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ดูถ่ายทอดสดทางทีวีต่างเฉลิมฉลองกันอย่างบ้าคลั่ง

ในเมืองเลสเตอร์ แฟนบอลส่วนใหญ่ไม่ได้ตามไปเชียร์ที่สนามเยือน วันนี้แฟนๆ จำนวนมากจึงมารวมตัวกันดูถ่ายทอดสดตามบาร์และผับต่างๆ ในเมือง

วินาทีที่ประตูเกิดขึ้น ทุกคนต่างโห่ร้องและเฉลิมฉลองกันยกใหญ่

แฟนบอลก็เป็นแบบนี้แหละ พวกเขารักทีมอย่างสุดหัวใจ แม้จะเป็นทีมเล็กๆ ไม่ได้มีซูเปอร์สตาร์ล้นทีมเหมือนสโมสรยักษ์ใหญ่พวกนั้น

แล้วไงล่ะ?

นี่คือทีมของพวกเขา!

ยามชนะเราฉลองไปด้วยกัน ยามแพ้เราแบกรับไปด้วยกัน!

ณ สนามกีฬาลอนดอนโอลิมปิก

การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป

หลังจากเสียประตู ขุนค้อนก็เปิดเกมบุกใส่อย่างบ้าคลั่งหวังทวงประตูคืน

ที่นี่คือรังเหย้าของพวกเขา และคู่แข่งคือทีมหนีตกชั้น ขุนค้อนผู้หยิ่งทะนงไม่มีวันยอมให้พวกบ้านนอกมาทำกร่างในถิ่นของตัวเองเด็ดขาด

แฟนบอลกว่า 50,000 คนบนอัฒจันทร์ส่งเสียงเชียร์กระหึ่ม โบกสะบัดผ้าพันคอและธง กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 12 คอยหนุนหลังทีมเจ้าบ้าน

ในช่วงเวลานี้ นอกจากกัปตันมอร์แกนและฮูธแล้ว คนที่งานชุกที่สุดเห็นจะเป็น เอ็นโกโล่ ก็องเต้ โล่กำบังแดนกลางของเลสเตอร์ ซิตี้

เวสต์แฮมที่สกอร์ตามหลังระดมสาดบอลโด่งเข้าไปในกรอบเขตโทษ ปูพรมถล่มไม่ยั้ง แน่นอนว่าเลสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่เสียประตู ต้องยกเครดิตให้ แคสเปอร์ ชไมเคิล ผู้รักษาประตูด้วยเช่นกัน

เขาโชว์ซูเปอร์เซฟจังหวะสำคัญครั้งแล้วครั้งเล่า ฉายแววยอดฝีมือเหมือนพ่อของเขาในอดีตไม่มีผิด

ส่วนก็องเต้ วันนี้เขาได้ลงตัวจริงเป็นนัดแรก และเขาก็ทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่หน้ากรอบเขตโทษตัวเองไปจนถึงวงกลมกลางสนาม หรือแม้แต่พื้นที่เกมรับของคู่แข่ง

การวิ่งพล่านอย่างไม่รู้จบของเขานี่เองที่ช่วยจำกัดบทบาทของ ปาเยต์ จอมทัพตัวเก่งของขุนค้อน

ทำให้เพลย์เมกเกอร์อัจฉริยะชาวฝรั่งเศสรายนี้เล่นไม่ออกจนเสียรังวัดไปเลย!

ตัวเล็กแต่ใจใหญ่ ประโยคนี้อธิบายความเป็นก็องเต้ได้ดีที่สุด

ฟุตบอลก็เป็นแบบนี้แหละ ใครคุมเกมได้เหนือกว่าไม่ได้แปลว่าจะต้องยิงได้เสมอไป

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่พับสนามบุกใส่เลสเตอร์ ซิตี้ อยู่นานกว่าสิบนาที กลับต้องมาเสียประตูเพิ่มอีก

ใช่แล้ว สวนกลับอีกแล้ว!

บิลิชเน้นย้ำเรื่องการสวนกลับเร็วตั้งแต่เข้ามารับงานคุมทีม แต่วันนี้เลสเตอร์ ซิตี้ กลับเป็นฝ่ายสอนมวยพวกเขาเสียเอง

ผมสอนพวกเขาด้วยตัวเองเลยว่าการเล่นตั้งรับและสวนกลับของจริงมันเป็นยังไง!

คราวนี้เป็น มาห์เรซ ที่มีชื่อบนสกอร์บอร์ด ลูกวางยาวของอัลไบรท์ตันฉีกแนวรับเวสต์แฮมขาดกระจุย

ลูกชิพข้ามหัวอันเหนือชั้นของมาห์เรซตอกย้ำความปราชัยให้เวสต์แฮมอย่างหนักหน่วง

ในนาทีที่ 39 ของการแข่งขัน เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีจะจบครึ่งแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ทิ้งห่างเป็น 0-2!

เป้าหมายก่อนเกมของรานิเอรี่ที่หวังแค่หนึ่งแต้ม ตอนนี้มีโอกาสจะกลายเป็นสามแต้ม และความเป็นไปได้ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

นี่น่ะเหรอจังหวะของพรีเมียร์ลีก?

หลิงเฟิงมองดูเพื่อนร่วมทีมที่กำลังกอดคอกันฉลองประตู สายตาแห่งความอิจฉาแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น

อาจกล่าวได้ว่าคู่แข่งในวันนี้ไม่ใช่ทีมระดับ BIG6 แบบดั้งเดิม และไม่ใช่ทีมมหาเศรษฐีที่อุดมไปด้วยดาราคับคั่ง

แต่เขาได้เห็นกับตาแล้วถึงจังหวะความเร็วและความเข้มข้นของพรีเมียร์ลีก การแข่งขันที่ดุเดือด การไล่ล่าระหว่างคนกับลูกฟุตบอล

ทุกสิ่งทุกอย่างมันกระแทกใจเขาสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ!

จบครึ่งแรก เลสเตอร์ ซิตี้ เดินเข้าห้องแต่งตัวพร้อมสกอร์นำห่างสองลูก

ใบหน้าของนักเตะทุกคนเปื้อนยิ้ม... รอยยิ้มแห่งชัยชนะ

หลิงเฟิงและเพื่อนร่วมทีมบนม้านั่งสำรองก็ลงไปในสนามเพื่อวอร์มอัพ

แม้เจ้าบ้านจะตามหลัง แต่แฟนบอลก็ยังไม่หมดศรัทธา พวกเขายังคงร้องรำทำเพลงเชียร์ทีมรักต่อไปบนอัฒจันทร์

ทุกวันที่มีการแข่งขัน คือวันงานเทศกาลของแฟนบอลเหล่านี้

เมื่อสามปีก่อน เขาเคยนั่งอยู่ตรงนั้นกับพ่อ ดูนักกีฬาในสนามด้วยความตื่นตาตื่นใจ ตอนนั้นเขาเป็นแค่ผู้ชม

สามปีต่อมา เขาได้ก้าวลงมาสู่สนามแห่งนี้ และกลายเป็นนักกีฬาอาชีพ... ณ จุดนี้ เขาคือผู้เล่น

...

เวลาพัก 15 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว นักเตะทั้งสองทีมทยอยกลับลงสู่สนาม

เริ่มครึ่งหลัง เวสต์แฮมแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัวคนแรก ถอด ออกซ์ฟอร์ด กองกลางดาวรุ่งที่ลงตัวจริงครึ่งแรกออก แล้วส่ง โอบิยัง เบอร์ 14 ลงมาแทน

นี่คือนักเตะจากอิเควทอเรียลกินี

หลังเปลี่ยนตัว รูปเกมของเวสต์แฮมก็เปลี่ยนไป ตำแหน่งของปาเยต์ขยับสูงขึ้นกว่าครึ่งแรก ดูคล้ายกับหน้าต่ำหรือฟอลส์ไนน์ (False 9)

ดูเหมือนครึ่งแรกก็องเต้จะกดดันเขาหนักมาก เขาเลยต้องถอยลงมาต่ำและพยายามเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับเจ้าหนุ่มซื่อ

เมื่อถึงทางตัน การเปลี่ยนแปลงย่อมจำเป็น การเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งความก้าวหน้า

ไม่รู้ว่าบิลิชเคยอ่านคัมภีร์ "อี้จิง" ของจีนหรือเปล่า แต่การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ส่งผลดีกับพวกเขาจริงๆ

ผ่านไปสิบนาทีในครึ่งหลัง ปาเยต์ก็ได้โอกาส

จากจังหวะกระชากลากเลื้อยสุดมันส์ทางกราบซ้าย คูยาเต้ของขุนค้อนตบกลับมาให้ปาเยต์ปั่นโค้งจากหน้ากรอบเขตโทษเสียบมุมเข้าไป สกอร์ไล่มาเป็น 1-2

ประตูนี้มาถูกที่ถูกเวลาจริงๆ เหลือเวลาอีกกว่าครึ่งชั่วโมง

ช่องว่างเหลือแค่ลูกเดียว บวกกับกำลังใจของเจ้าถิ่นที่ฮึกเหิม โอกาสตีเสมอหรือแม้แต่พลิกชนะก็มีความเป็นไปได้สูง

รานิเอรี่ที่ยืนอยู่ข้างสนามย่อมมองเห็นปัญหานี้เช่นกัน

ประเด็นหลักคือเขายังลังเลว่าจะแก้เกมดีไหมในขณะที่นำอยู่สองลูก และถ้าเปลี่ยนแผนแล้วเกิดผลเสียล่ะ?

ในจังหวะที่กำลังสองจิตสองใจ เวสต์แฮมก็ยิงประตูได้พอดี ช่วยให้เขาตัดสินใจได้ทันที

"หลิง ไปวอร์ม เร็วเข้า เธอมีเวลา 5 นาที"

เมื่อตัดสินใจแล้ว กุนซือเฒ่าก็สั่งการทันที

"ห๊ะ...?" ได้ยินเสียงเรียก หลิงเฟิงตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนที่ความดีใจจะพุ่งพล่านไปทั่วร่าง เขารีบดีดตัวลุกขึ้นวิ่งไปที่ข้างสนามทันที

สามนาทีต่อมา หลิงเฟิงมายืนอยู่ตรงหน้ารานิเอรี่

"ไหนบอกว่า 5 นาทีไง?" โค้ชเฒ่ายกแขนดูนาฬิกาโดยอัตโนมัติ

"เอ่อ... นาฬิกาบอสเดินช้าไปหรือเปล่าครับ 5 นาทีก็คือ 5 นาทีเป๊ะๆ เลยนะ" หลิงเฟิงรีบแถสีข้างถลอก

รานิเอรี่คร้านจะเถียงกับเด็ก เขาจับไหล่ทั้งสองข้างของหลิงเฟิงไว้แน่น จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่ม "หลิง บอกฉันสิ เธอพร้อมหรือยัง?"

เขายืดอกขึ้นโดยอัตโนมัติ "ผมรอไม่ไหวแล้วครับ บอส"

"ดีมาก เธอทำแบบนี้นะ... แล้วก็แบบนั้น..." รานิเอรี่พูดเร็วปรื๋อ แต่หลิงเฟิงตั้งใจฟังทุกคำอย่างจดจ่อ

"ไปเถอะไอ้หนู เธอคือพญาอินทรี ท้องฟ้าสีครามแห่งนั้นเป็นของเธอ" สุดท้าย รานิเอรี่ตบไหล่หลิงเฟิง เป็นสัญญาณให้เตรียมตัวลงสนาม

มองดูแผ่นหลังที่สูงใหญ่แต่ยังแฝงความไร้เดียงสานั้น แววตาของแม่ทัพเฒ่าฉายแววสับสนวูบหนึ่ง "ฉันไม่รู้ว่าการส่งเธอลงไปเร็วขนาดนี้จะเป็นผลดีหรือผลเสียกันแน่"

"หลิง!" จู่ๆ เขาก็ตะโกนเรียกอีกครั้ง

หลิงเฟิงหันกลับมามองร่างผมขาว

"จำไว้! อย่าให้เจ็บตัวเด็ดขาด!"

จบบทที่ บทที่ 15 จำไว้! อย่าให้เจ็บตัวเด็ดขาด!

คัดลอกลิงก์แล้ว