- หน้าแรก
- อัญเชิญเทพ เทเพื่อนเลว
- บทที่ 16 ฉันยังอ่อนแอเกินไป เลยต้องใช้พลังขอบเขตยุทธ์ระดับหนึ่งมารังแกคนอื่น
บทที่ 16 ฉันยังอ่อนแอเกินไป เลยต้องใช้พลังขอบเขตยุทธ์ระดับหนึ่งมารังแกคนอื่น
บทที่ 16 ฉันยังอ่อนแอเกินไป เลยต้องใช้พลังขอบเขตยุทธ์ระดับหนึ่งมารังแกคนอื่น
"กายาสตาร์ไลท์ (กายาแสงดารา) เป็นกายาพิเศษที่ท่านบรรพบุรุษตระกูลเจียงของเราเคยครอบครอง"
"กายาสตาร์ไลท์ของฉันยังตื่นรู้ไม่สมบูรณ์ ยังห่างไกลจากระดับของท่านบรรพบุรุษนัก"
เจียงหมิงเยี่ยพยักหน้าและอธิบายให้หลินเทียนฟัง
ทุกคนในห้องเรียนพิเศษต่างรู้เรื่องที่เธอครอบครองกายาสตาร์ไลท์ จะมีก็เพียงหลินเทียนคนเดียวที่เป็นข้อยกเว้น
"แล้วพวกนายคนอื่นมีใครมีกายาพิเศษบ้างไหม?"
หลินเทียนกวาดสายตาไปยังนักเรียนคนอื่นๆ ในห้องเรียนพิเศษ
"จะเป็นไปได้ยังไง? แค่ปลุกพลังความสามารถพิเศษได้ก็ถือเป็นพรสวรรค์แล้ว อย่าว่าแต่กายาพิเศษที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นเลย"
เหล่านักเรียนห้องพิเศษต่างส่ายหัวปฏิเสธ
"ฉันเองก็ไม่มีเหมือนกัน"
เกิ่งเสียน ผู้มาจากเมืองหลวง แสดงสีหน้าเสียดายเล็กน้อย
"อย่างนั้นหรอกเหรอ"
"แล้วตอนที่สู้กับฉัน ทำไมเธอถึงไม่ใช้พลังของกายาสตาร์ไลท์ล่ะ?"
หลินเทียนถึงบางอ้อ ก่อนจะหันไปถามเจียงหมิงเยี่ยต่อ
"กายาสตาร์ไลท์ของฉันเพิ่งจะตื่นรู้ ในระยะนี้มันทำได้แค่ช่วยเสริมพลังการต่อสู้เท่านั้น ยังไม่มีความสามารถพิเศษอะไรหรอก"
"กายาพิเศษจะค่อยๆ ตื่นรู้ตามระดับการบ่มเพาะพลังที่เพิ่มขึ้น แต่ดูเหมือนว่าต่อให้กายาพิเศษตื่นรู้แล้ว ก็ยังไม่อาจเอาชนะนักรบยุทธ์ขีดจำกัดได้อยู่ดี"
น้ำเสียงของเจียงหมิงเยี่ยแฝงไปด้วยความจนใจ
ท่านบรรพบุรุษตระกูลเจียงผู้นั้นเป็นอัจฉริยะในยุคเดียวกับผู้บุกเบิกแห่งวิถียุทธ์ เซี่ยเจี๋ย แต่ถึงแม้ท่านจะครอบครองกายาสตาร์ไลท์ ก็ยังไม่อาจเอาชนะเซี่ยเจี๋ยได้อยู่ดี
"ในเมื่อนายรู้ว่าเจียงหมิงเยี่ยมีกายาสตาร์ไลท์ แต่ก็ยังเลือกมาที่มณฑลชิง แสดงว่านายต้องมั่นใจในตัวเองพอสมควรสินะ"
หลินเทียนมองไปที่เกิ่งเสียน สายตาสื่อความหมายลึกซึ้ง
"ช่วยไม่ได้นี่นา ถ้าเป็นปีก่อนๆ ด้วยฝีมือระดับฉันคงคว้าโควตาในเมืองหลวงได้สบายๆ แต่ปีนี้มันต่างออกไป"
เกิ่งเสียนผายมือออกอย่างจนปัญญา
ปีนี้มีอัจฉริยะผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดในเมืองหลวง แม้แต่เขาเองยังต้องหลบเลี่ยงคมเขี้ยวของคนพวกนั้น
"เพียงแต่ฉันไม่นึกเลยว่าที่หนึ่งของห้องเรียนพิเศษมณฑลชิงจะเป็นนาย นักรบยุทธ์ขีดจำกัด ข้อมูลที่ฉันได้รับมาระบุว่าเมื่อสองวันก่อนนายมีค่าปราณโลหิตแค่สองร้อยแต้มเองไม่ใช่เหรอ"
"ฉันอยากรู้จริงๆ ว่านายทำยังไงให้ค่าปราณโลหิตพุ่งไปถึงสามร้อยกว่าแต้ม และกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 1 ขั้นปลายภายในเวลาแค่สองวัน?"
เกิ่งเสียนจ้องมองหลินเทียนด้วยความสงสัยใคร่รู้
"เพิ่มค่าปราณโลหิตหนึ่งร้อยแต้มในสองวัน?"
"เป็นไปไม่ได้ เรื่องแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!"
นักเรียนห้องพิเศษต่างส่ายหน้าเป็นพัลวันเมื่อได้ยินข่าวนั้น เรื่องพรรค์นี้จะเกิดขึ้นได้ยังไง?
ต่อให้เป็นผู้บุกเบิกแห่งวิถียุทธ์ก็คงทำไม่ได้หรอกมั้ง?
หลายคนหันไปมองหลินเทียน หวังให้เขาปฏิเสธ แต่หลินเทียนกลับทำหน้าจนใจ
"ช่วยไม่ได้ ฉันเองก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้นสักหน่อย"
จากนั้นเขาก็ถอนหายใจ ทำเอาเพื่อนร่วมห้องกัดฟันกรอดด้วยความหมั่นไส้ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าหลินเทียนสามารถเพิ่มค่าปราณโลหิตได้ถึงหนึ่งร้อยแต้มในสองวันจริงๆ
"ไปกันเถอะ ฉันยังตั้งตารอที่จะได้ประมือกับอัจฉริยะจากเมืองหลวงอยู่นะ"
ใบหน้าของหลินเทียนเปื้อนยิ้ม
เกิ่งเสียนยังดั้นด้นมาที่นี่ทั้งที่รู้ว่าเจียงหมิงเยี่ยอยู่ที่มณฑลชิง นั่นหมายความว่าเขามั่นใจว่าจะเอาชนะเธอได้
"หวังว่านายจะทำให้ฉันสนุกกับการต่อสู้ได้นะ ไม่อย่างนั้นอีกไม่กี่วัน นายคงไม่มีคุณสมบัติพอจะสู้กับฉันอีกแล้ว"
"หมายความว่าไง?"
คำพูดของหลินเทียนทำให้เกิ่งเสียนงุนงงเล็กน้อย
"อีกไม่กี่วันก็จะถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ฉันจะทะลวงสู่ขอบเขตยุทธ์ระดับที่ 2 ให้ได้ก่อนถึงตอนนั้น"
"ขอบเขตยุทธ์ระดับ 2!"
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังระงมจากปากนักเรียนห้องพิเศษ
"เมื่อกี้นายเพิ่งจะเพิ่มค่าปราณโลหิตไปตั้งร้อยแต้มไม่ใช่เหรอ?"
"เหลือเวลาอีกแค่สี่วันจะถึงวันสอบ นายจะทะลวงสู่ระดับ 2 ได้ยังไง?"
ชวีมู่ที่นั่งอยู่แถวหน้าถึงกับหันขวับมาตั้งคำถามเสียงดังทันที
"ก็... ทะลวงขั้นตามปกตินั่นแหละ!"
หลินเทียนอธิบายอย่างจนใจ
"ปกติ? นายบอกว่านี่คือการทะลวงขั้นแบบปกติงั้นเหรอ!"
"ห้าวัน! เพิ่มค่าปราณโลหิตหนึ่งร้อยแต้ม แล้วยังจะทะลวงสู่ระดับ 2 ภายในห้าวัน นายเรียกสิ่งนี้ว่าปกติเรอะ!"
ชวีมู่ตะโกนลั่นด้วยความเดือดดาล แทนความรู้สึกของทุกคนในห้อง
แม้แต่หวังหยาง ผู้มีพลังระดับขอบเขตยุทธ์ระดับ 5 ยังทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
"หรือนี่จะเป็นความพิเศษของนักรบยุทธ์ขีดจำกัด?"
เจียงหมิงเยี่ยที่เงียบมาตลอดเอ่ยถามขึ้น
"ความพิเศษของนักรบยุทธ์ขีดจำกัด?"
"คงไม่ใช่หรอก น่าจะเป็นความสามารถส่วนตัวของฉันมากกว่า"
หลินเทียนตอบหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"อย่างนี้นี่เอง..."
เจอกับคำตอบนี้เข้าไป ทุกคนถึงกับไปไม่เป็น สุดท้ายก็ได้แต่เดินตามหลินเทียนกลับไปที่ลานประลอง
"นายจะไม่ใช้อาวุธเหรอ?"
บนลานประลอง เกิ่งเสียนถือกระบี่ยาวในมือ มองหลินเทียนด้วยความสงสัย
ดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ที่หลินเทียนจะสู้กับเขาด้วยมือเปล่า
"ฉันยังหาอาวุธที่เหมาะมือไม่ได้ เอาไว้เจออันที่ถูกใจค่อยใช้แล้วกัน"
"ไม่ต้องห่วง ตอนสู้กับเจียงหมิงเยี่ยฉันก็สู้แบบนี้แหละ"
สิ้นเสียงหลินเทียน ปราณโลหิตรอบกายก็พวยพุ่งขึ้น
เมื่อเห็นภาพนั้น เกิ่งเสียนก็เข้าใจทันที
"นี่คือพลังของนักรบยุทธ์ขีดจำกัดสินะ แค่ระดับ 1 ก็มีพละกำลังเทียบเท่ากับระดับ 4 ได้แล้ว"
เกิ่งเสียนรู้สึกอิจฉาตาร้อน ค่าปราณโลหิตของเขาอยู่ที่หนึ่งร้อยแปดสิบห้าแต้ม ขาดอีกสิบห้าแต้มก็จะถึงขีดจำกัดสองร้อยแต้ม
แต่สิบห้าแต้มนั้นเปรียบเสมือนเหวที่กว้างใหญ่ไพศาล เขาไม่สามารถข้ามผ่านมันไปได้เลย
"ทั้งสองฝ่ายพร้อม เริ่มการประลองได้!"
สิ้นเสียงสัญญาณจากหวังหยาง หลินเทียนและเกิ่งเสียนก็พุ่งเข้าปะทะกันบนลานประลอง
หลินเทียนถูกห่อหุ้มด้วยหมอกโลหิต ซึ่งก่อตัวเป็นปลอกแขนแข็งแกร่งบนแขนทั้งสองข้าง การโจมตีด้วยกระบี่ยาวของเกิ่งเสียนนั้นรวดเร็วกว่า เขาจึงต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่
"มิน่าล่ะถึงกล้ามาที่มณฑลชิง กระบวนท่าของเขาแก้ทางเจียงหมิงเยี่ยได้สมบูรณ์แบบเลยนี่นา"
ระหว่างการต่อสู้ หลินเทียนสังเกตเห็นรูปแบบการโจมตีที่แปลกประหลาดของเกิ่งเสียน
เพลงกระบี่ของเจียงหมิงเยี่ยนั้นเฉียบคม เน้นการโจมตีที่รุนแรงและแม่นยำ แต่มักจะมีเงาของใครบางคนซ้อนทับอยู่ น่าจะเป็นเพลงกระบี่ของบรรพบุรุษตระกูลเจียง
ส่วนการโจมตีของเกิ่งเสียนนั้นเน้นการกวาดแกว่งในวงกว้าง ซึ่งแก้ทางรูปแบบการบุกของเจียงหมิงเยี่ยได้อย่างชัดเจน
เจียงหมิงเยี่ยที่เฝ้าดูการต่อสู้อยู่ก็สังเกตเห็นเรื่องนี้เช่นกัน
"เพลงกระบี่ของท่านบรรพบุรุษทรงพลังมาก แต่ด้วยฝีมือของฉันในตอนนี้ คงเรียนรู้ได้แค่เปลือกนอก หากศึกษาให้ลึกซึ้งกว่านี้ ฉันคงไม่โดนแก้ทางง่ายๆ แบบนี้แน่"
"เพียงแต่ว่า... ฉันควรจะปรับเปลี่ยนอะไรบ้างหรือเปล่านะ?"
เธออดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดในใจ เพลงกระบี่ของบรรพบุรุษจะลบจุดอ่อนได้ก็ต่อเมื่อฝึกฝนจนถึงระดับสูงเท่านั้น
แต่สำหรับเธอในตอนนี้ นี่คือจุดอ่อนร้ายแรง เธอต้องปรับเปลี่ยนบางอย่าง ไม่อย่างนั้นเมื่อเจอคู่ต่อสู้แบบเกิ่งเสียน เธอคงแพ้ทางอย่างราบคาบ!
"การต่อสู้แบบไม่มีรูปแบบตายตัวนี่มันลำบากจริงๆ แฮะ"
หลินเทียนที่กำลังรับมือเกิ่งเสียนเริ่มค้นพบข้อบกพร่องของตัวเอง
เขาไม่ค่อยรู้สึกถึงปัญหานี้ตอนสู้กับเพื่อนในห้องเรียนพิเศษ
แต่เมื่อต้องเจอกับการโจมตีที่รวดเร็วของเกิ่งเสียน ข้อเสียเปรียบก็เริ่มชัดเจนขึ้น
ต่างจากเกิ่งเสียนที่มีกระบวนท่าชัดเจน เขาอาศัยเพียงแค่ปราณโลหิตและพละกำลังมหาศาลในการต่อสู้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือตั้งรับแบบฝ่ายเดียว
มันทำให้เขารู้สึกกดดันอยู่บ้าง แต่ก็แค่ 'บ้าง' เท่านั้น
"หวังว่าการลงชื่อพรุ่งนี้จะได้ทักษะยุทธ์อะไรติดไม้ติดมือมาบ้างนะ การต่อสู้จะได้ง่ายขึ้นหน่อย"
"ฮึ่ม!"
หลังคิดได้ดังนั้น หลินเทียนก็ตะโกนลั่น ปราณโลหิตในกายเดือดพล่าน หมอกโลหิตที่ลอยฟุ้งควบแน่นกลายเป็นเกราะหุ้มทั่วทั้งร่าง
ด้วยการเสริมพลังจากเกราะนี้ หลินเทียนพุ่งเข้าหาเกิ่งเสียนโดยตรง
ฉัวะ! ปัง!
เดิมทีเกิ่งเสียนตั้งใจจะใช้กระบี่ยาวสกัดกั้นหลินเทียน แต่เมื่อคมกระบี่เสียดสีกับเกราะปราณโลหิตจนเกิดเสียงดังแสบแก้วหู เขาก็ชะงักไปชั่วขณะด้วยความตกใจ
และช่องโหว่เล็กๆ นี้เองที่หลินเทียนฉกฉวยไว้ได้ เขาซัดหมัดเข้าใส่เกิ่งเสียนจนกระเด็นตกเวทีไป
ตุ้บ
"หลินเทียน ชนะ!"
สิ้นเสียงประกาศชัยชนะของหวังหยาง การต่อสู้ก็จบลง
"แข็งแกร่งชะมัด สมแล้วที่เป็นนักรบยุทธ์ขีดจำกัด!"
เมื่อเห็นเกราะปราณโลหิตในตอนท้าย นักเรียนห้องพิเศษต่างตื่นเต้นกันยกใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นกระบวนท่าแบบนี้จากหลินเทียน
เกิ่งเสียนที่ล้มลงไปนอนกับพื้นและยังคงมึนงง ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเรียกสติกลับมาได้ เขาเงยหน้ามองหลินเทียนและเอ่ยถาม
"นักรบยุทธ์ขีดจำกัดนี่ มันขี้โกงขนาดนี้เลยเหรอ?"
"เกราะปราณโลหิตนั่น สำหรับคนระดับพวกเรา มันแทบจะไร้เทียมทานเลยนะ"
เขาสับสนมาก พลังของนักรบยุทธ์ขีดจำกัดมันจะไม่โกงเกินไปหน่อยเหรอ?
"นั่นไม่ใช่พลังของนักรบยุทธ์ขีดจำกัดหรอก แต่มันเป็นความสามารถพิเศษจากเคล็ดวิชาที่ฉันฝึกต่างหาก"
หลังจากสลายเกราะปราณโลหิต หลินเทียนดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด เกราะปราณโลหิตนี้เกิดขึ้นได้เพราะการเสริมพลังจากเคล็ดวิชาต้นกำเนิดสวรรค์เท่านั้น
จากนั้นหลินเทียนก็ทำหน้าละเหี่ยใจพลางบ่นอุบ
"ฉันยังอ่อนแอเกินไป ถ้าฉันอยู่ขอบเขตยุทธ์ระดับ 2 หรือมีทักษะยุทธ์ติดตัวสักหน่อย การต่อสู้ครั้งนี้คงง่ายกว่านี้เยอะ"
"ไม่ต้องมาคอยรังแกคนอื่นด้วยพลังขอบเขตยุทธ์ระดับ 1 แบบนี้หรอก"
คำพูดของหลินเทียนทำเอาเสียงเชียร์ของเพื่อนร่วมห้องเงียบกริบไปทันที พวกเขามองหลินเทียนด้วยความหมั่นไส้ พร้อมตะโกนก้องในใจ
"แบบนี้เรียกอ่อนแอเรอะ? แล้วไอ้ที่บอกว่ารังแกคนอื่นด้วยพลังระดับ 1 เนี่ย นายกำลังอวดเก่งอยู่ชัดๆ!"