เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13: บังอาจนัก กล้าขโมยเครื่องเซ่นไหว้ของข้าเชียวรึ?

บทที่ 13: บังอาจนัก กล้าขโมยเครื่องเซ่นไหว้ของข้าเชียวรึ?

บทที่ 13: บังอาจนัก กล้าขโมยเครื่องเซ่นไหว้ของข้าเชียวรึ?


บทที่ 13: บังอาจนัก กล้าขโมยเครื่องเซ่นไหว้ของข้าเชียวรึ?

สองพี่น้องตระกูลสวีหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังมาจนถึงศาลเจ้า

พวกเขาวางปลาหลีฮื้อตัวใหญ่และขาหมูลงบนโต๊ะบูชาอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นจึงจุดธูปเทียน ควันธูปลอยกรุ่นตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องโถง

ลู่เจวี๋ยหมิงซ่อนตัวอยู่หลังเทวรูป อาศัยมุมมองผ่านดวงตาของรูปปั้นทำให้เห็นเหตุการณ์เบื้องล่างได้อย่างชัดเจน

เมื่อเห็นปลาตัวโตและเนื้อสัตว์ที่วางเรียงรายอยู่ข้างล่าง ดวงตาของเขาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที

บอกตามตรง ตั้งแต่ข้ามภพมายังโลกนี้ได้สามวัน เขาเพิ่งจะได้กินแค่ปลาเค็มตากแห้งตัวเดียวกับผลไม้ป่าประทังท้องเท่านั้น ในฐานะปีศาจแมวสามสี การจะออกไปเดินจ่ายตลาดซื้อของกินเองมันไม่สะดวกเอาเสียเลย

ดังนั้น เมื่อเห็นชาวบ้านนำของอร่อยมาเซ่นไหว้ถึงที่ เขาจึงดีใจจนเนื้อเต้น

จากนั้น ลู่เจวี๋ยหมิงก็เลื่อนสายตาไปมองป้ายสีทองเหนือศีรษะของทั้งสองคน

สวีหลิงเปลี่ยนสถานะจาก 'ว่าที่ผู้ศรัทธา' กลายเป็น 'ผู้ศรัทธาที่เคร่งครัด' แล้ว ส่วนสวีผิงอันดูเหมือนจะเป็น 'ผู้ศรัทธาที่เคร่งครัด' มาตั้งแต่ต้น

พี่น้องทั้งสองคุกเข่าลงกับพื้น สองมือประคองธูป พลางพึมพำบทสวดภาวนา

ลู่เจวี๋ยหมิงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

สวีหลิงกล่าวว่า "ขอบพระคุณท่านเทพไท่หมิงที่เมตตา! ท่านทำให้คำอธิษฐานของผู้น้อยเป็นจริงและช่วยชีวิตพี่ชายของข้าเอาไว้! บุญคุณนี้ข้าจะจดจำไปชั่วชีวิต! วันนี้ข้าตั้งใจมาแก้บน หวังว่าท่านจะโปรดปรานเครื่องเซ่นไหว้เหล่านี้นะเจ้าคะ"

เมื่อเทียบกับน้องสาวแล้ว สวีผิงอันดูจะเชี่ยวชาญด้านการร้อยเรียงถ้อยคำสรรเสริญมากกว่าหลายขุม

สวีผิงอันร่ายยาวเป็นชุด:

"ขอน้อมคารวะท่านเทพไท่หมิงขุนเขา! ผู้น้อยเป็นเพียงชาวบ้านตาดำๆ ที่เฉียดกรายความตาย แต่กลับโชคดีได้รับความเมตตาจากท่าน อิทธิฤทธิ์บารมีของท่านช่างยิ่งใหญ่ไพศาล ช่วยขจัดความมืดมิด ฉุดดึงผู้น้อยขึ้นมาจากหุบเหวแห่งความตาย ปกปักรักษาทารกน้อยผู้เปราะบาง ประทานชีวิตใหม่ให้แก่ข้า! วีรกรรมอันน่าอัศจรรย์ของท่านเทพสมควรได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่วหล้า ความเมตตาการุณย์ที่ท่านมีต่อปวงประชาทำให้ผู้น้อยเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก จะมิมีวันลืมเลือนพระคุณ... (ละไว้ในฐานที่เข้าใจอีกหนึ่งพันคำ)

...ผู้น้อยขอเพียงว่าในภายภาคหน้า จักหมั่นถวายเครื่องสักการะมิให้ขาดตกบกพร่อง เพื่อตอบแทนพระคุณอันล้นพ้นของท่านขอรับ!"

ในที่สุดสวีผิงอันก็กล่าวจบและโขกศีรษะคำนับ

ลู่เจวี๋ยหมิงฟังมานานกว่าหนึ่งก้านธูปถึงกับรู้สึกกระดากอายแทน

เจ้าเด็กนี่ สมกับเป็นสาวกผู้ภักดีของเทพเจ้าภูเขา ภายนอกดูซื่อบื้อ แต่พอเป็นเรื่องยกยอปั้นปอนี่เก่งกว่าน้องสาวเยอะเลย

จุ๊ๆๆ... คารมคมคาย พูดจาฉะฉานเจื้อยแจ้ว หมอนี่มันมีแววเป็นมัคทายกชัดๆ!

【ได้รับพลังธูป +4】

【ได้รับพลังธูป +4】

ลู่เจวี๋ยหมิงฟังเสียงแจ้งเตือนจากระบบ และพบว่าครั้งนี้ได้รับพลังธูปมากกว่าตอนที่ป้าซุนมาไหว้ถึงสองเท่า

เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเครื่องเซ่นไหว้ที่หรูหราขึ้น หรือเป็นเพราะความศรัทธาอันแรงกล้าของพวกเขาขณะจุดธูปกันแน่

สองคนรวมกันได้พลังธูปมาถึง 8 แต้ม ซึ่งมากกว่าที่คาดไว้ ลู่เจวี๋ยหมิงจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

หลังจากทั้งคู่สวดมนต์เสร็จ ก็พากันกราบไหว้และโขกศีรษะไม่หยุด โดยเฉพาะสวีหลิงที่โขกศีรษะด้วยความจริงใจอย่างที่สุด หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้ง

ลู่เจวี๋ยหมิงทอดถอนใจ "การใช้ชีวิตอยู่ในศาลเจ้านี่มันช่างสุขสบายจริงๆ!"

ในศาลเจ้าแห่งนี้นอกจากจะสว่างไสวและอบอุ่นแล้ว ยังมีของกินของดื่มพร้อมสรรพ การได้อยู่ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน

แถมคนที่มากราบไหว้ก็ล้วนแต่จิตใจดี พูดจาไพเราะเสนาะหู

ดีกว่าการไปมุดหัวอยู่ในถ้ำมืดๆ บนภูเขาตั้งเยอะ

ลู่เจวี๋ยหมิงยังคงจับตามองเจ้าหมอนั่นที่สะกดรอยตามสองพี่น้องคนเก็บสมุนไพรมา

หลังจากสองพี่น้องกลับไปแล้ว ลู่เจวี๋ยหมิงก็สังเกตเห็นเงาตะคุ่มๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ศาลเจ้าเริ่มเคลื่อนไหว

คนตัดฟืนมองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น มันก็เดินอาดๆ เข้ามาในศาลเจ้า

เมื่อคนตัดฟืนเข้ามาเห็นปลาตัวใหญ่และเนื้อสัตว์บนโต๊ะบูชา แววตาของมันก็ฉายแววโลภโมโทสันทันที

ผู้มาเยือนมือไม้ว่างเปล่า ไม่ได้พกอะไรติดตัวมา ดูท่าไม่ได้ตั้งใจมาจุดธูปไหว้เจ้าแน่ๆ

"เจ้านี่มันคิดจะทำอะไรกันแน่?" ลู่เจวี๋ยหมิงสังหรณ์ใจไม่ดี

คนตัดฟืนเดินตรงดิ่งไปที่โต๊ะบูชา แล้วยื่นมือสกปรกมอมแมมไปคว้าขาหมู

"ให้ตายสิ มันกล้าขโมยเครื่องเซ่นไหว้ของข้าเชียวรึ!"

หากเป็นขอทานผู้หิวโหยหรือผู้อพยพลี้ภัย ลู่เจวี๋ยหมิงก็คงไม่ถือสาและยินดีแบ่งปันให้

แต่คนตัดฟืนตรงหน้ามีร่างกายกำยำแข็งแรง ปากมันแผล็บเหมือนเพิ่งกินอะไรมา แถมพุงยังยื่นออกมาหน่อยๆ ดูเหมือนคนที่เพิ่งกินอิ่มมาหมาดๆ มีความจำเป็นตรงไหนที่ต้องให้เขาเมตตาสงเคราะห์?

สำหรับคนโลภมากที่กล้าลบหลู่เทพเจ้าเช่นนี้ เขาต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบ

โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ลู่เจวี๋ยหมิงใช้อิทธิฤทธิ์ 'หญ้าไม้เป็นพลทหาร' ทันที

กิ่งหลิวที่ปักอยู่ในแจกันหยกบนโต๊ะบูชาพลันดูเหมือนมีชีวิต มันตวัดวูบราวกับแส้ ฟาดลงไปที่มือของโจวลี่เฉียงที่กำลังยื่นออกมาอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง "เพี๊ยะ!"

โจวลี่เฉียงสะดุ้งสุดตัว ร้องจ๊ากด้วยความตกใจและรีบชักมือกลับด้วยความเจ็บปวด

เขามองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดผวา กิ่งหลิวในแจกันยังคงตั้งนิ่งสงบ ทำให้เขาคิดไปว่าตาฝาด

ทว่ารอยแดงเถือกที่แสบร้อนบนหลังมือนั้นยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าเขาเพิ่งถูกกิ่งหลิวฟาดเข้าจริงๆ

"นี่... หรือว่าท่านเทพไท่หมิงจะสำแดงอิทธิฤทธิ์พิโรธข้าเข้าแล้ว?" ริมฝีปากของโจวลี่เฉียงสั่นระริก

เรื่องนี้มันชักจะพิกลแล้ว!

โจวลี่เฉียงรู้สึกหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งขนลุก เขาถอยกรูดและวิ่งหนีออกจากศาลเจ้าไปอย่างไม่คิดชีวิต

ลู่เจวี๋ยหมิงที่ซ่อนอยู่หลังเทวรูปเห็นว่าคนตัดฟืนอันธพาลถูกไล่ตะเพิดไปแล้ว และรอบศาลเจ้าไร้ผู้คน เขาจึงกระโดดลงไปบนโต๊ะบูชา คาบปลาหลีฮื้อขึ้นมาจากจานแล้วจัดการอย่างเอร็ดอร่อย

ส่วนขาหมูนั้น... เห็นแก่ความยากลำบากของสองพี่น้องคนเก็บสมุนไพร เหลือเอาไว้ให้พวกเขาสักหน่อยก็แล้วกัน

ไม่ถึงครึ่งก้านธูป ปลาทั้งตัวก็ลงไปอยู่ในท้อง ลู่เจวี๋ยหมิงเริ่มครุ่นคิดว่าจะใช้พลังธูป 8 แต้มที่เพิ่งได้มาอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด

เพราะเขาค้นพบว่าบนหน้าต่างระบบ ไม่เพียงแค่ระดับการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น แต่หลังชื่ออิทธิฤทธิ์แต่ละอย่างก็มีเครื่องหมาย "+" ปรากฏขึ้นด้วย

"เยี่ยม! ในเมื่อข้าสามารถใช้แต้มเพิ่มความชำนาญให้อิทธิฤทธิ์ได้โดยตรง แบบนี้ก็สะดวกสุดๆ ไปเลยสิ!"

วันนี้เขาฝึกใช้อิทธิฤทธิ์ไปตั้งยี่สิบครั้ง ความรู้สึกตอนที่ปราณวิญญาณแห้งเหือดและร่างกายอ่อนล้านั้นมันทรมานจนแทบทนไม่ไหว

ลู่เจวี๋ยหมิงกดเครื่องหมาย "+" หลังอิทธิฤทธิ์ 'หญ้าไม้เป็นพลทหาร' ด้วยความตื่นเต้น

ตัวเลขบนหน้าต่างระบบเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

【หญ้าไม้เป็นพลทหาร (ระดับต้น) (11 / 1000) --> (31 / 1000)】

ในขณะเดียวกัน ความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับเทคนิคการใช้อิทธิฤทธิ์ 'หญ้าไม้เป็นพลทหาร' ก็ผุดขึ้นในสมองของเขา

ลู่เจวี๋ยหมิงนิ่งเงียบ: "..." แค่นี้เองเหรอ?

พลังธูปหนึ่งแต้มเพิ่มความชำนาญได้แค่ยี่สิบหน่วย ซึ่งพอๆ กับที่เขาต้องฝึกหนักทั้งวันกว่าจะได้มา

พลังธูปที่หามาได้อย่างยากลำบากกลับถูกใช้หมดไปง่ายๆ แบบนี้ มันขาดทุนย่อยยับชัดๆ!

เขาสามารถเพิ่มความชำนาญให้อิทธิฤทธิ์ได้ด้วยการหมั่นฝึกฝน

แต่สำหรับการบำเพ็ญเพียรนั้น เขาไม่มีกายเนื้อพิเศษ ไม่มีอาจารย์ และไม่มีมรดกวิชา ในฐานะปีศาจแมวสามสีผู้ไร้ซึ่งต้นทุน เขาไม่รู้วิชาเดินลมปราณดูดซับพลังขั้นสูง ทำให้ประสิทธิภาพในการแปลงและดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดินต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ยากที่จะก้าวหน้าได้เพียงแค่ขยันหมั่นเพียร

"ยอมเหนื่อยฝึกอิทธิฤทธิ์เอาดีกว่า เน้นยกระดับพลังเป็นหลักในช่วงแรกน่าจะดีที่สุด"

ลู่เจวี๋ยหมิงไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเทพลังธูปที่เหลือทั้ง 7 แต้มลงไปที่ระดับการบำเพ็ญเพียรจนหมด

ระดับพลังของเขาทะลวงผ่านขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นหกระดับสมบูรณ์ทันที เกลียวคลื่นปราณวิญญาณในจุดตันเถียนเพิ่มขึ้นจากหกสายเป็นเจ็ดสายครึ่ง

หากแบ่งย่อยขอบเขตกลั่นลมปราณให้ละเอียดขึ้น ระดับปัจจุบันของเขาก็นับว่าเป็น ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นเจ็ดช่วงกลาง

"คุณพระช่วย! อัตราการเติบโตนี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!"

พลังธูปที่แฝงไปด้วยแรงศรัทธาของผู้คน มีพลังงานที่ไม่ด้อยไปกว่าปราณวิญญาณฟ้าดินเลยแม้แต่น้อย!

ลู่เจวี๋ยหมิงรู้สึกว่าปราณวิญญาณในตันเถียนหนาแน่นขึ้นกว่าเดิม นั่นหมายความว่าตอนนี้เขาสามารถใช้อิทธิฤทธิ์ต่อเนื่องในหนึ่งวันได้มากขึ้น

นั่นไงล่ะ... การยกระดับพลังเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด ตอนนี้ประสิทธิภาพในการปั๊มค่าความชำนาญอิทธิฤทธิ์ก็เพิ่มขึ้นอีกทอดหนึ่งแล้ว...

ทางด้านโจวลี่เฉียงที่หนีกลับมาถึงบ้านก็ซ่อนตัวอยู่แต่ข้างใน ไม่กล้าออกไปไหน

เขากำลังทา 'ผงยาจินชวง' ลงบนรอยแผลที่แสบแดงบนหลังมือ พลางทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันที่ผ่านมา

"เนื้อหงส์ที่จะเข้าปากอยู่รอมร่อ ไฉนถึงบินหนีไปได้?"

เดิมทีสวีผิงอันป่วยหนัก และสวีหลิงต้องการความช่วยเหลือจากเขา ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาฉกฉวยผลประโยชน์จากนาง

แต่ตอนนี้ โอกาสทองที่หาได้ยากยิ่งกลับมลายหายไปกับตา!

ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าปีศาจเพียงพอนนั่นดันตายโหงไปอย่างปริศนา ทำลายลาภปากของข้าชัดๆ!

ผงยาจินชวงกัดแผลบนหลังมือจนเขาต้องซี้ดปากด้วยความเจ็บปวด

ยิ่งคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกคับแค้นใจ

โดยเฉพาะฉากที่เขาถูกกิ่งหลิวฟาดมือตอนกำลังขโมยของเซ่นไหว้ จนต้องวิ่งหนีหางจุกตูด มันทำให้เขาอับอายและโกรธแค้นจนคิ้วขมวดมุ่นเป็นปม

"เทพไท่หมิงบ้าบออะไรกัน? เทพเจ้าไม่มีจริงมาตั้งนานแล้ว!"

"ต้องเป็นไอ้สวีผิงอันหรือใครสักคนที่รู้ว่าข้าแอบตามมา แล้วไปซ่อนตัวหลังรูปปั้นเล่นลูกไม้หลอกผีแน่ๆ!"

"คนอย่างข้าจะไปกลัวลูกไม้ตื้นๆ แบบนั้นได้ยังไง!"

เมื่อนึกถึงภาพสองพี่น้องตระกูลสวีที่กราบไหว้ศาลเจ้าด้วยความศรัทธา ความคิดบ้าบิ่นอย่างหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของโจวลี่เฉียง

"สวีหลิง... อาสวีหลิง พี่น้องพวกเจ้าชอบกราบไหว้ศาลเจ้านักใช่ไหม?"

"ฮึ่ม! งั้นข้าจะเผาศาลเจ้าทิ้งซะเลย! ดูซิว่าพวกเจ้าจะไปกราบไหว้อะไรกันอีก!"

ภาพของสองพี่น้องที่เศร้าโศกเสียใจปรากฏขึ้นในจินตนาการ โจวลี่เฉียงระบายลมหายใจที่อัดอั้นออกจากอก คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออกทันที

เขาเริ่มเตรียมข้าวของ คนอย่างเขาไม่เคยรอชำระแค้นข้ามคืน เขาจะลงมือคืนนี้เลย!

จบบทที่ บทที่ 13: บังอาจนัก กล้าขโมยเครื่องเซ่นไหว้ของข้าเชียวรึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว