- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นแมว ในโลกไร้เทพงั้นผมเป็นพระเจ้าเอง
- บทที่ 13: บังอาจนัก กล้าขโมยเครื่องเซ่นไหว้ของข้าเชียวรึ?
บทที่ 13: บังอาจนัก กล้าขโมยเครื่องเซ่นไหว้ของข้าเชียวรึ?
บทที่ 13: บังอาจนัก กล้าขโมยเครื่องเซ่นไหว้ของข้าเชียวรึ?
บทที่ 13: บังอาจนัก กล้าขโมยเครื่องเซ่นไหว้ของข้าเชียวรึ?
สองพี่น้องตระกูลสวีหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังมาจนถึงศาลเจ้า
พวกเขาวางปลาหลีฮื้อตัวใหญ่และขาหมูลงบนโต๊ะบูชาอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นจึงจุดธูปเทียน ควันธูปลอยกรุ่นตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องโถง
ลู่เจวี๋ยหมิงซ่อนตัวอยู่หลังเทวรูป อาศัยมุมมองผ่านดวงตาของรูปปั้นทำให้เห็นเหตุการณ์เบื้องล่างได้อย่างชัดเจน
เมื่อเห็นปลาตัวโตและเนื้อสัตว์ที่วางเรียงรายอยู่ข้างล่าง ดวงตาของเขาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที
บอกตามตรง ตั้งแต่ข้ามภพมายังโลกนี้ได้สามวัน เขาเพิ่งจะได้กินแค่ปลาเค็มตากแห้งตัวเดียวกับผลไม้ป่าประทังท้องเท่านั้น ในฐานะปีศาจแมวสามสี การจะออกไปเดินจ่ายตลาดซื้อของกินเองมันไม่สะดวกเอาเสียเลย
ดังนั้น เมื่อเห็นชาวบ้านนำของอร่อยมาเซ่นไหว้ถึงที่ เขาจึงดีใจจนเนื้อเต้น
จากนั้น ลู่เจวี๋ยหมิงก็เลื่อนสายตาไปมองป้ายสีทองเหนือศีรษะของทั้งสองคน
สวีหลิงเปลี่ยนสถานะจาก 'ว่าที่ผู้ศรัทธา' กลายเป็น 'ผู้ศรัทธาที่เคร่งครัด' แล้ว ส่วนสวีผิงอันดูเหมือนจะเป็น 'ผู้ศรัทธาที่เคร่งครัด' มาตั้งแต่ต้น
พี่น้องทั้งสองคุกเข่าลงกับพื้น สองมือประคองธูป พลางพึมพำบทสวดภาวนา
ลู่เจวี๋ยหมิงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
สวีหลิงกล่าวว่า "ขอบพระคุณท่านเทพไท่หมิงที่เมตตา! ท่านทำให้คำอธิษฐานของผู้น้อยเป็นจริงและช่วยชีวิตพี่ชายของข้าเอาไว้! บุญคุณนี้ข้าจะจดจำไปชั่วชีวิต! วันนี้ข้าตั้งใจมาแก้บน หวังว่าท่านจะโปรดปรานเครื่องเซ่นไหว้เหล่านี้นะเจ้าคะ"
เมื่อเทียบกับน้องสาวแล้ว สวีผิงอันดูจะเชี่ยวชาญด้านการร้อยเรียงถ้อยคำสรรเสริญมากกว่าหลายขุม
สวีผิงอันร่ายยาวเป็นชุด:
"ขอน้อมคารวะท่านเทพไท่หมิงขุนเขา! ผู้น้อยเป็นเพียงชาวบ้านตาดำๆ ที่เฉียดกรายความตาย แต่กลับโชคดีได้รับความเมตตาจากท่าน อิทธิฤทธิ์บารมีของท่านช่างยิ่งใหญ่ไพศาล ช่วยขจัดความมืดมิด ฉุดดึงผู้น้อยขึ้นมาจากหุบเหวแห่งความตาย ปกปักรักษาทารกน้อยผู้เปราะบาง ประทานชีวิตใหม่ให้แก่ข้า! วีรกรรมอันน่าอัศจรรย์ของท่านเทพสมควรได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่วหล้า ความเมตตาการุณย์ที่ท่านมีต่อปวงประชาทำให้ผู้น้อยเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก จะมิมีวันลืมเลือนพระคุณ... (ละไว้ในฐานที่เข้าใจอีกหนึ่งพันคำ)
...ผู้น้อยขอเพียงว่าในภายภาคหน้า จักหมั่นถวายเครื่องสักการะมิให้ขาดตกบกพร่อง เพื่อตอบแทนพระคุณอันล้นพ้นของท่านขอรับ!"
ในที่สุดสวีผิงอันก็กล่าวจบและโขกศีรษะคำนับ
ลู่เจวี๋ยหมิงฟังมานานกว่าหนึ่งก้านธูปถึงกับรู้สึกกระดากอายแทน
เจ้าเด็กนี่ สมกับเป็นสาวกผู้ภักดีของเทพเจ้าภูเขา ภายนอกดูซื่อบื้อ แต่พอเป็นเรื่องยกยอปั้นปอนี่เก่งกว่าน้องสาวเยอะเลย
จุ๊ๆๆ... คารมคมคาย พูดจาฉะฉานเจื้อยแจ้ว หมอนี่มันมีแววเป็นมัคทายกชัดๆ!
【ได้รับพลังธูป +4】
【ได้รับพลังธูป +4】
ลู่เจวี๋ยหมิงฟังเสียงแจ้งเตือนจากระบบ และพบว่าครั้งนี้ได้รับพลังธูปมากกว่าตอนที่ป้าซุนมาไหว้ถึงสองเท่า
เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเครื่องเซ่นไหว้ที่หรูหราขึ้น หรือเป็นเพราะความศรัทธาอันแรงกล้าของพวกเขาขณะจุดธูปกันแน่
สองคนรวมกันได้พลังธูปมาถึง 8 แต้ม ซึ่งมากกว่าที่คาดไว้ ลู่เจวี๋ยหมิงจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
หลังจากทั้งคู่สวดมนต์เสร็จ ก็พากันกราบไหว้และโขกศีรษะไม่หยุด โดยเฉพาะสวีหลิงที่โขกศีรษะด้วยความจริงใจอย่างที่สุด หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้ง
ลู่เจวี๋ยหมิงทอดถอนใจ "การใช้ชีวิตอยู่ในศาลเจ้านี่มันช่างสุขสบายจริงๆ!"
ในศาลเจ้าแห่งนี้นอกจากจะสว่างไสวและอบอุ่นแล้ว ยังมีของกินของดื่มพร้อมสรรพ การได้อยู่ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน
แถมคนที่มากราบไหว้ก็ล้วนแต่จิตใจดี พูดจาไพเราะเสนาะหู
ดีกว่าการไปมุดหัวอยู่ในถ้ำมืดๆ บนภูเขาตั้งเยอะ
ลู่เจวี๋ยหมิงยังคงจับตามองเจ้าหมอนั่นที่สะกดรอยตามสองพี่น้องคนเก็บสมุนไพรมา
หลังจากสองพี่น้องกลับไปแล้ว ลู่เจวี๋ยหมิงก็สังเกตเห็นเงาตะคุ่มๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ศาลเจ้าเริ่มเคลื่อนไหว
คนตัดฟืนมองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น มันก็เดินอาดๆ เข้ามาในศาลเจ้า
เมื่อคนตัดฟืนเข้ามาเห็นปลาตัวใหญ่และเนื้อสัตว์บนโต๊ะบูชา แววตาของมันก็ฉายแววโลภโมโทสันทันที
ผู้มาเยือนมือไม้ว่างเปล่า ไม่ได้พกอะไรติดตัวมา ดูท่าไม่ได้ตั้งใจมาจุดธูปไหว้เจ้าแน่ๆ
"เจ้านี่มันคิดจะทำอะไรกันแน่?" ลู่เจวี๋ยหมิงสังหรณ์ใจไม่ดี
คนตัดฟืนเดินตรงดิ่งไปที่โต๊ะบูชา แล้วยื่นมือสกปรกมอมแมมไปคว้าขาหมู
"ให้ตายสิ มันกล้าขโมยเครื่องเซ่นไหว้ของข้าเชียวรึ!"
หากเป็นขอทานผู้หิวโหยหรือผู้อพยพลี้ภัย ลู่เจวี๋ยหมิงก็คงไม่ถือสาและยินดีแบ่งปันให้
แต่คนตัดฟืนตรงหน้ามีร่างกายกำยำแข็งแรง ปากมันแผล็บเหมือนเพิ่งกินอะไรมา แถมพุงยังยื่นออกมาหน่อยๆ ดูเหมือนคนที่เพิ่งกินอิ่มมาหมาดๆ มีความจำเป็นตรงไหนที่ต้องให้เขาเมตตาสงเคราะห์?
สำหรับคนโลภมากที่กล้าลบหลู่เทพเจ้าเช่นนี้ เขาต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบ
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ลู่เจวี๋ยหมิงใช้อิทธิฤทธิ์ 'หญ้าไม้เป็นพลทหาร' ทันที
กิ่งหลิวที่ปักอยู่ในแจกันหยกบนโต๊ะบูชาพลันดูเหมือนมีชีวิต มันตวัดวูบราวกับแส้ ฟาดลงไปที่มือของโจวลี่เฉียงที่กำลังยื่นออกมาอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง "เพี๊ยะ!"
โจวลี่เฉียงสะดุ้งสุดตัว ร้องจ๊ากด้วยความตกใจและรีบชักมือกลับด้วยความเจ็บปวด
เขามองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดผวา กิ่งหลิวในแจกันยังคงตั้งนิ่งสงบ ทำให้เขาคิดไปว่าตาฝาด
ทว่ารอยแดงเถือกที่แสบร้อนบนหลังมือนั้นยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าเขาเพิ่งถูกกิ่งหลิวฟาดเข้าจริงๆ
"นี่... หรือว่าท่านเทพไท่หมิงจะสำแดงอิทธิฤทธิ์พิโรธข้าเข้าแล้ว?" ริมฝีปากของโจวลี่เฉียงสั่นระริก
เรื่องนี้มันชักจะพิกลแล้ว!
โจวลี่เฉียงรู้สึกหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งขนลุก เขาถอยกรูดและวิ่งหนีออกจากศาลเจ้าไปอย่างไม่คิดชีวิต
ลู่เจวี๋ยหมิงที่ซ่อนอยู่หลังเทวรูปเห็นว่าคนตัดฟืนอันธพาลถูกไล่ตะเพิดไปแล้ว และรอบศาลเจ้าไร้ผู้คน เขาจึงกระโดดลงไปบนโต๊ะบูชา คาบปลาหลีฮื้อขึ้นมาจากจานแล้วจัดการอย่างเอร็ดอร่อย
ส่วนขาหมูนั้น... เห็นแก่ความยากลำบากของสองพี่น้องคนเก็บสมุนไพร เหลือเอาไว้ให้พวกเขาสักหน่อยก็แล้วกัน
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป ปลาทั้งตัวก็ลงไปอยู่ในท้อง ลู่เจวี๋ยหมิงเริ่มครุ่นคิดว่าจะใช้พลังธูป 8 แต้มที่เพิ่งได้มาอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด
เพราะเขาค้นพบว่าบนหน้าต่างระบบ ไม่เพียงแค่ระดับการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น แต่หลังชื่ออิทธิฤทธิ์แต่ละอย่างก็มีเครื่องหมาย "+" ปรากฏขึ้นด้วย
"เยี่ยม! ในเมื่อข้าสามารถใช้แต้มเพิ่มความชำนาญให้อิทธิฤทธิ์ได้โดยตรง แบบนี้ก็สะดวกสุดๆ ไปเลยสิ!"
วันนี้เขาฝึกใช้อิทธิฤทธิ์ไปตั้งยี่สิบครั้ง ความรู้สึกตอนที่ปราณวิญญาณแห้งเหือดและร่างกายอ่อนล้านั้นมันทรมานจนแทบทนไม่ไหว
ลู่เจวี๋ยหมิงกดเครื่องหมาย "+" หลังอิทธิฤทธิ์ 'หญ้าไม้เป็นพลทหาร' ด้วยความตื่นเต้น
ตัวเลขบนหน้าต่างระบบเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
【หญ้าไม้เป็นพลทหาร (ระดับต้น) (11 / 1000) --> (31 / 1000)】
ในขณะเดียวกัน ความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับเทคนิคการใช้อิทธิฤทธิ์ 'หญ้าไม้เป็นพลทหาร' ก็ผุดขึ้นในสมองของเขา
ลู่เจวี๋ยหมิงนิ่งเงียบ: "..." แค่นี้เองเหรอ?
พลังธูปหนึ่งแต้มเพิ่มความชำนาญได้แค่ยี่สิบหน่วย ซึ่งพอๆ กับที่เขาต้องฝึกหนักทั้งวันกว่าจะได้มา
พลังธูปที่หามาได้อย่างยากลำบากกลับถูกใช้หมดไปง่ายๆ แบบนี้ มันขาดทุนย่อยยับชัดๆ!
เขาสามารถเพิ่มความชำนาญให้อิทธิฤทธิ์ได้ด้วยการหมั่นฝึกฝน
แต่สำหรับการบำเพ็ญเพียรนั้น เขาไม่มีกายเนื้อพิเศษ ไม่มีอาจารย์ และไม่มีมรดกวิชา ในฐานะปีศาจแมวสามสีผู้ไร้ซึ่งต้นทุน เขาไม่รู้วิชาเดินลมปราณดูดซับพลังขั้นสูง ทำให้ประสิทธิภาพในการแปลงและดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดินต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ยากที่จะก้าวหน้าได้เพียงแค่ขยันหมั่นเพียร
"ยอมเหนื่อยฝึกอิทธิฤทธิ์เอาดีกว่า เน้นยกระดับพลังเป็นหลักในช่วงแรกน่าจะดีที่สุด"
ลู่เจวี๋ยหมิงไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเทพลังธูปที่เหลือทั้ง 7 แต้มลงไปที่ระดับการบำเพ็ญเพียรจนหมด
ระดับพลังของเขาทะลวงผ่านขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นหกระดับสมบูรณ์ทันที เกลียวคลื่นปราณวิญญาณในจุดตันเถียนเพิ่มขึ้นจากหกสายเป็นเจ็ดสายครึ่ง
หากแบ่งย่อยขอบเขตกลั่นลมปราณให้ละเอียดขึ้น ระดับปัจจุบันของเขาก็นับว่าเป็น ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นเจ็ดช่วงกลาง
"คุณพระช่วย! อัตราการเติบโตนี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!"
พลังธูปที่แฝงไปด้วยแรงศรัทธาของผู้คน มีพลังงานที่ไม่ด้อยไปกว่าปราณวิญญาณฟ้าดินเลยแม้แต่น้อย!
ลู่เจวี๋ยหมิงรู้สึกว่าปราณวิญญาณในตันเถียนหนาแน่นขึ้นกว่าเดิม นั่นหมายความว่าตอนนี้เขาสามารถใช้อิทธิฤทธิ์ต่อเนื่องในหนึ่งวันได้มากขึ้น
นั่นไงล่ะ... การยกระดับพลังเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด ตอนนี้ประสิทธิภาพในการปั๊มค่าความชำนาญอิทธิฤทธิ์ก็เพิ่มขึ้นอีกทอดหนึ่งแล้ว...
ทางด้านโจวลี่เฉียงที่หนีกลับมาถึงบ้านก็ซ่อนตัวอยู่แต่ข้างใน ไม่กล้าออกไปไหน
เขากำลังทา 'ผงยาจินชวง' ลงบนรอยแผลที่แสบแดงบนหลังมือ พลางทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันที่ผ่านมา
"เนื้อหงส์ที่จะเข้าปากอยู่รอมร่อ ไฉนถึงบินหนีไปได้?"
เดิมทีสวีผิงอันป่วยหนัก และสวีหลิงต้องการความช่วยเหลือจากเขา ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาฉกฉวยผลประโยชน์จากนาง
แต่ตอนนี้ โอกาสทองที่หาได้ยากยิ่งกลับมลายหายไปกับตา!
ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าปีศาจเพียงพอนนั่นดันตายโหงไปอย่างปริศนา ทำลายลาภปากของข้าชัดๆ!
ผงยาจินชวงกัดแผลบนหลังมือจนเขาต้องซี้ดปากด้วยความเจ็บปวด
ยิ่งคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกคับแค้นใจ
โดยเฉพาะฉากที่เขาถูกกิ่งหลิวฟาดมือตอนกำลังขโมยของเซ่นไหว้ จนต้องวิ่งหนีหางจุกตูด มันทำให้เขาอับอายและโกรธแค้นจนคิ้วขมวดมุ่นเป็นปม
"เทพไท่หมิงบ้าบออะไรกัน? เทพเจ้าไม่มีจริงมาตั้งนานแล้ว!"
"ต้องเป็นไอ้สวีผิงอันหรือใครสักคนที่รู้ว่าข้าแอบตามมา แล้วไปซ่อนตัวหลังรูปปั้นเล่นลูกไม้หลอกผีแน่ๆ!"
"คนอย่างข้าจะไปกลัวลูกไม้ตื้นๆ แบบนั้นได้ยังไง!"
เมื่อนึกถึงภาพสองพี่น้องตระกูลสวีที่กราบไหว้ศาลเจ้าด้วยความศรัทธา ความคิดบ้าบิ่นอย่างหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของโจวลี่เฉียง
"สวีหลิง... อาสวีหลิง พี่น้องพวกเจ้าชอบกราบไหว้ศาลเจ้านักใช่ไหม?"
"ฮึ่ม! งั้นข้าจะเผาศาลเจ้าทิ้งซะเลย! ดูซิว่าพวกเจ้าจะไปกราบไหว้อะไรกันอีก!"
ภาพของสองพี่น้องที่เศร้าโศกเสียใจปรากฏขึ้นในจินตนาการ โจวลี่เฉียงระบายลมหายใจที่อัดอั้นออกจากอก คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออกทันที
เขาเริ่มเตรียมข้าวของ คนอย่างเขาไม่เคยรอชำระแค้นข้ามคืน เขาจะลงมือคืนนี้เลย!