- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นแมว ในโลกไร้เทพงั้นผมเป็นพระเจ้าเอง
- บทที่ 11: เจ้าเขาไท่หมิงสำแดงเดช
บทที่ 11: เจ้าเขาไท่หมิงสำแดงเดช
บทที่ 11: เจ้าเขาไท่หมิงสำแดงเดช
บทที่ 11: เจ้าเขาไท่หมิงสำแดงเดช
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
"หลิงเอ๋อร์ ตื่นเถอะ!"
สวี่หลิงได้ยินใครบางคนเรียกชื่อเธอ
เธอลืมตาอันงัวเงียขึ้นมา ก็พบว่าเป็นสวี่ผิงอัน พี่ชายของเธอที่กำลังปลุกเธอให้ตื่น
สวี่ผิงอันตื่นอยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของเขาดูมีเลือดฝาด เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต ชัดเจนว่าพิษไอปีศาจได้หายดีเป็นปลิดทิ้งแล้ว
สวี่หลิงขยี้ตาเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป ก่อนจะปล่อยโฮออกมาด้วยความดีใจ
"ดีจังเลย! พี่ชาย ในที่สุดพี่ก็หายดีแล้ว!"
สวี่ผิงอันยกมือขึ้นใช้เสื้อเช็ดน้ำตาให้ผู้เป็นน้องสาวอย่างอ่อนโยน พลางปลอบโยน
"เล่าให้พี่ฟังหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเจ้าไปหาสมุนไพรนี้มาได้ยังไง?"
เขาชูใบไม้สีม่วงอ่อนที่เจอในครัวขึ้นมา
สมุนไพรล้ำค่าอย่าง 'โสมเงินใบม่วง' ไม่ใช่ของที่จะหาได้ง่ายๆ เขากลัวว่าน้องสาวจะต้องลำบากตรากตรำไปไม่น้อย
สวี่หลิงจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พี่ชายฟัง ตั้งแต่ตอนที่เธอไปจุดธูปอธิษฐานที่ศาลเจ้า แล้วท่านเจ้าเขาไท่หมิงก็มาเข้าฝัน ชี้ทางให้เธอไปพบโสมเงินใบม่วงได้สำเร็จ
คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านอาจลืมเลือนเจ้าเขาไท่หมิงไปแล้ว แต่สวี่ผิงอันเป็นหนึ่งในผู้ศรัทธาเพียงไม่กี่คนที่ยังคงยึดมั่น
ทว่า แม้แต่สวี่ผิงอันเอง เมื่อได้ฟังเรื่องราวปาฏิหาริย์จากปากน้องสาวก็ยังอดตกตะลึงไม่ได้
"ท่านเจ้าเขาไท่หมิงสำแดงเดช! ท่านสำแดงเดชจริงๆ!" สวี่ผิงอันอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น
"พี่รู้อยู่แล้วว่าท่านเจ้าเขาไท่หมิงคอยปกป้องคุ้มครองพวกเรามาโดยตลอด!"
สวี่ผิงอันเสนอขึ้น "ไปกันเถอะ! พวกเราไปซื้อข้าวของที่ตลาด แล้วไปแก้บนที่ศาลเจ้า เพื่อขอบคุณท่านเจ้าเขาไท่หมิงที่เมตตาคุ้มครอง!"
สวี่หลิงพูดเสียงอ้อมแอ้ม "แต่เงินเราเหลือไม่มากแล้วนะจ๊ะ..."
ลำพังแค่ค่ายาของสวี่ผิงอันก็หมดเงินไปโขแล้ว เงินที่เหลือต้องเก็บไว้จ่ายภาษีช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงอีก
สวี่ผิงอันไม่พูดพร่ำทำเพลง เขามุดเข้าไปใต้เตียงอย่างคล่องแคล่ว แล้วหยิบเศษเงินก้อนหนึ่งออกมาจากรอยแตกของแผ่นไม้กระดานใต้เตียง เงินสองตำลึงนี้คือเงินเก็บก้อนสุดท้ายของเขา
สวี่หลิงมองพี่ชายที่คลานออกมาจากใต้เตียงพร้อมเงินซ่อนแอบที่งัดออกมาโชว์ ก็อึ้งไปครู่หนึ่ง พอตั้งสติได้ เธอก็ถลึงตาใส่พี่ชายทันที
"แหมๆ กล้าซ่อนเงินไว้ไม่บอกข้านะ!" สวี่หลิงคว้าไม้กวาดที่อยู่ใกล้มือขึ้นมา
สวี่ผิงอันรีบแก้ตัวพัลวัน "หยุดก่อนๆ! เงินก้อนนี้พี่ตั้งใจเก็บไว้เป็นสินเดิมให้เจ้าตอนออกเรือนต่างหากเล่า"
สวี่หลิงวางไม้กวาดลงทันที คิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย
สวี่ผิงอันเห็นน้องสาวกังวลเรื่องใช้เงินจึงปลอบใจ "เงินทองของนอกกาย หาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ แต่การแก้บนท่านเจ้าเขาไท่หมิงจะชักช้าไม่ได้! อย่าห่วงเลย ไว้พี่จะขยันทำงานหาเงินให้มากกว่าเดิม"
สวี่หลิงพยักหน้าหงึกหงัก บุญคุณช่วยชีวิตของท่านเจ้าเขาไท่หมิง เงินแค่นี้จะไปนับเป็นอะไรได้?
ไม่นานนัก สองพี่น้องก็มาถึงตลาดที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเยว่ซี
พ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้ากันเซ็งแซ่ ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ตลาดยามเช้าของหมู่บ้านเยว่ซีช่างคึกคักมีชีวิตชีวา
สวี่ผิงอันจำได้ว่าน้องสาวเล่าว่าปลาเค็มที่เป็นของเซ่นไหว้หายไปตอนที่เธอกราบไหว้ เขาจึงเดาว่าท่านเจ้าเขาไท่หมิงน่าจะโปรดปรานการกินปลา
สองพี่น้องจึงตกลงใจซื้อปลาหลีฮื้อตัวใหญ่มาหนึ่งตัว
สวี่ผิงอันยังรู้สึกว่าไม่จริงใจพอ เพราะบุญคุณช่วยชีวิตของท่านเจ้าเขานั้นประเมินค่าไม่ได้ เขาจึงเจียดเงินที่เหลือส่วนหนึ่งซื้อขาหมูเพิ่มมาอีกขา
รวมกับเหล้าข้าวขวดเล็ก ธูปและเทียนอีกจำนวนหนึ่ง เบ็ดเสร็จแล้วพวกเขาใช้เงินไปกว่าเก้าร้อยอีแปะ เกือบหนึ่งตำลึงเลยทีเดียว
หลังจากซื้อของเสร็จ ระหว่างทางกลับบ้าน ทั้งคู่ก็บังเอิญเจอ 'ป้าซุน'
ป้าซุนถือตะกร้าผัก ยืนคุยสัพเพเหระอยู่กับกลุ่มแม่บ้านชาวนา เมื่อเห็นสองพี่น้องตระกูลสวี่เดินมา นางก็อดแปลกใจไม่ได้
เมื่อสองวันก่อน นางยังเห็นแม่หนูนี่ยืนหน้าเศร้าบอกว่าพี่ชายป่วยหนักอยู่เลย
แต่วันนี้คนกลับมายืนอยู่ตรงหน้า แข็งแรงดีเป็นปกติ
ป้าซุนรีบโบกมือทักทาย
"อ้าว นั่นเจ้าสวี่ผิงอันไม่ใช่รึ? หายดีแล้วรึพ่อหนุ่ม?"
สวี่ผิงอันตอบกลับอย่างสุภาพ "ขอรับป้า ต้องขอบคุณหลิงเอ๋อร์ที่ช่วยดูแล"
สวี่หลิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มกว้างจนแก้มปริ
แม่บ้านชาวนาอีกหลายคนที่อยู่แถวนั้น เห็นปลาตัวใหญ่และขาหมูที่สวี่ผิงอันหิ้วมา ก็พากันกระซิบกระซาบ
"ได้ยินว่าพ่อหนุ่มสวี่โดนพิษไอปีศาจเมื่อไม่กี่วันก่อนไม่ใช่รึ"
"ใช่ๆ ข้าก็ได้ยินมาว่าอาการหนักเจียนอยู่เจียนไปเชียวล่ะ"
พวกแม่บ้านเหลือบมองสวี่ผิงอันที่ดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่า พ่อหนุ่มคนนี้ดูแข็งแรงดีมากทีเดียว
"ค่ารักษาคงแพงน่าดูสินะ?"
"แน่นอนอยู่แล้ว ตาเฒ่าเฉินบ้านข้างๆ เคยเผลอกินเนื้อปีศาจเข้าไป ถึงกับต้องขายบ้านมารักษาพิษไอปีศาจเลยนะนั่น"
"แต่ดูพวกเขาสิ ยังมีเงินซื้อปลาซื้อเนื้อตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม สองพี่น้องนี่ใช้เงินไม่เป็นเอาซะเลย"
สวี่หลิงหูดี ได้ยินคำนินทาของพวกป้าๆ ขาเม้าท์เข้าเต็มสองหู จนต้องขมวดคิ้ว
ป้าซุนเตือนด้วยความหวังดี "ใกล้จะถึงเวลาจ่ายภาษีฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อย่าใช้เงินมือเติบนักสิ ต้องรู้จักประหยัดบ้าง!"
สวี่หลิงรีบอธิบาย "ป้าซุนเข้าใจผิดแล้วจ้ะ ของพวกนี้เป็นของแก้บนที่จะเอาไปถวายท่านเจ้าเขาไท่หมิงต่างหาก"
ป้าซุนตาโตด้วยความตกใจ
ของแก้บนท่านเจ้าเขาไท่หมิง... หรูหราขนาดนี้เชียวรึ!?
"ก็เมื่อวานซืนข้าไปจุดธูปไหว้ท่านเจ้าเขาไท่หมิงมาจ้ะ ต้องขอบคุณท่านที่มาเข้าฝันข้า ทำให้ข้าไปหาสมุนไพรวิเศษมารักษาพี่ชายจนหายดี"
"เข้าฝัน?" ป้าซุนมองสวี่หลิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"จ้ะ ถ้าท่านเจ้าเขาไท่หมิงไม่มาเข้าฝันบอกตำแหน่งของ 'โสมเงินใบม่วง' ให้ ข้าคงหาไม่เจอต่อให้พลิกป่าหาอีกสามวันสามคืนก็ตาม"
สวี่ผิงอันพยักหน้ายืนยันคำพูดของน้องสาว "โสมเงินใบม่วงเป็นของหายากมาก ร้านยาในอำเภอขายกันตั้งสิบตำลึง ถ้าไม่ใช่เพราะความเมตตาของท่านเจ้าเขา ต่อให้พวกเราเทหมดหน้าตักก็คงไม่มีปัญญาซื้อ"
เทียบกับเงินแค่ไม่เท่าไหร่ที่เอามาซื้อปลาซื้อเนื้อถวายท่านเจ้าเขาแล้ว เรื่องแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้?
พอได้ยินราคาตั้งสิบตำลึง ป้าซุนและกลุ่มแม่บ้านต่างพากันสูดปากด้วยความตกใจ เงินจำนวนนั้นซื้อเนื้อกินได้ตั้งไม่รู้กี่มื้อ
แต่ยกเว้นป้าซุนแล้ว แม่บ้านคนอื่นๆ ต่างส่ายหัว ยังคงไม่ค่อยเชื่อคำพูดของสองพี่น้องตระกูลสวี่เท่าไหร่นัก
สมัยนี้จะยังมีเทพารักษ์ที่ไหนศักดิ์สิทธิ์อยู่อีก? ทั้งหมู่บ้านต่างรู้กันดีว่าท่านเจ้าเขาไท่หมิงหมดความขลังไปนานแล้ว
เมื่อเจ็ดปีก่อน ถ้าใครเจ็บไข้ได้ป่วยหรือโดนผีเข้า แค่ไปขอฮู้ที่ศาลเจ้ามาเผาเป็นน้ำมนต์ดื่ม วันรุ่งขึ้นก็หายเป็นปลิดทิ้ง ฤทธิ์เดชในการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายรักษาโรคภัยไข้เจ็บนั้นเห็นผลทันตา
แต่หลังจากเกิดปรากฏการณ์ดาวเรียงตัวเก้าดวงอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อเจ็ดปีก่อน ท่านเจ้าเขาไท่หมิงก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกเลย
เมื่อก่อนการเซ่นไหว้เทพเจ้าจะช่วยให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล แต่ไม่กี่ปีมานี้ ถ้าไม่เจอน้ำท่วมหนักก็เจอภัยแล้งรุนแรง จนผลผลิตตกต่ำ แถมปีนี้ที่นาของหมู่บ้านยังโดนหนูระบาดอีกต่างหาก
ถ้าท่านเจ้าเขาไท่หมิงยังศักดิ์สิทธิ์จริง ผู้คนคงแห่กันไปกราบไหว้จนหัวกระไดไม่แห้งไปนานแล้ว
แถม 'หน่วยปราบปีศาจ' ของทางการยังเคยประกาศข่าวอย่างเป็นทางการว่า "ทวยเทพจากลา พรศักดิ์สิทธิ์สูญสิ้น"
พวกนางเชื่อว่าสวี่หลิงคงแค่โชคดีไปเจอสมุนไพรเข้าโดยบังเอิญมากกว่า
ถึงกระนั้น เมื่อเห็นสองพี่น้องปลอดภัยดี พวกแม่บ้านก็อดดีใจด้วยไม่ได้ โดยเฉพาะกับสวี่หลิง
ในยุคสมัยแบบนี้ การต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีผู้ชายคอยช่วยทำงานหนักในบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นแต่ไกล ดึงดูดให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาหยุดดูและส่งเสียงฮือฮาเป็นระยะ
สองพี่น้องตระกูลสวี่และกลุ่มแม่บ้านชาวนาอดสงสัยไม่ได้ จึงพากันเดินไปดู
สวี่หลิงเบียดตัวเข้าไปใกล้ เขย่งเท้าดู
เธอเห็นพรานป่าร่างกำยำคนหนึ่งกำลังลากรถลา บนรถนั้นมี 'พังพอนเหลือง' ตัวมหึมาถูกมัดอยู่
ร่างของเจ้าพังพอนเหลืองใหญ่โตราวกับลูกวัว กินพื้นที่ไปเกือบครึ่งคันรถ ขนสีเหลืองสดใสของมันต้องแสงแดดเป็นประกายสีทองอร่ามดูสะดุดตา
"ตัวเบ้อเริ่มเลย!"
"หรือว่ามันจะกลายเป็นปีศาจไปแล้ว?"
ชาวบ้านที่มุงดูต่างตื่นตะลึงและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
ใบหน้าของพรานป่าเปื้อนยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ราวกับกำลังอวดผลงานชิ้นโบแดงขณะลากรถลาเดินไปตามถนน